จากที่ทางทีมงาน thaksin.wordpress.com ได้นำเสนอบทความเรื่อง “การยุบพรรคการเมือง: Part I ทฤษฎีแรงจูงใจกับกรณี 2 พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก” ไปคราวที่แล้ว ในวันนี้ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสนำเสนอบทความ “การยุบพรรคการเมือง” ในตอนที่ 2 ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว

เมื่อกองกำลังติดอาวุธที่อ้างตนเป็น “ทหารพระราชา” ได้เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยจากรัฐบาลทักษิณได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 19 กันยาน 2549 พร้อมกับประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง ให้วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญให้คณะองคมนตรีดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ศาลคงอำนาจหน้าที่ต่อไป ตามด้วยประกาศคณะปฏิรูปฯ อีกเป็นจำนวนมาก บรรยากาศการเมืองไทยในตอนนี้ที่แม้จะมีพรรคการเมืองดำรงอยู่ก็เหมือนไม่มีเพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้

หากองค์คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ(ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549) จะมีคำวินิจฉัยกลางออกมาให้ยุบพรรคไทยรักไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์หรือยุบทั้งสองพรรค ก็จะบังเกิดผลเพิ่มเติมเพียงการยึดทรัพย์สินของพรรค ทำลายสายสัมพันธ์ดั้งเดิมของพรรคการเมืองและทำลายสภาพทางนิตินัยของสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกยุบ อีกทั้งสร้างเงื่อนไขให้เกิดสภาวะ “ผึ้งแตกรัง” เพื่อทำลายโครงสร้างและเครือข่ายทางสายสัมพันธ์ของนักการเมืองที่เคยรวมกลุ่มก้อนเป็นปึกแผ่นมาก่อนหน้านี้ จากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้มีการรวมกลุ่มกันใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่วาดหวังกันว่าจะใช้เป็นกฎหมายใหม่ที่มีผลต่อการสร้างกติกาและกำหนดเกมทางการเมืองกันใหม่เหมือนการเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้งหลังการรัฐประหาร 17 ครั้งที่ผ่านมาในรอบ 75 ปี

คำถามคือ “การเมืองไทยจะให้พรรคการเมืองตายและเกิดใหม่แบบนี้ไปอีกกี่ครั้ง?!?” นี่เป็นคำถามที่คนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและกลุ่มพลังประชาชนต้านรัฐประหารที่กำลังเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ในตอนนี้ต้องขบคิดกันอย่างจริงจัง

หากพิจารณาในเชิงสถิติในรอบ 75 ปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองตายและเกิดใหม่ทุกๆ 4 ปี นั่นหมายความว่าวงจรชีวิตของพรรคการเมืองไทย เกิด แก่ เจ็บ ตายและเกิดใหม่ในทุกๆ 4 ปีกระนั้นหรือ?!?

นับว่าวงจรชีวิตของพรรคการเมืองไทยแสนสั้นและสั้นกว่าวงจรชีวิตของสุนัขตัวหนึ่ง

ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความเป็นไปและความเป็นจริงของการเมืองไทยในรอบ 75 ปีที่ผ่านมา เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก.

เราคงไม่ต้องเทียบกับพรรคการเมืองในประเทศประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่าง เช่น อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเพียงเปรียบเทียบกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซียและฟิลิปินส์ เราก็จะพบว่าพัฒนาการประชาธิปไตยและพรรคการเมืองของประเทศเหล่านั้นอยู่ในภาวะที่ “เสถียร” กว่าประเทศไทยมากมาย

เมื่อเอาประเทศประชาธิปไตยใหม่และมีความเป็นประชาธิปไตยโดยเฉลี่ย เปรียบเทียบกับประชาธิปไตยไทยแล้วยิ่งเห็นได้ชัดแจ้งว่าพัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทย มีความบกพร่องและมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความบกพร่องและนั่นก็คือปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดยิ่งแล้วของประชาธิปไตยไทยในรอบ 75 ปีที่ผ่านมา.

