คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ(The Constitution Tribunal) ที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิรูปฯ(คปค.)หรือกองโจรที่ปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนไปนั้น มีความแตกต่างจากคณะตุลาการ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ทั้งในด้านที่มา อำนาจหน้าที่ การวินิจฉัยชี้ขาดและผลของคำวินิจฉัย

กล่าวคือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ(ดูรายชื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันและที่มาที่แนบท้ายมากับบทความชิ้นนี้) มีฐานะเป็นเพียงคณะตุลาการมิใช่ “ศาล” ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีความั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. มิใช่มาจากการสรรหาของวุฒิสภาเฉกเช่นเดียวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกทั้งผลของคำวินิจฉัยชี้ขาดก็มิได้มีผลผูกพันธ์กับองค์กรอื่นๆ เพราะมิได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 อีกทั้งยังมีความคลุมเครือในเรื่องของ “อำนาจตามกฎหมาย” ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดียุบพรรคนี้หรือไม่เพราะศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) เดิมซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดที่ผ่านมาได้สิ้นสภาพไปพร้อมกับศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ที่ผ่านมาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ศาลรัฐธรรมนูญเดิมที่รับเรื่องคดียุบพรรคนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยนั้นได้สิ้นสภาพไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้วปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การตีความ หรือ ข้อขัดแย้ง ภายใต้ “บทบัญญัติ” หรือ “กติกา” ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็พลอยสิ้นสภาพ สาบสูญไปกับรัฐธรรมนูญปี 2540ไปดุจเดียวกันซึ่งก็เท่ากับว่าคดีที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกจำหน่ายไปโดยปริยาย คดียุบพรรคนี้จึงไม่มีใครมีอำนาจที่จะพิพากษาอย่างแท้จริง

พวกเขาจงใจหยิบคดียุบพรรคมาไต่สวนและวินิจฉัย เป็นการใช้กลวิธีทางตุลาการยุบพรรคการเมืองนั่นเองเพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่าย คมช. อีกทั้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อใช้ควบคุมพรรคการเมืองให้อยู่ในโอวาทของ คมช. พรรคการเมืองเองก็ดูเหมือนว่าต่างต้องระมัดระวังมิให้เกิดการเผชิญหน้าและเกิดความขัดแย้งกับคมช.ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา

หากพิจารณาส่วนประกอบขององค์คณะตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่านแล้วมีจำนวน 3 ท่านที่มาจากศาลปกครองและอีก 6 ท่านมาจากศาลฎีกา

ในช่วงที่ผ่านมาตุลาการรัฐธรรมนูญที่มาจากศาลฎีกายังไม่แสดงท่าทีใดๆและไม่มีความพยายามที่จะสื่อสารกับสาธารณชน นับว่าเป็นการวางตัวในฐานะตุลาการได้อย่างเหมาะสมแต่ในด้านที่กลับกันนายอักขราธร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุดซึ่งในตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นมีความพยายามในการแสดงตน แสดงความคิดเห็นและมีความหมั่นเพียรต่อการสื่อสารกับสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ความคิดเห็น ท่วงท่า สายตาและภาษาร่างกายล้วนสื่อได้ว่าหมายมั่นปั้นมือที่จะยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ หากพิจารณาจริตทางการเมืองของตุลาการรัฐธรรมนูญที่มาจากศาลปกครองแล้วย่อมเห็นถึงแนวโน้มของการใช้อำนาจตุลาการและการพลิกพลิ้วข้อกฎหมายเพื่อตอบสนองโจทย์ทางการเมืองของ “อำนาจพิศดาร” มาอย่างต่อเนื่อง หากนำเอาแนวโน้มแห่งพฤติกรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญที่มาจากศาลปกครองแล้วย่อมคาดคะเนผลการวินิจฉัยได้ไม่ยากนักนั่นคือมีความเป็นไปได้สูงที่จะพิจารณาวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยอย่างแน่นอนเว้นเสียแต่ว่าจะมีการเปลี่ยน “ธง” เป็นอย่างอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนไป

ส่วนตุลาการรัฐธรรมนูญที่มาจากศาลฎีกาจำนวนหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้นแท้จริงแล้วเสียงส่วนใหญ่ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้สามารถตอบสนองโจทย์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจที่คุมบังเหียน คมช.และรัฐบาล

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จตามเส้นทางแห่งวิชาชีพของตนและมีโอกาสอยู่ในตำแหน่งระดับสูงของผู้ใช้อำนาจตุลาการ หากสังคมไม่แบ่งขั้วทางการเมืองและแต่ละขั้วการเมืองไม่กวาดต้อนผู้คนให้ไปสังกัดขั้วของตนเองแล้วจะไม่มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเองของคณะตุลาการและผู้ใช้อำนาจตุลาการเลยและจะไม่มีคำถามผุดขึ้นมาว่าตุลาการรัฐธรรมนูญมีความเป็นอิสระจริงหรือ? และ ตุลาการรัฐธรรมนูญสามารถถูกครอบงำหรือถูกแทรกแซงได้หรือไม่?

