เนื่องจากในวันที่ 30 พ.ค.2550 ที่จะถึงนี้ซึ่งก็เหลืออีกเพียง 6 วันจะเป็นวันที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549) จะมีคำวินิจฉัยออกมาคดียุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกรณีที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งเพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงประชาชนเข้ากับรัฐบาลของตน เป็นตัวแทนของประชาชน และรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำรัฐบาลและในขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างจะล่อแหลมเนื่องจากกระแสข่าวที่ออกมามี “ธง” ที่จะยุบพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งอีกทั้งประธาน คมช. เองก็ได้ไปพบกับประธานศาลปกครองซึ่งเป็นรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสอบสวน กรณีพรรคไทยรักไทยจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งได้ออกมาชี้ว่าควรที่จะยุบพรรคไทยรักไทยซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการกดดันตุลาการรัฐธรรมนูญโดยตรง

ดังนั้นในวันนี้ทางทีมงาน thaksin.wordpress.com จึงอยากจะขอนำบทความเรื่อง “ทฤษฎีแรงจูงใจกับกรณี 2 พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก” ซึ่งถูกบันทึกครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 มาลงให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันอีกครั้ง

การยุบพรรคการเมือง: Part I ทฤษฎีแรงจูงใจกับกรณี 2 พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก

วิชาพฤติกรรมศาสตร์(Behavioral Science) ถือว่าแรงจูงใจ (Motive) เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในทางอาชญาวิทยาก็มักค้นหาเบาะแสของคดีด้วยการวิเคราะห์แรงจูงใจซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน การค้นพบแรงจูงใจของผู้ต้องหาไม่เพียงแต่เป็นกุญแจสำคัญที่ใช้ประเมินความสมเหตุสมผลของพฤติกรรมเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้เป็นการเชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องที่มีแรงจูงใจประเภทเดียวกันด้วย

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้ปรากฎพฤติกรรมกลุ่มที่มีทิศทางเดียวกันคือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มสื่อสารมวลชนและกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยวิธีการที่ขัดกับครรลองของระบอบประชาธิปไตย กฎ กติกาตลอดจนไม่ใยดีต่อกฎหมายของบ้านเมือง

แรงจูงใจของพฤติกรรมกลุ่มเหล่านี้ก็คือการแสดงความไม่พอใจต่อนายกฯทักษิณ ต้องการขับไล่ท่านให้พ้นจากตำแหน่งและมีนายกฯพระราชทานเข้ามาแทนที่ด้วยเส้นทางของมาตรา 7 หวังว่าเมื่อการเมืองปลอดจากนายกฯทักษิณแล้ว พวกเขาจะสามารถเข้าไปบริหารจัดการอำนาจรัฐตามความประสงค์ของพวกเขาได้ซึ่งถือเป็นความคุ้มค่าทางการเมืองที่พวกเขาได้ลงเรี่ยวลงแรงลงไป

กล่าวสำหรับพรรคพระชาธิปัตย์ นอกจากจะมีแรงจูงใจร่วมกับกลุ่มการเมืองอื่นๆแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีแรงจูงใจที่จะทำลายพรรคไทยรักไทยและนายกฯทักษิณที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่นอีกเป็นทวีคูณ

ประการที่หนึ่ง..เพื่อชำระแค้นที่ทำให้ตนพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ้ำซากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา
ประการที่สอง..การล่มสลายของพรรคไทยรักไทย และการหลุดจากสารบบการเมืองของนายกฯทักษิณถือเป็นการขจัดอุปสรรคทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์
ประการที่สาม…หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถคืนสู่อำนาจโดยกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลในฐานะอัศวินฝ่ายเทพผู้ปราบมารในสายตาของสื่อมวลชน ถือเป็นรางวัลสูงสุดที่แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้ในห้วงเวลาที่การต่อต้านและขับไล่นายกฯทักษิณพุ่งขึ้นสู่กระแสสูง พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความกระตือรือล้น กระเหี้ยน กระหือรือ เอาการเอางานมากที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาประหนึ่ง “ฉลามได้กลิ่นเลือด” หากลำดับพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเวลาดังกล่าวจะเห็นภาพต่อเนื่องดังนี้:

ก่อนกุมภาพันธ์ 2549

ก่อนที่จะมีการยุบสภาฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายประเด็นหุ้นชินคอร์ป อย่างเผ็ดร้อนคู่ขนานไปกับการเปิดประเด็นต่อสื่อมวลชน ตรวจสอบธุรกรรมการขายหุ้นชินครั้งนี้อย่างอึกทึกครึกโครม ทั้งนี้ภายใต้การกำกับอย่างเอาการเงานของนายกรณ์ จาติกวนิชแต่แล้วก็ต้องจำนนด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนต้องเบนประเด็นให้เป็นเรื่องของความบกพร่องทางจริยธรรม คุณธรรมแทน

ปลายกุมภาพันธ์ 2549

เมื่อมีการยุบสภาฯและกำหนดวันเลือกตั้งไว้พร้อม พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค เสนอข้อแลกเปลี่ยนกับการให้ลงเลือกตั้งด้วยการลงนามในสัตยาบรรณ 3 รุม 1 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทางพรรคไทยรักไทยได้เสนอให้เป็นสัญญาประชาคมและเชิญพรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมหารือด้วย แต่แล้ว….พรรคประชาธิปัตย์ก็เลือกที่จะคว่ำบาตรการเลือกตั้งโดยอ้างเหตุผลว่าไม่อยากฟอกตัวให้นายกฯทักษิณแทนการอธิบายว่าตนจะทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตันหวังขอนายกฯพระราชทานผ่านมาตรา 7 นั่นเอง

เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเวลานี้ที่นำโดยหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค มีการประชุมพรรคและมีมติพรรคผูกพันการกระทำดังกล่าวด้วยส่วนกรรมการบริหารพรรคเช่น สุวโรช พลัง, สาธิต วงศ์หนองเตย, วิทยา แก้วภราดัยล้วนไปปรากฎตัวในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุลซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มเป็นกระบอกเสียงให้และมีปฎิสัมพันธ์กับแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างออกนอกหน้า

ข่าวทางลึกระบุว่านักการเมืองปชป.ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการและให้ค่าใช้จ่ายเพื่อขนคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯหลายครั้ง

มีนาคม-เมษายน 2549

เมื่อตัดสินใจเดินหน้าคว่ำบาตรการเลือกตั้งแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ดำเนินการแบ่งงานออกเป็น 4 สายโดยที่

สายแรก…นำโดยนายสุวโรชทำหน้าที่เฝ้า กกต. ขัดขวางและข่มขู่พรรคเล็กไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เปิดโปงพรรคเล็กในเรื่องความไม่พร้อมเรื่องเอกสาร เปิดโปงเจ้าหน้าที่กกต.ว่าให้ความร่วมมือพรรคเล็กแก้ไขข้อมูล
สายที่สอง…นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่หาหลักฐาน สร้างหลักฐานเพื่อตั้งข้อกล่าวหาต่อพรรคทรท.ว่าจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเพื่อให้พ้นเกณฑ์ 20 % จึงทำให้เกิดกรณีนางฐิติมา(เจี้ยบ) กรณีนายไทกรและกรณีนายทวีที่ออกมาเปิดโปงเบื้องหลังการถ่ายทำภาพวงจรปิดที่กระทรวงกลาโหม
สายที่สาม…นำโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายอ๓ิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(มาร์ค ม. 7) เปิดเวทีอิปรายทั่วประเทศเพื่อเปิดโปง “ระบอบทักษิณ” และรณรงค์ให้ประชาชนออกไปกาช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” หรือ “NO VOTE” ในการเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 2 เมษายน 2549
สายที่สี่…ขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเล็กโดยเน้นพื้นที่ภาคใต้