อีก 4 วันข้างหน้า(30 พฤษภาคม 2550) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะทำการวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากข้อกล่าวหาที่เกิดจากการกระทำผิดของคนในระดับแกนนำของพรรค 2-3 คนโดยที่สมาชิกพรรคและบุคคลอื่นๆ ภายในพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ

พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเป็นองค์กรที่ประชาชนตั้งขึ้นเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในระดับบุคคล ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องทํางานร่วมกันเป็นองค์กร อุทิศตนและอาสามาทำงานการเมืองโดยนำเสนออุดมการณ์ วิสัยทัศน์และแนวนโยบายเพื่อให้ประชาชนเลือกตนเข้าไปเป็นรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดิน

• พรรคการเมืองเป็นกลไกหนึ่งที่กำหนดให้นักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อคำสัญญาและการกระทำของตนไม่ว่าในฐานะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

• พรรคการเมืองแต่ละพรรคและสมาชิกพรรคล้วนสะท้อนภาพความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคม บางพรรคสะท้อนลักษณะทางวัฒนธรรม บางพรรคสะท้อนลักษณะท้องถิ่น บางพรรคสะท้อนลักษณะทางอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมือง บางพรรคสะท้อนความเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพรรคการเมืองบางประเภทที่เกิดจากการรวมตัวกันอย่างหลวมๆของประชาชนกลุ่มต่างๆ มารวมตัวกันเมื่อมีการเลือกตั้ง

• พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มแนวร่วมขนาดใหญ่ระดับประเทศต่างมีค่านิยมร่วมกันคือการยอมรับความแตกต่างและการประนีประนอม พวกเขาทราบดีว่าการรวมตัวเป็นพันธมิตรและการร่วมมือกับผู้นําและองค์กรทางการเมืองอื่นๆ เท่านั้นที่จะทําให้พวกเขาดํารงบทบาทผู้นําและสามารถพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมกันซึ่งจะทําให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศในที่สุด

• ในระบอบประชาธิปไตยและในประเทศที่สร้างประชาธิปไตยสำเร็จนั้น การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองไม่ใช่การดิ้นรนเพื่ออยู่รอดและมุ่งเอาชนะ หากแต่เป็นการแข่งขันเพื่อรับใช้ประชาชนและเอาชนะความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้เขียนมีความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า 75 ปีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเรา เราได้ “ย้ำคิด ย้ำทำ” ด้วยกระบวนการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งใหม่ เช่นนี้มายาวนานเกินไปหากประชาธิปไตยและพรรคการเมืองไทยมีวงจรชีวิตเพียง 4 ปี เท่ากับว่า พรรคการเมืองและประชาธิปไตย เวียนว่าย ตายเกิดมาแล้ว 17 ชาติ

เราไม่เพียงแต่จะต้องหยุดเหตุปัจจัยที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยเวียนว่ายตายเกิดจนกลายเป็น “วงจรอุบาทก์” เช่นนี้เท่านั้น แต่จะต้องเริ่มที่การส่งเสริมให้พรรคการเมือง เกิด เติบโตและเข้มแข็งเป็นสถาบันการเมืองได้และถ้าหากมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจริงๆประชาธิปไตยไทยก็จะเป็นกรณีศึกษาของโลกประชาธิปไตยทั้งมวล…

มิใช่หาคำตอบว่า การยุบพรรคการเมืองนั้นชอบด้วยเหตุผลหรือไม่แต่อยู่ที่การหาคำตอบว่า มีใคร และมีอำนาจเร้นลับอะไรที่มีพลานุภาพ ขัดขวางการเติบโตของอำนาจประชาชนได้เก่งกาจถึงขนาดนี้และนั่นคือ…”ปรากฎการณ์ที่สุดแสนประหลาดของสังคมประชาธิปไตย” ที่โลกจะขุดค้นและหาคำตอบในที่สุด

โปรดติดตามอ่านคดียุบพรรคการเมือง PartIII ได้ในคราวต่อไป…