นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ทางการเมืองของประเทศไทยด้วยการทำงานการเมืองที่ใช้ยุทธศาสตร์และนโยบายเป็นตัวนำและสามารถผลักดันให้นโยบายอันเป็นสัญญาประชาคมได้รับการปฎิบัติจนปรากฎผลชัดเจนและเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจำนวนมากซึ่งยืนยันได้จากคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา คือผลการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544, 2548 และ 2549

ด้วยความเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถีรภาพทางการเมืองจึงนำไปสู่การเร่งรัดพัฒนาประเทศด้วยโครงการใหม่ๆ ซึ่งจะบังเกิดผลต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ซึ่งนั่นหมายถึง หลักประกันที่สำคัญที่จะทำให้นายกฯทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกยาวนาน

ฝ่ายที่เสียประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่สามารถครองใจประชาชน ไม่สามารถยอมรับสภาพเช่นนี้ได้ จึงได้ร่วมกันโจมตีและมุ่งโค่นล้มนายกทักษิณและพรรคไทยรักไทยอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา เริ่มจากการสร้างสถานการณ์ให้นายกฯทักษิณเผชิญหน้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยวิธีการ สร้างเรื่องและบิดเบือนข่าวสาร ตั้งข้อหา ใส่ร้ายป้ายสี จนเกิดเป็นคลื่นแห่งการความไม่พอใจ ยื่นข้อเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออก ยื่นคำขาดไม่ให้ลงรับสมัครเลือกตั้งทำตัวราวกับเป็นกฏหมายเสียเอง สร้างประเด็นถอดถอนพ.ต.ท. ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การขอนายกฯพระราชทานผ่านมาตรา 7 ตามมาด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง กดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทั่งต้องการปลิดชีพนายกฯทักษิณด้วยการวางแผนลอบสังหารด้วยคาร์บอมบ์ จนนำไปสู่การยึดอำนาจการปกครองจากนายกฯทักษิณด้วยกำลังอาวุธจนเกิดเป็นรัฐประหาร 19 กันยาในที่สุด โดยละเลยวิธีการที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกระบวนการของรัฐธรรมนูญ

การโค่นล้มนายกฯทักษิณ, การยุบพรรคไทยรักไทย, การตั้ง คตส.เพื่อเอาผิดทางแพ่งและอาญาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณล้วนเป็นภารกิจเดียวกันคือ “ภารกิจทำลายความนิยมและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้นายกฯทักษิณและพรรคไทยรักไทย” และยึดอำนาจการปกครองประเทศให้มาอยู่ในเงื้อมมือของ “คณะตน” หรือ “คณะบุคคลที่ตนสามารถกำหนดทิศทางได้”

ภารกิจ “ยึดอำนาจการปกครองประเทศให้มาอยู่ในเงื้อมมือของคณะตน” ได้บรรลุผลแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมากระบวนการเอาผิดทางแพ่งและอาญากำลังดำเนินการอย่างเข้มข้นด้วยปฎิบัติการของ คตส.ซึ่งตั้งใจจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเล่นงานและแก้แค้นนายกฯทักษิณและครอบครัวเป็นการเฉพาะ

ที่กล่าวเช่นนี้มิได้เป็นการพูดเกินความจริงแต่ประการใดเพราะการที่รัฐบาลสุรยุทธิ์ภายใต้ คมช. ตั้งคณะกรรมการ คตส. ปปช. แล้วเปิดทางให้คณะบุคคลที่ทำตัวเป็นปรปักษ์กับ พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ก่อนแล้วเข้ามานั่งตรวจสอบเรื่องทุจริต คอรัปชั่นของรัฐบาลชุดที่แล้วนั้น หากใครมีสติปัญญาที่ไม่มืดบอดจนเกินไปนักหรือลดความเกลียดชัง ความมีอคติที่มีต่อพ.ต.ท.ทักษิณลงมาหน่อยก็จะตระหนักดีว่า นี่มันก็คือการคิดบัญชี มันคือความอาฆาดมาดร้าย มันเป็นการล้างแค้นพ.ต.ท. ทักษิณเท่านั้นเอง

