ความเป็นกลาง” มักจะเข้ามามีบทบาททุกครั้งที่สังคมเริ่มแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน “คนเป็นกลาง” เริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคาม จากขั้วใด

ขั้วหนึ่ง…..ส่วนใหญ่มักจะถูกคุกคามจากขั้วที่มีดุลย์กำลังทางการเมืองน้อยกว่าเหตุแห่งการคุกคาม “คนเป็นกลาง” ก็คือ ความต้องการที่จะ “กวาดต้อน” “คนเป็นกลาง” ให้ไปสังกัดขั้วของตน เพื่อเพิ่มดุลย์กำลังทางการเมืองให้ฝ่ายตนนั่นเอง…..

ประโยคทองของคุณอานันท์ ปัญญารชุน “ความเป็นกลาง ไม่ใช่เพิกเฉยต่อสิ่งที่ผิด” เป็นประโยคที่สื่อมวลชนบางคนนำมากล่าวอ้าง ต่อข้อท้วงติงว่าสื่อไม่เป็นกลางบ้าง ฝ่ายต่อต้านทักษิณ ก็ใช้ประโยคนี้พูดใส่หน้าคนเป็นกลาง เพื่อทำให้คนเป็นกลางรู้สึกอับอายต่อความเป็นกลางของตนบ้าง…..ในสถานการณ์เช่นนี้……“คนเป็นกลาง” จะดำรง “ความเป็นกลาง” ได้หรือไม่ สามารถอยู่ท่ามกลาง “ยุทธวาจา” ของสองขั้วการเมืองได้อย่างปกติสุขหรือไม่ อย่างไร…. เรามีข้อคิดให้คุณพิจารณา…

———-ก่อนอื่น…ลองนึกภาพดู ณ.จุดที่คุณยืนอยู่ ด้านหน้าคือทิศเหนือ ด้านหลังคือทิศใต้ ขวามือคือตะวันออก และซ้ายมือคือตะวันตก……คุณยืนอยู่ระหว่าง 4 ขั้ว.. หาก ไม่ใช่สี่ขั้ว ก็ยังมี เฉียงเหนือ เฉียงใต้ เฉียงตะวันออก และเฉียงตะวันตก…..คุณยืนอยู่ระหว่าง 8 ขั้ว…. หาก ไม่ใช่ 8 ขั้ว ก็ยังมี ตำแหน่งที่ 30 องศา 10 องศา….. นับได้ 360 องศา….หากมิใช่ ณ องศาใด องศาหนึ่ง คุณก็ยังมี ความแตกต่างของ ลิปดา และวิลิปดา ตำแหน่งยืนของคุณมีมากว่าตำแหน่งที่สังคมหยิบยื่นให้…ประเด็นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกเฉพาะสิ่งที่สังคมเสนอหรือคุณจะเลือกตำแน่งอื่นนอกเหนือจากนั้นเป็นสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองไทยที่มีรัฐธรรมนูญให้หลักประกันเอาไว้…

ในสถานการณ์ปัจจุบัน…….

———-คนไทย 16 ล้านคน เลือกขั้วหนึ่ง (ทิศเหนือ) ดูคล้ายกับว่าจะเห็นดีเห็นงาม นิยมทักษิณไปเสียทั้งหมด…..แต่ความจริง แม้จะโหวตไปในทิศเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างทางด้านองศา…..บ้างเลือกเพราะศรัทธา นโยบาย ผลงาน…… บ้างเลือกเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า……. บ้างเลือกเพราะแค่ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยมันเดินหน้าต่อไปได้…… บ้างเลือกเพราะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่อยากให้ใครอ้างมาตรา 7 ขอนายกพระราชทาน…..บ้างเลือกเพราะเกลียด ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านที่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง…..

———-ส่วนคนเกือบ 10 ล้านคนเลือก No Vote ไปในทิศเดียวกัน (ทิศใต้) แต่แตกต่างกันที่องศาเช่นกัน…. บ้างเพราะภักดีต่อ ปชป. …..บ้างก็เพราะภักดีต่อ ชาติไทย ……บ้างก็เพราะเห็นดีเห็นงามกับ สนธิ-จำลองและพันธมิตร……. บ้างก็รับคำท้านายกที่ท้าให้ No Vote มากกว่าแล้วไม่กลับมาเป็นนายก….. บ้างก็ต้องการเห็นความสงบโดยคิดว่าถ้าทักษิณไม่ได้เป็นนายกทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติเสียที….บ้างก็เสพย์ข่าวสารจากสื่อจนเมาข่าวสารไม่ได้สติ…เลือก No Vote เพราะฤทธิ์สื่อ