25 เมษายน 2549

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทต่อบุคลากรฝ่ายตุลาการแล้วข้อเรียกร้องขอนายกพระราชทานผ่านเส้นทางมาตรา 7 เป็นอันต้องพับไป บทบาทการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองจึงไปอยู่ในอำนาจฝ่ายตุลาการเต็มร้อย

ปลายเดือน เมษายน 2549

พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้ศาลปกครอง พิจารณาชะลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายน 2549ที่เหลืออีก 18 เขตเลือกตั้งในภาคใต้และศาลปกครองก็พิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของพรรคประชาธิปัตย์

ต้นเดือนพฤษภาคม 2549

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาให้การเลือกตั้งวันในวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งซ่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้ กกต.หารือกับพรรคการเมืองเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ หลังจากเหตุการณ์นี้เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งไปที่การกดดันให้กกต.ลาออกซึ่งประสานเสียงกับนายจรัญ ภักดีธนากุลเลขาธิการประธานศาลฎีกาพร้อมๆกับการเปิดประเด็นจ้างพรรคเล็กของพรรคทรท.ประสานเสียงกับอนุกรรมการที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานและชงเรื่องเขียนสำนวนโดยมีเป้าหมายเพื่อยุบพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็น “ธง” และ “ความปราถนาร่วมกัน” ของฝ่ายต่อต้านนายกฯทักษิณทั้งนี้ภายใต้การโหมกระหน่ำของสื่อมวลชนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ส่วนพรรคไทยรักไทยแก้เกมโดยตั้งข้อหา 6 ข้อและยื่นเรื่องให้ กกต. สอบสวนพรรคประชาธิปัตย์ จนเป็นสำนวนคดีที่ได้ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตุว่าตั้งแต่ยุบสภาฯเป็นต้นมา พรรคประชาธิปัตย์มีท่วงท่าที่หันหลังให้กับการเลือกตั้ง และไม่ใยดีต่อการเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้การเมืองกลับไปสู่สภาพปกติโดยเร็วอีกทั้งแอบหวัง ไว้ว่าวันที่ 15 ตุลาคม 2549 จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น (การให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณเลขาธิการพรรค) ราวกับระแคะระคายได้ว่าจะมี “อำนาจอื่น” เข้ามาแทรกแซงและบริหารประเทศในช่วงเวลาก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2549

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พฤติกรรมและเป้าหมายทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้เจตนา และบ่งบอกถึงแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน เป้าหมายคือ โค่นล้มรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อ “ล้มระบอบทักษิณ” ด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง รณรงค์โนโหวต ขอนายกฯพระราชทานผ่านมาตรา 7

มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะพิสูจน์ตนเองให้ศาลเชื่อนั้นอาจดูเหมือนไม่ยากแต่การอธิบายให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อนั้นยากยิ่งแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดพ้นจากการยุบพรรคแต่ประวัติศาสตร์จะจารึกพฤติกรรมอัปยศนี้ไปชั่วกับชั่วกัลป์!!

กล่าวสำหรับนักการเมืองพรรคเล็ก….

พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้นำประสานกับสื่อมวลชนช่วยสร้างกระแสว่า “แรงจูงใจของพรรคเล็ก” คือ ค่าจ้างจากพรรคไทยรักไทยและเป็นที่น่าเสียดายว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยละเลยที่จะคิดถึงแรงจูงใจที่เขาตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้ามามีบทบาททางการเมืองในขอบเขตที่เขาหวังได้และคนจำนวนมากมิได้คิดว่าการที่พรรคฝ่ายค้าน 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์(ปชป.) ชาติไทยและมหาชน ละทิ้งเขตเลือกตั้งนับ 100 เขตเลือกตั้งคือโอกาสของพรรคเล็กโดยเฉพาะภาคใต้ 54 เขตเลือกตั้งเป็นเขตที่ไม่เอาทักษิณไม่เอาไทยรักไทย ยิ่งในสถานการณ์ที่กระแสนิยมพ.ต.ท. ทักษิณตกต่ำลงไปจากเสียงกดดันให้ลาออกที่ดังกระหึ่มจากสื่อย่อมเป็นโอกาสที่พวกเขาจะสามารถเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรตามความใฝ่ฝันของพวกเขานั่นคือการแข่งขันต่ำ ใช้เงินน้อย โอกาสเช่นนี้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์และไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อไหร่ แม้เป็น สส.เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ครบเทอมก็ดีกว่าไม่ได้เป็นแน่นอน ทำไมสังคมไม่ให้ความสำคัญกับแรงจูงใจเช่นนี้ของผู้สมัครพรรคเล็กกันบ้าง.

