การเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยการเชิดชู พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเป็นสิ่งที่เดินไปด้วยกันไม่ได้จริงหรือ?

หรือ

การที่ “เผด็จการทหารและกลุ่มอิงแอบเผด็จการ” พยายามแยกประชาธิปไตยออกจากทักษิณมุ่งโจมตีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมืองและรัฐสภาเป็นเพียงกลยุทธิ์ในการมุ่งทำลายการเมืองประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) เท่านั้น? เพื่อเอื้อต่อการทำลายประชาธิปไตยส่งเิสริมระบอบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมาแทน

บทความชิ้นนี้มีคำตอบให้กับสองคำถามข้างต้น

หลังจากที่มีการจัดการปราศรัยใหญ่ต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และรัฐบาลที่ได้อำนาจมาโดยมิชอบของทีมงาน PTV ที่นำโดยอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยในหลายครั้ง์ที่ผ่านมา มีพี่น้องประชาชนเรือนหมื่น(แต่สื่อรับใช้เผด็จการตาบอดมองเห็นแค่พันคน) ที่ให้ความสนใจกับการปราศรัยของกลุ่มพีทีวีและไม่ยอมนิ่งดูดายต่อการยึดอำนาจของเผด็จการได้ออกไปร่วมชุมนุมฟังการปราศรัยใหญ่ ณ ท้องสนามหลวงกันอย่างเนืองแน่น นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีกับการเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้และที่ต้องกล่าวถึงโดยขาดไม่ได้เลยก็คือการที่ประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการได้แสดงออกถึง “พลังประชาชน(PEOPLE POWER)” ต่อต้านเผด็จการทหาร ณ ท้องสนามหลวงได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยทั้งๆที่ขาดสื่อกระแสหลักหลายๆสำนักทำการประชาสัมพันธ์ให้เหมือนกับ “ม็อบล้มล้างประชาธิปไตย” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุลที่จัดขึ้นเพื่อเชื้อเชิญให้ “ทหารพระราชา” เข้ามาทำการรัฐประหารยึดอำนาจไปจากประชาชนโดยเฉพาะนั้นนับว่าเป็นการรวมตัวกันของพลังประชาชนโดยแท้

จากการชุมนุมของพี่น้องประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการกันอย่างเนืองแน่นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านมาในการเข้าฟังการปราศรัยของกลุ่มพีทีวี ก็เริ่มมีปรากฏการณ์ “อาการหวาดกลัวทักษิณ” ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และตามเว็บบอร์ดต่างๆโดย “กลุ่มใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทักษิณหรือกลุ่มที่เกลียดทักษิณและมองเห็นว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่ชอบแล้ว” ออกอาการแผ่นเสียงตกร่องหันมามุ่งโจมตีและพร้อมกับตั้งคำถามถามผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการว่า “จะทวงคืนประชาธิปไตยหรือทวงคืนตำแหน่งนายกฯให้ทักษิณ?!?” และพยายามผลักภาพให้ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยกับทักษิณนั้นเดินไปด้วยกันไม่ได้จะด้วยจุดประสงค์อันใดก็แล้วแต่

แต่ในวันนี้ผู้เขียนอยากจะออกมาบอกความในใจให้กับ “กลุ่มคนที่เกลียดทักษิณและมองเห็นการรัฐประหารเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว” ทราบหน่อยค่ะในฐานะที่ผู้เขียนเองเป็นประชาชนคนหนึ่งที่รักประชาธิปไตยและ

1. เป็นคนหนึ่งที่สงสารและเห็นใจพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร(สำหรับผู้เขียนไม่ยอมรับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยค่ะเพราะผู้เขียนไม่ได้เลือกพลเอกสุรยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี) และชื่นชอบพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรหรือจะเรียกว่ารักท่านผู้นำคนนี้อย่างไม่แปรเปลี่ยนก็คงจะไม่ผิดนัก