และเมื่อเราลองย้อนกลับมาดูรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบภายในคตส. ที่ทำหน้าที่อยู่ในตอนนี้อย่าง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายกล้านรงค์ จันทิก นายแก้วสรร อติโพธิ นายนาม ยิ้มแย้ม นายบรรเจิด สิงคเนติ(ผู้เปรียบเทียบว่าทักษิณเทียบเท่ากับฮิตเลอร์) และนายสัก กอแสงเรืองอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นประจักษ์พยานให้เห็นได้ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้รับความยุติธรรมจากคนกลุ่มนี้ในการทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริต คอรัปชั่นได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาตั้งธงไว้ตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณยังดำรงตำแหน่งนายกฯอยู่แล้วว่า “ทักษิณโกง ทักษิณคอรัปชั่น ทักษิณไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ละเลยหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ”

ในขณะที่ประเด็นการถือครองที่ดินบริเวณเขายายเที่ยงของ พลเอกสุรยุทธิ์ จุลานนท์นายกฯที่มาจากการแต่งตั้งนั้น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ(คตส.) กลับพูดเป็นทำนองว่าอาจจะไม่ดำเนินการตรวจสอบ ทั้งที่เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณเขายายเที่ยงเป็นเขตป่าสงวนเป็นป่าต้นน้ำ ซึ่งผู้ที่กระทำการบุกรุกเป็นความผิดมีโทษถึงขั้นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี อีกทั้งเมื่อเทียบกับคดีที่ดินถนนรัชดาที่มีการกล่าวหาคุณหญิงพจมาน ชินวัตรซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งเล็กน้อยมาก แต่ทางคตส. ก็ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง

การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คตส. นั้นเลือกปฎิบัติอีกทั้งไม่ยอมทำ “หน้าที่ๆตัวเองรับผิดชอบ” อยู่ ซึ่งชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ ดังนั้นเรื่องอะไรก็ตามที่เข้าข่ายทำความเสียหายให้แก่รัฐก็ควรที่จะถูกตรวจสอบเช่นกัน ดังนั้น คตส. ควรเร่งดำเนินการสอบสวนกรณีเขายายเที่ยงด้วย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและนี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ตัวเอง การเมืองที่วุ่นวายอยู่ในตอนนี้ส่วนหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือพวกเขาไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง

แม้ว่าพวกเขาจะบรรลุภารกิจยึดอำนาจการปกครองมาเป็นของคณะตนแล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถปกครองประเทศให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนไทยและประชาคมโลกได้ นอกจากที่มาของอำนาจไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากการขาดวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหาร พวกเขาจึงไม่สามารถรักษาความมั่งคั่งของประเทศที่สร้างมาอย่างยากลำบากโดยรัฐบาลที่บริหารภายใต้นายกฯทักษิณ ชินวัตรได้และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสร้างผลงาน ซึ่งไม่ปรากฎสิ่งใดที่สามารถเรียกว่าเป๋นผลงานได้เลย

แม้พวกเขาจะใช้สารพัดวิธีการเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ คตส.เป็นองค์กรที่ เอาผิดทางแพ่งและอาญาต่อนายกทักษิณและครอบครัว แต่ คตส.ไม่อาจเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ของกระบวนการยุติธรรมไทย และวางตนเสมือน “ศาลเตี้ย” ที่ออกมาตั้งข้อหา สืบสวน พิพากษา ต่อผู้ถูกกล่าวหา ผ่านสื่อมวลชน ต่อสาธารณชน โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นอีกทั้งพยายามผลักดันให้ออกกฎหมาย นิรโทษกรรมต่อการกระทำใดๆของตน.

