โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549

ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูปสังคมไทย ตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมีมิติทางชนชั้นอันแหลมคมคือ เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นล่างในเมืองและชนบทที่สนับสนุนผู้นำรัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยกับชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องการขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ

ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทประกอบด้วย “ประชาชนระดับรากหญ้า” ที่ตั้งแต่เกิดจนตายมีชีวิตยากจน ลำบากยากแค้น ไม่แน่นอน ไม่มีการศึกษา ขาดเงินทุน มีแต่หนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ ยาเสพติดในละแวกบ้าน อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ การข่มเหงรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้ใด ไม่มีปากมีเสียง ถูกละเลยผ่านพ้นรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

พวกเขามีข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวคือ มีจำนวนคนมากนับสิบล้านคนทั่วประเทศ และระบบการเมืองที่พอจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีปากมีเสียงบ้างก็คือ ระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่ทุกคนมี “หนึ่งเสียงเท่ากัน” ไม่ว่ายากดีมีจน การศึกษาสูงหรือต่ำ และยังเป็นระบบเดียวที่ทำให้พวกเขา พอจะส่งอิทธิพลไปยังนักการเมืองได้บ้าง

พวกเขาสนับสนุนผู้นำรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง ก็เพราะนี่เป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์รูปธรรมเฉพาะหน้า ให้กับพวกเขาได้จริง ผ่าน “โครงการประชานิยม” ต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ … พักชำระหนี้ … กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค … บ้านเอื้ออาทร … หมู่บ้านเอสเอ็มแอล … ขจัดปัญหายาเสพติด … ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ … แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์ มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงมองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า “ถูกซื้อ” โดยรัฐบาล

พวกเขาต้องการโค่นล้มผู้นำรัฐบาลและเรียกร้อง “รัฐบาลพระราชทาน” ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็เพราะในระยะ 5 ปีมานี้ พวกเขาได้สูญเสีย “สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน” ของตนไปเรื่อยๆ

กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี กำลังสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไปอย่างรวดเร็ว เพราะการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของรัฐบาล พวกเขาจึงต้องโค่นล้มรัฐบาล เพื่อยุตินโยบายดังกล่าว และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปสู่ระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ดังเดิม

ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องการขับไล่รัฐบาล เพราะสูญเสียประโยชน์และสถานภาพ จากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทมหาชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยมต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพราะปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย ปฏิเสธการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปเป็นสังคมเกษตรกรรม หมู่บ้านบุพกาลตามลัทธิชุมชนอนาธิปไตยของพวกตน

ข้าราชการเทคโนแครตไม่ต้องการรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจ เกียรติภูมิและสถานภาพ จากเดิมที่เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริงและมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรีนักการเมือง แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง

กลุ่มก๊วนการเมืองต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้พวกตนไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องผูกติดกับระบบพรรค ไม่สามารถข่มขู่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้แบ่งปันผลประโยชน์แก่พวกตนได้เหมือนในอดีต

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสียสถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจนักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอยกล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

นักวิชาการและราษฎรอาวุโสเหล่านี้ปากพูดว่า “ต้องการประชาธิปไตย” แต่วันนี้ กำลังเรียกร้อง “รัฐบาลพระราชทาน” ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาระบบจารีตนิยมเข้ามากุมอำนาจรัฐ บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เอาเผด็จการทหารกลับคืนมา ทั้งหมดนี้ เพื่อโค่นล้มผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ที่น่าสังเวชคือ นักวิชาการเหล่านี้บางคนปากอ้างมาตลอดชีวิต ว่า เป็นทายาททางคุณธรรมของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

แม้แต่อดีตฝ่ายซ้ายและนักต่อสู้กับเผด็จการทหารในอดีต มาวันนี้กลับขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อชีวิต วิงวอนร้องขอ “รัฐบาลพระราชทาน” ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ฟื้นระบอบจารีตนิยม

แม้เฉพาะหน้าจะเป็นประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้นำรัฐบาล แต่พื้นฐานความขัดแย้งคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผู้นำรัฐบาลทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองสูญเสียประโยชน์และสถานภาพอภิสิทธิ์ ทำให้ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกัน

แม้คำขวัญเบื้องหน้าคือ “กู้ชาติ” “ปฏิรูปการเมือง” และชื่อกลุ่มลงท้ายด้วยคำว่า “เพื่อประชาธิปไตย” แต่เนื้อแท้คือ ต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แบ่งอำนาจให้กับชนชั้นล่างมากเกินไป และเปิดช่องให้มีการปฏิรูปทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น วาระของพวกเขาจึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง

สิ่งที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ “หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน” แต่เป็นระบอบคณาธิปไตยที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจอภิสิทธิ์ และมีเสียงเหนือชนชั้นล่าง เป็นระบอบที่คนส่วนน้อยในเมืองจำนวนหนึ่งมีเสียงเหนือกว่า สามารถ “สั่ง” และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงข้างมากของประชาชนชั้นล่างนับสิบล้านคนได้

ประชาธิปไตยไทย จึงไม่มีวันเป็น “ประชาธิปไตย” ไปได้ เป็นได้แค่คณาธิปไตยจารีตนิยม

____________________________

ความคิดเห็นของผู้เขียนต่อบทความของ ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

จากบทความของดร. พิชิตตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างจากทั้ง “สื่อกระแสหลักบางฉบับ” … “แกนนำม็อบพร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม” ที่มักจะกล่าวอ้างบทความ คำพูดของนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานราชการแ่ผ่นดินของนายกฯทักษิณว่าเป็นตัวแทนของเสียงนักวิชาการทั้งหมดเพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับ “ม็อบสนธิ” นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

อีกทั้งยังเป็นการย้ำเตือนให้็เห็นว่าการที่19 คณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดฉากออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรลาออกนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของคณาจารณ์ในคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งคณะเพราะคณาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์นั้นมีมากกว่า 80 ท่าน …. หากจะอิงหลักการเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยนั้น 19 คณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ที่เรียกร้องให้นายกฯลาออกนั้นถือว่าเป็นเสียงส่วนน้อยค่ะิ

หากพูดกันตามความเป็นจริงนั้นนักวิชาการก็มีหลากหลายความเห็นขึ้นอยู่กับเหตุผลที่แต่ละคนยึด … ดังนั้นจากกระแสข่าวที่ออกมาว่านักวิชาการมหาวิทยาลัยคนไหนๆ ก็ออกมาไล่นายกฯทักษิณทั้งนั้นจึงมิใช่เรื่องจริงแต่ประการใดค่ะ … อย่าง ดร. พิชิต นี่ท่านเชื่อในทุนนิยมโลกาภิวัตน์ค่ะ .. และท่านเคยให้ความเห็นว่า “ม็อบที่ต่อต้านทักษิณ” คือ การไม่เลือกข้างทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่นายกฯทักษิณ ดำเนินไปอย่างขันแข็ง … ม็อบที่ต่อต้านทักษิณนี้จะทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปถึงสมัยพล.อ.สุจินดา หรือหลัง 14 ตุลา หรือกระทั่ง 2476 นั่นเลย และดร. พิชิตเชื่อมั่นว่า ‘นายกฯทักษิณ’ ซึ่งมาตามกติกาประชาธิปไตยและเป็นผู้ซึ่งเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ จะนำพาประเทศไปได้ดีบนทางสายนี้

โดยภาพรวมผู้เขียนเห็นด้วยกับบทความของ ดร. พิชิตมากค่ะท่านเขียนทวนกระแส 19 คณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ที่เรียกร้องให้นายกฯลาออกได้ตรงใจผู้เขียนที่สุด อีกทั้งกลุ่มบุคคลต่างๆที่ ดร. พิชิตหยิบยกขึ้นมากล่าวในบทความชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็น:

– ประชาชนระดับรากหญ้า (ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท ชาวชนบทหรือชาวไร่ชาวนา)
– ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง (ชนชั้นศักดินาและคนชั้นกลางหรือคนในเขตเมือง)
– กลุ่มทุนเก่า
– ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ
– ข้าราชการเทคโนแครต
– นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโส

และประเด็นต่างๆ อาทิเช่น

– ระบบทุนนิยม
– “ลัทธิอนาธิปไตย” ที่ต่อต้านที่ต่อต้านระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์
– ผู้ที่อิงแอบการเมืองฝ่ายซ้ายในอดีตหันกลับมาสนับสนุนคณาธิปไตยจารีตนิยมซึ่งก็คือการขอ“รัฐบาลพระราชทาน”นั่นเองค่ะ
– การใช้ “กฏหมู่” อยู่เหนือ “กฏหมาย”
– ความต้องการฉีกรัฐธรรมนูญของแกนนำกลุ่มพันธมิตรที่มีสโลแกนเปลือกนอกว่า “กู้ชาติ”
– การปะทะระหว่างชนชั้นศักดินาและชนชั้นกลางในเมืองกับชนชั้นระดับรากหญ้าจนเกิดเป็นปรากฏการณ์การต่อสู้กันทางการเมืองของสองนคราประชาธิปไตย