2. เห็นด้วยในโยบายการทำงานของพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรและแนวความคิดทางการเมืองของคุณทักษิณส่วนใหญ่ที่ไปด้วยกันได้กับแนวความคิดทางการเมืองของผู้เขียนเองนั่นคือเชื่อมั่นใน “ทุนนิยมโลกาภิวัฒณ์” และ “ยึดมั่นในหลักกฏหมายและระบอบประชาธิปไตย” เป็นที่ตั้งและไม่ยอมให้กฏหมู่มาอยู่เหนือกฏหมาย

3. เฝ้าสังเกตุว่าตราบจนถึงทุกวันนี้รัฐบาลสุรยุทธ์และคมช.ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ข้อกล่าวหาของพวกเขาที่มีต่อ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตรในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวางได้เลยแม้แต่กรณีเดียว ซึ่งข้อกล่าวหาข้อนี้เป็นหนึ่งใน 4 เหตุผลที่คมช. นำมาี่ใช้ในการทำรัฐประหารปล้นอำนาจประชาชน

จากการที่ผู้เขียนได้เคยอ่านความคิดเห็น รับฟังและพูดคุยกับ

1. กลุ่มคนรักทักษิณและต่อต้านรัฐประหารและไม่ยอมรับการขับไล่นายกฯทักษิณด้วยวิธีการนอกระบบมากดดันและขับไล่ผู้ที่มาตามระบบ

2. กลุ่มคนที่เกลียดทักษิณ สนับสนุนรัฐประหารและสนับสนุนการขับไล่นายกฯทักษิณด้วยวิธีการนอกระบบของม็อบสนธิ ลิ้มทองกุล และอาจสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

3. กลุ่มคนที่เกลียดทักษิณและอ้างตัวเองว่าไม่สนับสนุนรัฐประหารแต่สนับสนุนการขับไล่นายกฯทักษิณด้วยวิธีการนอกระบบของม็อบสนธิ ลิ้มทองกุล และอาจสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในพรรคประชาธิปัตย์

4. กลุ่มคนที่ไม่ชอบทักษิณ ต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออกตามกฏหมายเพราะเชื่อในข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและอาจสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในพรรคประชาธิปัตย์

มาจำนวนหนึ่งทั้งในโลกไซเบอร์และในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นผู้เขียนขอสรุปตามความคิดเห็นของตัวเอง(หากขัดใจใครหลายคนต้องขออภัยค่ะ) ว่าแท้จริงแล้วกลุ่มคนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ ต่อต้านเผด็จการทหารอย่างจริงจังและไม่ยอมให้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมายตลอดมานั้นจะเป็นกลุ่มที่ 1 คือกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรค่ะและผู้เขียนก็คิดว่าการชื่นชอบคุณทักษิณและการสนับสนุนประชาธิปไตยนั้นเดินไปด้วยกันได้อย่างสง่างาม

ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราไม่ว่ากันหากคุณบอกว่าคุณไม่ชอบทักษิณและไม่เอาเผด็จการแต่กระนั้นก็ตามคำพูดจะพูดให้สวยหรูดูดีอย่างไรก็ได้แต่การกระทำเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั่นเพราะว่ากลุ่มคนที่บอกว่าไม่เอาเผด็จการและเกลียดทักษิณ”ส่วนหนึ่ง” เลือกที่จะ “อยู่นิ่งเฉย” เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและไม่สนับสนุนการตรวจสอบรัฐบาลทักษิณด้วยวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการและประชาชนบางส่วนนั่นก็เท่ากับว่าคุณส่งเสริมให้ “ทหารการเมือง” หาเหตุเข้ามาทำรัฐประหารนั่นเองเพราะคุณยึดความพึงพอใจส่วนตัวเป็นหลักมากกว่าที่จะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