ภารกิจยุบพรรคไทยรักไทยยังไม่สัมฤทธิ์ผล แต่ก็จะรู้ผลในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ที่จะถึงนี้แม้จะมีสัญญาณที่ทำให้เข้าใจว่าจะไม่มีการยุบพรรคตามการตีความของคนทั่วไปแต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังตีความสัญญาณเดียวกันว่าจะมีการยุบพรรคอย่างแน่นอน

อันที่จริงแล้ว การยึดอำนาจการปกครอง การเอาผิดนายกทักษิณ ทั้งทางแพ่งและอาญา ตลอดจนการยุบพรรคไทยรักไทยนั้น มีเป้าหมายอยู่ที่การทำลายโครงสร้างที่เข้มแข็งของพรรคการเมืองที่เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ เพราะความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ได้คุกคาม “ส่วนครองแห่งความมั่งคั่ง” ของอำนาจพิศดาร ตราบใดที่ “อำนาจพิศดาร” ยังไม่มีความมั่นใจว่า คณะของตนสามารถรักษา “ส่วนครองแห่งความมั่งคั่ง” ให้อยู่รอด ปรอดภัยแล้ว “อำนาจพิศดาร” จะไม่มีวันวางมือและไม่มีวันปล่อยให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งเป็นอันขาด

สภาพที่พรรคการเมืองที่แคระเกร็น อ่อนแอ ทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้ายป้ายสี ทำลายกันและกันนอกจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้วยังจะได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพซึงเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิด “วงจรอุบาทก์” ทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นก่อนปี 2535 กล่าวคือ ……มีรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง มีรัฐบาลผสม มีข่าวโจมตีกันเรื่องคอร์รับชั่นและทหารก็เข้ามายึดอำนาจ…. เป็นวงจรเช่นนี้ สั้นบ้าง ยาวบ้าง สลับกันไป.

ภายใต้การเมืองเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ “อำนาจพิศดาร” รู้สึกพึงใจ ข้าราชการ ก็จะพึงใจเพราะไม่ต้องอยู่ใต่อาณัตินักการเมืองอีกทั้งจะเป็นผู้สร้างนโยบายโครงการให้นักการเมืองสามารถ “ขี่คอ” นักการเมืองได้เช่นในอดีตและจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้นักวิชาการ “ถนัดจ้อ” ทั้งหลายมีเวทีให้ตนได้แสดง “ภูมิรู้” สื่อมวลชนก็จะสามารถแสดงบทบาท ชี้เป็น ชี้ตาย ต่อสถานการณ์ทางการเมืองได้อีกครั้ง พรรคการเมือง นักการเมืองที่ถนัดเกม “วาทกรรม” และ “โวหารประดิษฐ์” ก็สามารถเล่นการเมือง มีหน้ามีตาโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ พวกที่ชอบอ้างตนว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชนก็จะได้กลับไปเล่นบทเป็น “นายหน้าค้าความจน” สร้างตนจากการสร้างความหวังลมๆแล้งๆให้แก่ ประชาชนผู้ยากไร้ได้เป็นอย่างดี…

ดูเหมือนว่า “การเมืองที่อ่อนแอ” เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อพันธมิตร มาตรา 7 และ พันธมิตร คมช.เป็นยิ่งนัก.

เสมือน “เจ้าพระยา” “ท่านขุน” และเหล่า “ขุนนาง” ที่ถวิลหาความสุขในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยที่เขาใช้ “เจตจำนงค์” ของตนเป็นที่ตั้งมิได้ใส่ใจว่าประชาชน สภาพแวดล้อมทางสังคมและโลกได้เดินทางไปไกลขนาดไหนแล้ว…

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้….การยุบพรรคไทยรักไทยอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า พวกเขามั่นใจว่าการไม่ยุบพรรคไทยรักไทยจะเป็นผลดีต่อการ “รักษาส่วนครองแห่งความมั่งคั่ง” และ “ส่วนครองแห่งอำนาจ” ได้ดีกว่า.

โปรดติดตามอ่านคดียุบพรรคการเมือง PartIV ได้ในคราวต่อไป…