———-คนที่เหลืออีกเกือบ 15 ล้านคน ไม่ได้เลือก ขั้วใดขั้วหนึ่ง หรือทิศใดทิศหนึ่ง (ทิศอื่นๆที่ไม่ใช่เหนือกับใต้)…….บ้างก็ว่านอนหลับทับสิทธิ์….บ้างก็ไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับการเมือง กี่ปีกี่ชาติก็ช่วยตัวเองตลอด เราไม่ไปเลือกตั้ง ใครจะทำไม….บ้างก็เบื่อการเมืองจนไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเอาชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้อง….บ้างก็เจ็บไข้ได้ป่วย…. บ้างก็เสียสติอยู่ศรีธัญญา….บ้างก็ไปทำมาหากินต่างประเทศ……

———-แท้จริงแล้วใช่ว่าผลการเลือกตั้งจะบอกฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างชัดเจน และใช่ว่าคนที่แยกเป็นสามส่วนจะสังกัดขั้วใด ขั้วหนึ่งทางการเมือง หรือเป็นอิสระจากการเมือง…..หากพรรค ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง เราก็จะเห็นว่าคนไทย มีจุดยืนและทางเลือกมากกว่าสองขั้ว…..เราจะเห็นสัดส่วนของคนเลือก ทรท. ปชป. มช. และ และ No vote พันธุ์แท้ ผสมกับ No Vote เพื่อ สนธิ-จำลองและพันธมิตรรวมกัน.

———-การหยิบยกเอาสถานการณ์ปัจจุบันมากล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้น….เพื่อชี้ให้เห็นว่า….ความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่สังกัดขั้วใดขั้วหนึ่ง….มิใช่ “ความเป็นกลาง” แต่เป็นความคิดเห็นที่แตกต่างจากสองขั้วต่างหาก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือความคิดเห็นที่เป็นอิสระจากสองขั้วนั่นเองแต่มีคนพยายามลดทางเลือกให้มีอยู่แค่ 2 ทาง แล้วกดดันให้คนแยกขั้วเพื่อเสริมกำลังทางการเมืองให้ฝ่ายตน

———-คนที่ถูกเรียกว่า ฝ่ายเป็นกลาง อาจเป็นคนที่เห็นข้อดีทั้งสองฝ่ายจนไม่อาจเลือกฝ่ายเพื่อทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้…..อาจเป็นคนที่เห็นข้อเสียของทั้งสองฝ่ายจนไม่อาจยอมรับทั้งสองฝ่ายได้…อาจเป็นคนที่ไม่ให้คุณค่ากับการเมืองถึงขั้นต้องแสดงตนว่าฝักใฝ่ฝ่ายใด…..อาจเป็นคนที่หวังต่อยอดกับผู้ที่ได้รับชัยชนะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็สามารถหาประโยชน์ได้ทั้งนั้น….หรือ..อาจจะเป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูงส่งซึ่งไม่อาจฝักใฝ่ฝ่ายใดจนทำให้ต้องสูญเสียต้นทุนทางสังคมที่ตนเคยมี…….ทุกคนล้วนมีจุดยืนและวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ในแบบฉบับของตัวเอง……

———-ในสถานการณ์ที่มีการแบ่งขั้ว (Polarization) นี้….“ความเป็นกลาง” มักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสนทนา หรือนำเสนอต่อสาธารณะแล้วแต่ระดับความแหลมคมของการต่อสู้…. “คนเป็นกลาง” มักจะถูกโอ้โลม และดึงไปเป็นพวก ด้วยกลวิธีต่างๆนา นา …ซึ่งมี 2 แนว….

———-แนวแรก…..ใช้ Positive Approach…..คือเน้นการนำเสนอในสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับ เช่น นโยบายโครงการ และมุ่งขายความหวังที่เป็นความต้องการร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ปลายทางของแนวนี้คือทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกดีกับตนเป็นสำคัญ เผชิญหน้าหรือโจมตีอีกฝ่ายเป็นรอง

———-แนวที่สอง…ใช้ Negative Approach….คือ เน้นการจี้จุดอ่อนของอีกฝ่าย สร้างความไม่ไว้วางใจ สร้างความน่าสะพึงกลัว และสร้างความเกลียดชัง ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ปลายทางของแนวนี้คือ ทำให้อีกฝ่ายตกต่ำ แล้วจะทำให้ตนเองสูงขึ้น เด่นขึ้น (ซึ่งจริงๆแล้วสูงเท่าเดิม) ในอดีตไม่จำเป็นต้องมีข้อเสนอใดๆเลยก็ได้

———-กลวิธี 2 แนวทางนี้…สอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม ทุกสื่อ ไม่ว่าแผ่นป้ายโฆษณา แผ่นพับ ใบปลิว การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน การโต้แย้งบนเวทีสาธารณะ การปราศรัยบนเวที ชุมนุมชน การสนทนาในสภากาแฟ การต่อโทรศัพท์พูดคุย หรือแม้กระทั่งการเขียนกระทู้ในห้องราชดำเนินแห่งนี้…..