และผู้เขียนก็คิดว่าพลังประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ออกมาต่อต้านเผด็จการทหารในครั้งนี้มีสิทธิและเสรีภาพในการพูดเต็มที่ที่จะกล่าวถึงคุณทักษิณและชื่นชมคุณทักษิณและนโยบายของคุณทักษิณหากว่าพวกเขาได้รับประโยชน์จากนโยบายของคุณทักษิณเพราะนั่นแสดงว่า การอาสาเข้ามารับใช้ประชาชนของคุณทักษิณได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีในระดับหนึ่งแล้วซึ่งก็เป็นเรื่องที่ชอบแล้วในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนเพราะประชาชนเลือกผู้แทนเข้ามาบริหารประเทศก็เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชนเพราะประชาชนต้องการตัวแทนขึ้นมาดูแลเขา ดูแลเพื่อมิให้คนที่มีกำลังมากกว่าข่มเหงรังแกผู้มีกำลังน้อยกว่าเพื่อให้คนเหล่านั้นได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประกอบอาชีพอย่างมีความผาสุกนั่นคือทฤษฎีที่มาของประชาธิปไตย

ซึ่งสังคมการเมืองสมัยใหม่ในปัจจุบันนี้เป็นสังคมซึ่งมีความหลากหลายในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์, ความต้องการ, ความเชื่อ,แนวคิดและอื่นๆอีกมากมายดังนั้นประชาชนอย่างผู้เขียนอย่างผู้อ่านทุกท่านจึงจำเป็นต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่แทนตนได้ดังนั้นกลุ่มของสังคมทุกกลุ่มต้องสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้เพื่อที่ตนจะได้มีผู้แทน เพราะประชาชนนับล้านคนย่อมไม่สามารถเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในกระบวนการของรัฐบาลได้โดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งการแสดงออกในเวทีประชาธิปไตยหากมีคนๆหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งประกาศว่าตนสนับสนุนคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยก็หาได้เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ หาได้เป็นการแสดงธาตุแท้เป็นลิ่วล้อนักการเมืองอย่างที่กลุ่มคนองแอบเผด็จการและสนับสนุนรัฐประหารกระแนะกระแหนด้วยความไม่เข้าใจในธรรมชาติของการเมืองประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ไม่ เพราะประชาธิปไตยแบบสากลและในประเทศที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็งนั้นเขาส่งเสริมให้ประชาชนแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่ในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การสนใจติดตามข่าวสารทางการเมือง การอภิปรายพูดคุยในประเด็นทางการเมือง การร่วมประชุมทางการเมือง การให้ความสนับสนุนผู้สมัครหรือพรรคการเมืองในด้านการเงิน การติดต่อกับผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังรวมถึง การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการช่วยเขียนสุนทรพจน์ในการหาเสียงช่วยในการรณรงค์หาเสียงและสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง หรือ อาสาสมัครมาช่วยพรรคหาเสียงชูนโยบายของพรรคเป็นต้น

เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้นพรรคการเมืองมีสัญญาประชาคมกับประชาชนในประเทศของตน สัญญานี้เป็นตัวผูกรั้งให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน พัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และสร้างโอกาสให้ประชาชนในการที่จะสร้างความสุขสมบูรณ์ให้กับชีวิตของพวกเขา พรรคการเมืองที่ดีต้องเป็นพรรคที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับประชาชนและเพื่อประชาชน เพื่อที่จะได้เป็นพรรคของประชาชนนั่นเองมิใช่ตัดสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้งไม่ให้ประชาชนมีทางเลือกเหมือนอย่างพรรคเก่าแก่พรรคหนึ่งแต่ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยยังแค่ระดับตั้งไข่

แต่ในระบอบเผด็จการ รัฐบาลทหารและชนชั้นผู้กุมอำนาจพวกเขามิได้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแต่พวกเขายึดตัวเองและพวกพ้องเป็นศูนย์กลางแทน กติกาต่าง ๆ ก็ได้ออกมาเพื่อป้องกันผู้ปกครอง เมื่อไรที่คุณป้องกันผู้ปกครองแสดงว่าคุณกำลังลดโอกาสคนที่อยู่สังคมฐานล่างที่จะเข้าสู่สิ่งที่เป็นธรรม

ดังนั้นในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้วการที่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจะออกมาพูดถึงผู้นำที่เขารัก ศรัทธาและชื่นชอบอย่างพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรในการปราศรัยนั้นไม่น่าที่กลุ่มคนที่เกลียดทักษิณและอิงแอบเผด็จการจะเอามาเป็นประเด็นในการห้ามไม่ให้พวกเขาพูดถึงในการปราศรัยค่ะเพราะว่า

1. พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรนั้นเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและชอบธรรม ดังนั้นท่านนายกฯทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยค่ะเพราะอย่าลืมข้อเท็จจริงที่คุณไม่มีทางลบไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยและลบไปจากใจคนที่เลือกทักษิณได้นั่นก็คือประชาชนส่วนใหญ่เลือกทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยค่ะและพรรคไทยรักไทยของท่านก็เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นเอง

หากไม่ให้พูดถึงผลผลิตและผู้นำที่มาจากระบอบประชาธิปไตยโดยเสียงส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยคงไม่มีความหมายอันใดเพราะการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในครั้งนี้ก็เพราะประชาชนเขาต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นเพราะการเลือกตั้งเป็นพื้นฐานอันมิอาจขาดเสียได้ในระบอบประชาธิปไตยและเป้าหมายหลักของการเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้ประชาชนก็ต้องการนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งนั่นเองไม่ใช่นายกฯที่มาจากการลากตั้ง ด้วยเหตุนี้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งสมควรที่จะถูกปกป้องค่ะหากเขาถูกยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหาร นายกฯคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคุณทักษิณหากว่าเขาถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยปืนหรือรถถัง

และยิ่งนายกฯที่มาจากประชาชนและเป็นที่นิยมของประชาชนส่วนใหญ่อย่างคุณทักษิณมันสมควรแล้วที่ชื่อ พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตรจะได้รับเกียรติและถูกเชิดชูในการเรียกร้องประชาธิปไตย

กลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยแต่ไม่ชื่นชอบคุณทักษิณอาจกล่าวว่า:

“ไม่ควรนำความชอบส่วนตัวที่มีต่อคุณทักษิณมาพูดบนเวทีการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ควรนำสองสิ่งมาปนกันแต่ควรแยกให้ชัด”

สำหรับผู้เขียนแล้วมองว่าประเด็นการเรียกร้องประชาธิปไตยกับทักษิณไม่ใช่สิ่งที่ขัดกันอยู่ในตัวหรือเป็นสิ่งที่ควรแยกออกจากกันหากเราลองก้าวถอยหลังออกมามองภาพกว้างขึ้นเราอาจยังไม่ต้องมองว่าผู้นำคนนั้นคือคุณทักษิณก็ได้แต่ให้มองว่าผู้นำคนนั้นคือนาย X เขามาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยดังนั้นเมื่อนาย X คนนี้ถูกคณะทหารที่หลงลืมหน้าที่ของตัวเองมาล้มล้างเขาและยึดอำนาจจากเขาไปด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายนั่นก็เท่ากับว่าคณะทหารเหล่านี้ได้ละเมิดสิทธิของประชาชนและปล้นอำนาจไปจากประชาชนนั่นเองเพราะนาย X คนนี้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยอำนาจหน้าที่ในการปกครองประเทศมาจากประชาชนหรือได้รับความยินยอมจากประชาชน ดังนั้นการที่กลุ่มพลังประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยจะชูภาพคุณทักษิณหรือทวงตำแหน่งนายกฯคืนให้คุณทักษิณหรือเชิดชูคุณทักษิณบนเวทีมันจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรทำค่ะ เพราะตรงนี้ถือว่าพวกเขาออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองและสิทธิ์ของคนไทยกว่า 19 ล้านคนที่เขาเลือกคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ ตรงนี้ไม่ใช่แค่ปกป้องผู้นำ(และผู้นำคนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณทักษิณ อาจเป็นคุณชวน คุณอภิสิทธิ์หรือคุณบรรหารเขาก็สมควรถูกปกป้องหากเขาถูกยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร) แต่เป็นการปกป้องอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยและสิทธิของประชาชนทั่วประเทศที่ถูกริดรอนโดยเผด็จการทหาร

การเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมาพร้อมกับชูภาพทักษิณไม่ได้หมายความว่ากลุ่มผู้เรียกร้องจะปกป้องคุณทักษิณจากข้อกล่าวหาเพราะนั่นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนทางศาล(ในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมิใช่เผด็จการ) แต่เรากำลังออกมาบอกว่าผู้ที่ยึดอำนาจจากคุณทักษิณด้วยปืนและรถถังพร้อมกับฉีกรัฐธรรมนูญสูงสุดของประเทศนั้นผิดและไม่มีความชอบธรรมใดๆทั้งสิ้นที่จะทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน โดยนัยนี้การปกป้องคุณทักษิณก็คือการปกป้องสิทธิของประชาชนโดยแท้ค่ะ

สำหรับผู้เขียนแล้วพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรผู้นำที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างถล่มทลายสมควรที่ท่านจะถูกปกป้องค่ะเพราะท่านเป็นผลผลิตของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและประชาชนอย่างผู้เขียนได้ยินยอมมอบอำนาจให้เขาด้วยความสมัครใจ คุณทักษิณจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องถูกพูดถึงบนเวทีเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะการทำรัฐประหารคือการปล้นอำนาจประชาชนนั่นเอง

2. ณ ตอนนี้สถานการณ์มันเขม็งเกลียวมาจนถึงจุดที่แบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนแล้วและไม่อาจปฏิเสธได้นั่นคือ

2.1 ประชาธิปไตย = ทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มพลังประชาชนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐประหารนั่นคือมีทักษิณและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารเป็นตัวแทนเรียกร้องประชาธิปไตย

2.2 เผด็จการ = คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) + รัฐบาลสุรยุทธ์ + ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญนั่นคือมีคมช.+ รัฐบาลสุรยุทธ์ + ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญและกลุ่มผู้สนับสนุนการรัฐประหารเป็นตัวแทน

เพราะสื่อต่างประเทศเขามองเช่นนั้นจริงๆค่ะและในประชาคมโลกนั้นแม้คุณทักษิณจะไม่ได้เป็นผู้นำของไทยแล้วแต่เขาก็มองว่าคุณทักษิณเป็นผู้นำที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เชิญท่านทักษิณไปสัมภาษณ์และกล่าวปาฐกถาในหลายๆประเทศหรอกค่ะ นี่ขนาดคุณทักษิณโดนเพิกถอนพาสปอร์ตทางการฑูตแล้วนะคะเนี่ย ในขณะที่รัฐบาลทหารชุดนี้กลับไม่ได้การยอมรับในประชาคมโลกแต่อย่างใด

ทางเลือกของผู้ที่ข่มขืนประชาธิปไตยและกลุ่มคนที่หันไปรับใช้เผด็จการขายจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย มิได้มีมากนักในยุคศตวรรษที่ 21 ยุคที่การทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในประชาคมโลก ยุคที่ทหารเพียงกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเหนือประชาชนกลายเป็นสิ่งที่อารยะประเทศเขาไม่ยอมรับกันเพราะคำว่าประชาธิปไตยที่รองรับสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคนั้นเป็นยอดปรารถนาของมวลมนุษยชาติหาใช่เหมาะสมกับเผ่าพันธุ์ผิวขาวเพียงอย่างเดียวดังที่คนกลุ่มนี้และชนชั้นนำในสังคมไทยเคยกล่าวไว้ไม่เพราะในปัจจุบันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีเพียงระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่เอื้อโอกาสให้เกิดความผาสุกในสังคมได้อย่างแท้จริงและเป็นระบอบที่จัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างนิ่มนวลที่สุด