ที่ ดร. พิชิตหยิบยกขึ้นมากล่าวในบทความชิ้นนี้ เป็นประเด็นที่ผู้เขียนตระหนักถึงมาโดยตลอดนั่นเพราะว่าการต่อสู้ทางชนชั้นแบบนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ของยุโรป … หากใครที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์์ยุโรปมาบ้างคงพอจะมองเห็นภาพชัดขึ้น

ที่เองเกลส์ ได้เคยเขียนไว้ในหนังสือของเขาเมื่อปี 1888 เกี่ยวกับ “ชนชั้นกระดุมพี” ผู้เป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิตของสังคม และเป็นนายจ้างของ “ชนชั้นกรรมาชีพ” ผู้ซึ่งปราศจากปัจจัยการผลิตเป็นของตนเองถูกบังคับให้ขายแรงงานของตนเพื่อการดำรงชีพ จากงานเขียนของเองเกลส์ทำให้เกิด “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ขึ้นและพััฒนาต่อเนื่องมาจนกลายมาเป็น “ระบบรัฐสวัสดิการ(Egalitarianism)” ที่หลายประเทศในยุโรปใช้ระบบนี้นั่นเองค่ะที่ัรัฐมีบทบาทมากด้านการคลังสาธารณสุขเพื่อสนองความต้องการจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ได้แก่ บริการที่เอื้อผลประโยชน์โดยตรงในเรื่องการชดเชย หรือการให้บริการต่างๆ รัฐสวัสดิการจึงเป็นนโยบายอุดมคติ เป็นสัญลักษณ์ของระบบการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่ใช้แนวคิดของสวัสดิการสังคม โดยจัดระบบการช่วยเหลือบริการสวัสดิการแก่ประชาชนทำให้เกิดความมีส่วนร่วมของสังคม เกิดความยึดมั่นรวมพลัง เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน ตลอดจนเกิดความรู้สึกที่ดีในฐานะพลเมือง

ซึ่งในประเทศไทยเองจาก “นโยบายคู่ขนาน (Dual track policy)” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “ทักษิโนมิคส์” นั้นก็ได้นำเอาระบบรัฐสวัสดิการหรือ “นโยบายคู่ขนานแบบที่สอง” หรือที่เรียกว่า “นโยบายประชาสังคม” มาประยุกต์ใช้กับ ประชาชนระดับรากหญ้าให้ได้รับการดูแลบ้างเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้นโยบายคู่ขนานแบบที่สองที่เน้นเรื่องการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชนบท มุ่งเสริมสร้างอำนาจให้กับประชาชน มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากหญ้าและพึ่งตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยได้พ้นจากภาวะวิกฤติที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ดีขึ้นจากนโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” “หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล” “พักหนี้เกษตรกร” “SMEs” “กองทุนหมุนเวียน” “บ้านเอื้ออาทร” และ ระบบสาธารณสุขแบบที่ใช้ในรัฐสวัสดิการในโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” นั้นจึงได้รับการขัดขวางทุกวิถีทางจากชนชั้นกระดุมพี(กลุ่มทุนเก่า) เพราะมันไปขัดกับการทำผลประโยชน์สูงสุดของพวกเขาในเรื่อง “แรงงานราคาถูก” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิต คือ ไปสร้างต้นทุนให้อุตสาหกรรมของกลุ่มทุนเก่าที่เคยใช้แรงงานราคาถูก ต้องมาแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนงาน คนยากจนอีก

แต่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนระดับรากหญ้าแบบยั่งยืนของนโยบายทักษิโนมิคส์หาได้ หยุดอยู่แค่ การผลิต การบริโภค และการแลกเปลี่ยนภายในชุมชนไม่แต่สิ่งที่นายกฯทักษิณต้องการทำต่อไปคือ การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอยู่ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบการตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้สินค้าพื้นเมืองที่ผลิตนั้นสอดรับกับความต้องการของตลาด ….. พูดอีกนัยก็คือสินค้าที่ผลิตนั้นต้องมีคุณภาพ ดึงดูดใจ สามารถขายและสร้างตลาดใหม่ได้ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หรือเป็นการทำท้องถิ่นให้เป็นสากล