แต่เมื่อสังคมถูกกวาดต้อนให้สังกัดขั้วจนไม่สามารถค้นหาผู้ที่สามารถยืนเป็นหลักให้ประชาชนเชื่อมั่น ยึดเหนี่ยวได้ดังเช่นสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ศาลและผู้ใช้อำนาจตุลาการย่อมเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการคาดหวังในเรื่องความเป็นอิสระ ความเป็นกลางมากที่สุดและมากกว่าใครทั้งหมด

และถ้าหากศาลหรือผู้ใช้อำนาจตุลาการแสดงตนว่าสังกัดขั้วทางการเมืองเฉกเช่น นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกาและนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกาดังที่กระทำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนได้ดิบได้ดีทางการเมืองหลังรัฐประหารในยุคทหารครองเมืองแล้วก็เปรียบเสมือนสถาบันตุลาการได้กระทำ “อัตตวินิบาตกรรม” ต่อความเชื่อมั่นความศรัทธาที่ประชาชนคาดหวังต่อสถาบันตุลาการทั้งมวลเมื่ออำนาจตุลาการถูกตั้งข้อสงสัยและหวาดระแวงเสียแล้วย่อมหมายถึง ปราการด่านสุดท้ายของ “นิติรัฐ” ถูกทำลายจนราบเรียบ..

ดังสถานการณ์ในพม่า ปาเลสไตน์และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยคือตัวอย่างของความโกลาหลอลหม่านที่เกิดจากการพังทะลายอย่างราบเรียบของนิติรัฐนั่นเอง

เราได้แต่หวังว่าสังคมไทยยังคงมีบุคคลที่เล็งเห็นการณ์ไกล ก้าวข้ามพ้น ความเป็นพวกเขา พวกเราและขั้วทางการเมืองหลงเหลืออยู่ในวงการตุลาการอยู่บ้าง

ท้ายนี้ผู้เขียนขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีมาให้ผู้อ่านได้ทราบเป็นข้อมูลพื้นฐานพอสังเขปไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยุบเลิกไป ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอรรถคดีทั่วไป

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 14 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ คือ การพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา หรือของรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยที่ศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้ง และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ตลอดจนพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ

การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปของศาลยุติธรรม

รายนามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

  1. นายอุระ หวังอ้อมกลาง (ศาลฎีกา) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (13 กรกฎาคม 2549)
  2. นายผัน จันทรปาน (ศาลปกครองสูงสุด)
  3. นายจิระ บุญพจนสุนทร (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)
  4. นายจุมพล ณ สงขลา (ศาลฎีกา)
  5. นายนพดล เฮงเจริญ (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์)
  6. นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ (ศาลฎีกา)
  7. นายมงคล สระฏัน (ศาลฎีกา)
  8. นายมานิต วิทยาเต็ม (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)
  9. นายศักดิ์ เตชาชาญ (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)
  10. พล.ต.อ สุวรรณ สุวรรณเวโช (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์)
  11. นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ (ศาลฎีกา)
  12. นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)
  13. ศาสตราจารย์ ดร. เสาวนีย์ อัศวโรจน์ (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)
  14. นายอภัย จันทนจุลกะ (ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์)
  15. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี (ศาลปกครองสูงสุด)

บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

  1. นายเชาวน์ สายเชื้อ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์)
  2. ศาสตราจารย์ ดร. โกเมน ภัทรภิรมย์ (ลาออก)
  3. พลโทจุล อติเรก (ครบวาระ)
  4. ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช (ลาออก)
  5. นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์)
  6. นายสุจินดา ยงสุนทร (ลาออก)
  7. นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ (พ้นจากตำแหน่ง)
  8. ศาสตราจารย์อนันต์ เกตุวงศ์ (ครบวาระ)
  9. ศาสตราจารย์ ดร. อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์)
  10. ศาสตราจารย์ ดร. กระมล ทองธรรมชาติ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์)
  11. นายสุจิต บุญบงการ (พ้นจากตำแหน่ง)
  12. นายอมร รักษาสัตย์ (พ้นจากตำแหน่ง)

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549)

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดล่าสุดสิ้นสภาพไปพร้อมกับศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้บัญญัติขึ้นตามมาตรา 35 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ให้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่แทน

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย

  1. นายปัญญา ถนอมรอด ประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
  2. นายอักขราทร จุฬารัตน รองประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
  3. นายสมชาย พงษธา ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  4. หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  5. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  6. นายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  7. นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  8. นายจรัญ หัตถกรรม ตุลาการรัฐธรรมนูญ
  9. นายวิชัย ชื่นชมพูนุท ตุลาการรัฐธรรมนูญ

โปรดติดตามอ่านการยุบพรรคการเมือง PartV ได้ในคราวต่อไป….