3. จากการเปิดปราศรัยของทีมงาน PTV ซึ่งเป็นที่รวมตัวของอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ณ ท้องสนามหลวงในหลายๆครั้งที่ผ่านมา บรรยากาศของการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและมีจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมฟังการปราศรัยเรือนหมื่น มันแสดงให้เห็นชัดเจนค่ะว่าประชาธิปไตยและคุณทักษิณนั้นคือสิ่งที่เดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมงาน PTV มีภาพ พ.ต.ท ทักษิณและความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ผู้นำอย่างทักษิณเป็นตัวชูโรง เพราะภาพประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยและชื่นชอบคุณทักษิณที่มาร่วมชุมนุมกันเพื่อต่อต้านเผด็จการนั้นมันเป็นภาพที่สวยงามที่สุด เพราะหัวใจของประชาชนที่มาเข้าร่วมรับฟังนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยกลับมาคืนมาเป็นของประชาชนดังเดิมและมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะได้นายกฯที่ชื่อทักษิณกลับมาเป็นผู้นำรัฐนาวาอีกครั้ง นี่ล่ะค่ะที่เขาเรียกว่า “พลังประชาชน” (PEOPLE POWER!) โดยแท้เพราะถนนสายประชาธิปไตยที่ทอดยาวสายนี้ … มิได้ปูไว้ให้ใครมาย่ำยีเล่น

คือมันเป็นเรื่องที่สมควรและชอบแล้วที่เมื่อพูดถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วมีตัวแทนจับต้องได้อย่าง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเหตุนี้กลุ่มคนที่ไม่ชอบทักษิณคงจะไปห้ามคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไม่ให้พูดถึงทักษิณหรือปฏิเสธว่าทักษิณกับระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งเดียวกันคงจะยากค่ะและเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อีกทั้งไม่ควรปล่อยให้อคติที่ไม่ชอบคุณทักษิณเป็นการส่วนตัวนั้นมีมากกว่าความหวงแหนและปกป้องระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์รัฐประหารในครั้งนี้ได้ทำให้ผู้เขียนเห็นข้อเท็จจริงอยู่อย่างหนึ่งค่ะว่ากลุ่มคนที่อ้างว่าตัวเองไม่เอาเผด็จการและไม่เอาทักษิณแต่สนับสนุนข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุลนั้นมักจะพูดในทำนองว่า:

“ผมไม่เอาเผด็จการแต่ก็ไม่เอานายกทักษิณด้วยแต่ในตอนนี้ก็ต้องขอรอดูสถานการณ์ไปก่อนให้เวลาคมช. เขาตรวจสอบอดีตนายกฯอีกหน่อย ถ้าถึงตอนนั้นเห็นไม่เข้าท่ายังไม่มีการเลือกตั้งค่อยว่ากัน”

ไม่ผิดค่ะหากคนเกลียดทักษิณจะออกมาแสดงจุดยืนในตอนนี้ว่าคนที่ไม่ชอบทักษิณไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนรัฐประหารซะเมื่อไหร่แต่ในจำนวนนี้ก็มีจำนวนหนึ่งที่เลือกจะ “นิ่งเฉย” ต่อการทำรัฐประหารในครั้งนี้นั่นเพราะว่ารัฐประหารในครั้งนี้ได้ขับผู้นำที่ชื่อทักษิณออกจากการเมืองไทยเรียบร้อยแล้วนั่นเองการนิ่งเฉยนั้นมันก็ไม่ได้บ่งบอกอีกนั่นแหละว่าพวกเขาต่อต้านรัฐประหารจริงเพราะเสียงของพวกเขาไม่ดังเซ็งแซ่เหมือนตอนที่พวกเขาขับไล่ทักษิณ