ด้วยเหตุนี้นโยบายคู่ขนานแบบที่สองนี้ท่านนายกฯทักษิณมองว่าคือเส้นทางของการพึ่งตนเองของประเทศ แต่นายกฯมิได้มองการพึ่งตนเองในลักษณะการตัดขาดจากระบบทุนนิยม
แต่เป็นการพึ่งตนเองด้วยการใช้ระบบทุนนิยม เป็นระบบทุนนิยมที่ต้องพาคนตัวเล็กเดินไปด้วย

โดย “ระบบทุนนิยม” นั้นท่านนายกฯทักษิณมองว่าคล้ายกับระบบอื่น คือ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเลือกที่จะแก้ปัญหาความยากจนด้วยวิธีการแบบทุนนิยม คือด้วยการค้า การเงินและเทคโนโลยี เพราะเมื่อมี การค้าก็ทำให้เข้าถึงตลาด เมื่อเข้าถึงตลาด การผลิตก็เกิด เมื่อการผลิตเกิดก็มีรายได้ เมื่อมีรายได้ก็มีอำนาจซื้อ เมื่อมีอำนาจชื้อก็มีการค้า และวงจรความมั่งคั่งที่เกิดจากการค้าก็จะดำเนินต่อไป

ด้วยเหตุนี้ “กลุ่มทุนเก่า” ในระบบเศรษฐกิจไทยที่ยืนอยู่บนฐานเศรษฐกิจส่งออกที่ใช้ “ค่าแรงถูก” เป็นปัจจัยหลักในการแสวงหากำไรของตนจึงเป็นศัตรูของชนชั้นรากหญ้าอย่างแท้จริง เพราะหากค่าครองชีพ มาตรฐานการดำรงชีวิตของชนชั้นรากหญ้าสูงขึ้น ค่าแรงก็ต้องขึ้นด้วย

ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยค่ะที่ได้ยินการชี้นำสาธารณะชนด้วยคำพูดที่ผู้เขียนเห็นตามสื่อต่างๆว่า “ทักษิณต้องลาออกไปเพราะทำให้คนในสังคมไทยแตกแยก” จากกลุ่มทุนเก่าซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วยดีีเสมอมาและราชนิกูลผู้สูงศักดิ์บางส่วน ที่ในที่สุดก็ออกมาเปิดเผยตัวตน “โหนกระแสสนธิ” ในการเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออก(จริงๆต้องการให้พ้นจากเส้นทางการเมืองค่ะไม่ใช่แค่ลาออก) และถวายฏีกาขอรัฐบาลพระราชทานหลังจากที่หลบอยู่ใน “มุมมืด” มานาน

นับแต่ประเทศไทยได้จัดให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ชาวไร่ ชาวนา ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท ได้ใช้สิทธิ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” เลือก สส. และพรรคการเมืองที่คิดว่าสามารถรับใช้ และตอบสนองความต้้องการของพวกเขาให้เข้ามาบริหารประเทศ หนึ่งเสียงที่ทุกคนมีเท่าเทียมกันที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่นับความเป็นมนุษย์ของคน ไม่ได้นับตรงลาภยศ สรรเสริญ ยศถาบรรดาศักดิ์ ฐานะวิทยะความรู้

ชนชั้นรากหญ้าซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเรียกว่าเป็น “ผู้จัดตั้งรัฐบาล” ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะเป็น “ผู้ล้มรัฐบาล” โดยการวิพากษ์วิจารณ์และสร้างกระแสกดดัน ประท้วง ขับไล่รัฐบาล แต่ในวันนี้ชนชั้นรากหญ้าในฐานะชนส่วนใหญ่ของประเทศขอมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศที่พวกเขาเป็นเจ้าของ “อำนาจอธิปไตย” เช่นกัน

มาในวันนี้การต่อสู้กันระหว่างชนชั้นที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุโรป กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย การต่อสู้ทางชนชั้นในสังคมไทย ระหว่าง ชนชั้นศักดินา ชนชั้นกลาง และ ชนชั้นรากหญ้า ที่ผู้เขียนเห็นอยู่ในตอนนี้จึงเป็นปรากฏการณ์การต่อสู้กันทางการเมืองของ “สองนคราประชาธิปไตย” โดยแท้จริง

Powered by ScribeFire.