ในส่วนของพรรคไทยรักไทย

แรงจูงใจที่สำคัญก็คือ “การรักษาระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ” เอาไว้ให้ได้ซึ่งหมายถึงการรักษาอำนาจทางการเมืองของพรรคไปพร้อมๆกันด้วยการล้มครืนของรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานั้น คือการล้มครืนของพรรคไทยรักไทยด้วยอุปสรรคเพียงประการเดียวที่มีในเวลานั้นก็คือ การต้องต่อสู้กับ โนโหวตในภาคใต้อย่างโดดเดี่ยวไร้คู่แข่งซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ 20 % ให้ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และสื่อมวลชนเชื่ออย่างสนิดใจว่าพรรคไทยรักไทยต้องจ้างพรรคเล็กเท่านั้นถึงจะผ่านเกณฑ์นี้ได้ แต่กลับไม่ได้คิดว่าถ้าพรรคไทยรักไทยลงแข่งกับพรรคเล็กเพื่อให้พรรคเล็กผ่านเกณฑ์ 20 % และเอาชนะการเลือกตั้งในเขตภาคใต้ไปได้ย่อมมีค่ากว่าการรับเงิน 50,000 บาทแน่นอน ค่าใช้จ่ายแค่ 4-5แสนบาทในยุคยางพาราราคาแพงนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับคนภาคใต้ในระดับเฉลี่ยโดยทั่วไป.

ในกรณีของพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคเล็กหรือไม่นั้นพยานหลักฐาน คำสารภาพของพรรคเล็กที่ถูกจ้างความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ถูกจ้างกับพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยาและนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนของพรรคทรท. ว่าจ้างพรรคเล็กจริงหรือไม่หลักฐาน VCD กรณีนางฐิติมาและภาพถ่ายวงจรปิดที่กำกับและอธิบายโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณจะสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับพล.อ.ธรรมรักษ์ ได้หรือไม่ เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่หรือว่านักการเมืองพรรคเล็กกระทำการด้วยแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เพื่อเข้าไปเป็น สส. ในสภากันแน่จะต้องได้รับการพิสูจน์ในไม่ช้านี้

คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคจะนำไปสู่การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งหรือบั่นทอนให้ระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอเพื่อให้ “อำนาจอื่น” มาอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยซึ่งจะทำให้พวกเขาหาประโยชน์จากการเมืองที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพได้ดังแต่ก่อน จะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีและบังเกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติหรือสร้างปมแห่งความแตกแยกขัดแย้งอันใหม่ขึ้นมาอีกหรือไม่ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะใช้ดุลยพินิจแห่งตนโดยอิสระหรือรับใบสั่งจากอำนาจพิสดารหรือไม่ล้วนอยู่ในสายตาของมหาชนทั้งสิ้น

คดียุบพรรคการเมืองไม่เพียงแต่เป็นที่จับตาของคนไทยทั้งประเทศแต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่อยู่ในสายตาของมหาชนในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลกเพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก นับตั้งแต่ชาวกรีกให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา.

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 13:55:37 น.

โปรดติดตามอ่านคดียุบพรรคการเมือง PartII ได้ในคราวต่อไป…