ด้วยเหตุนี้หากในอนาคต พวกเขากลุ่มนักวิชาการนักคอลัมนิสต์ตามหนังสือพิมพ์กระดาษเปื้อนหมึกและประชาชนบางส่วนที่เคยโหนกระแสสนธิเพื่อขับไล่นายกฯทักษิณด้วยวิธีการนอกระบบและเห็นด้วยกับข้อกล่าวหาของสนธิ ลิ้มทองกุลไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขายหุ้นของกลุ่มชิน คอร์ปและอื่นๆจะหันมายืนเคียงข้างประชาชนบ้างอย่างเคอะเขินก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่ได้มองว่าพวกเขามีอุดมการณ์อันสูงส่งแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนมองว่าพวกเขาต่อต้านเผด็จการทหารมากไปกว่าคนที่รักทักษิณแต่อย่างใดค่ะ ไม่ได้เป็นเรื่องที่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้มองว่าพวกเขาจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยมากกว่าคนรักทักษิณแต่อย่างใดเพราะในยามที่กลุ่มคนรักทักษิณแสนจะเจ็บปวดกับเพื่อนร่วมชาติบางกลุ่มที่นิ่งเฉย อย่างแชเชือนเหมือนละเลยหลักการที่ถูกต้องเหมือนไม่สนใจว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังต้องการฉีกกฏหมายรัฐธรรมนูญโดยเรียกร้องให้เกิดการใช้มาตรา 7 ที่ถือว่าเป็นการใช้อำนาจที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตยและยังเป็นการเรียกร้องให้สถาบันหลักของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยโดยแท้ทั้งๆที่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนยังดำรงตำแหน่งอยู่นั้นพวกเขาก็ยังไม่อนาทรร้อนใจเพียงเพราะพวกเขาไม่ชอบทักษิณนั่นเอง

ดังนั้นผู้เขียนอยากจะขอกล่าวตรงนี้ไว้เลยค่ะว่าหากไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอนาคตแล้วการที่กลุ่มคนที่ชิงชังทักษิณและหลงเชื่อในน้ำคำของสนธิจะเปลี่ยนบทบาทหันมาทวงคืนประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญปี 2540 บ้างมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่ายกย่องให้เป็นวีระบุรุษแต่อย่างใดเพราะพวกเขาก็คือส่วนหนึ่งที่เชื้อเชิญให้ทหารพระราชาหาข้ออ้างมาทำการรัฐประหารได้โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับตนนั่นเองแต่มันเป็นเรื่องที่พวกเขาสมควรทำมาตั้งแต่แรกแล้วในการไม่สนับสนุนคนที่ทำผิดกฏหมาย คนที่ฉีกกฏหมายสูงสุดของประเทศ

เป็นที่น่าเสียดายค่ะว่าเมื่อตอนที่ประเทศไทยยังมีประชาธิปไตย ยังมีกฏหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในการพูด การแสดงออก การรวมกลุ่มของประชาชนให้พวกเขาได้วิพากษ์ วิจารณ์ หรือใช้ถ้อยคำผรุสวาทด่าผู้นำอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรหรือให้สิทธิพวกเขาในการเลือกผู้นำด้วยตัวเองอยู่นั้น คนกลุ่มนี้ซึ่งได้แก่ นักวิชาการ นักคอลัมนิสต์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ประชาชนบางส่วนที่เกลียดทักษิณและอ้างตัวเองว่าไม่สนับสนุนรัฐประหารแต่สนับสนุนการขับไล่นายกฯทักษิณด้วยวิธีการนอกระบบของม็อบสนธิ ลิ้มทองกุลนั้นเสียงของพวกเขาในการต่อต้านคนที่ทำผิดกฏหมายเงียบกริบเหลือเกินค่ะไม่รู้ไปหลบอยู่ในซอกหลืบที่ไหนแถมยังเป็นเสียงที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับการขับไล่ทักษิณที่ได้อำนาจมาจากประชาชนส่วนใหญ่ เพียงเพราะพวกเขาเชื่อว่าทักษิณโกงนั่นเอง พวดเขาตัดสินคนๆหนึ่งให้ผิดไปแล้วโดยที่เขายังไม่มีโอกาสได้แก้ตัว โดยที่ขบวนการยุติธรรมยังไม่แม้แต่จะสามารถตั้งข้อหาให้กับเขาได้ น่าสงสารไทยแลนด์แดนสยามจริงๆค่ะที่ประชาชนบางส่วนยังเห็นความพึงพอใจส่วนตัวเป็นหลักมากกว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

การเรียกร้องประชาธิปไตยจะไม่ประสพความสำเร็จหรืออยู่ได้อย่างยั่งยืนหากเราไม่ปกป้อง ไม่สร้างความรู้สึกหวงแหนผลผลิตที่มาจากระบอบประชาธิปไตยและนั่นทำไมการเรียกร้องประชาธิปไตยจึงต้องเชิดชูพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

Powered by ScribeFire.