———-“คนเป็นกลาง” ซึ่งก็คือ “ความคิดอิสระที่ไม่สังกัดขั้ว” ไม่มากก็น้อย ทุกคนล้วนมี “จริตทางการเมือง” ในแบบฉบับของตนเองทั้งสิ้น…ย่อมใช้ดุลยพินิจ สิทธิอัตวินิจฉัย เพื่อเลือกหรือไม่เลือกแนวที่หนึ่ง หรือแนวที่สองตามจริตทางการเมืองของตนเองได้

———-ธรรมชาติของ “คนไม่สังกัดขั้ว” มักรับรู้ทั้งสองฝ่าย หรือหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ทั้งสองฝ่าย โดยทั่วไป กลุ่มที่รับรู้ทั้งสองฝ่ายมักมีความเสี่ยงต่อการต้องไปสังกัดฝ่ายในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง….ในแง่นี้…. “คนไม่สังกัดขั้ว” ….กลุ่มนี้ยังเป็นเป้าหมายช่วงชิงของขั้วการเมืองโดยเฉพาะขั้วการเมืองที่มีดุลย์กำลังน้อยกว่า ส่วนคนที่หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ทั้งสองฝ่าย มักจะรักษาความเป็นอิสระของตนได้……

———-ในสถานการณ์ที่มีการช่วงชิงฝ่ายเป็นกลางนี้..เราจะพบเหตุการณ์ที่อ้างอิง ความเป็นกลางหลายรูปแบบโดยที่ไม่รู้ตัวและโดยจงใจดังตัวอย่างต่อไปนี้…

———-“ความเป็นกลาง ไม่ใช่เพิกเฉยต่อสิ่งที่ผิด”…..นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งพูดจากคนที่รู้สึกว่าตนมีต้นทุนทางสังคมสูง…ทุกฝ่ายเอาไปใช้อ้างอิงได้…ทุกฝ่ายสามารถตีความเข้าข้างตัวเองได้…พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น..ใครเอาไปพูดก็ทำให้ตัวเองดูดีได้ทั้งนั้น….ปัญหาอยู่ที่ว่า…หากเรื่องใดไม่ผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาลสถิตย์ยุติธรรม…แล้วสาธารณะชนคิดว่าผิด ด้วยอิทธิพลของสื่อ หรือ การทำงานแนว Negative Approach ….ของขั้วการเมืองหนึ่ง…….คำพูดประโยคนี้ ก็จะเป็นเครื่องมือตั้งข้อกล่าวหาให้กับคนเป็นกลางว่า… “ก็เห็นอยู่ว่ามันผิดใครๆเขาก็ว่าผิดกันเต็มท้องสนามหลวง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ว่าผิด..แล้วเอ็งเป็นกลางอยู่ได้ยังไง เอ็งก็ช่วยคนผิดหละซิ”…… และ อีกด้านหนึ่งอาจจะตั้งขอกล่าวหากับคนเป็นกลางว่า “ก็เห็นวีดีโอคลิปแล้วว่ามันหมิ่นในหลวงชัดๆ เอ็งมัวเป็นกลางอยู่ เอ็งก็ปกป้องคนผิดหละซิ”…….

กรณีแรก…ฝ่ายม็อบใช้กล่าวหาคนเป็นกลาง ด้วยมาตรฐานความผิดในจุดยืนตนเอง

กรณีหลัง…ฝ่ายต่อต้านสนธิใช้กล่าวหาคนเป็นกลางด้วยมาตรฐานความผิดในจุดยืนที่ตรงข้ามกัน

เห็นได้ชัดว่า…ในภาวะที่มีการแบ่งขั้ว…บรรทัดฐานของสิ่งดี-สิ่งเลว…สิ่งถูก-สิ่งผิด..สิ่งที่ควรยกย่อง-สิ่งที่ควรประณาม….มิได้เป็นไปตามบรรทัดฐานตามปกติของสังคม แต่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของขั้วการเมืองที่ตนสังกัด…เราจึงพบว่าการฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นสิ่งดี สิ่งถูกต้อง ควรยกย่อง ในทัศนะของฝ่ายที่ต้องการคว่ำบาตรการเลือกตั้งเป็นต้น…

———-มักจะได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ “ความเป็นกลาง ไม่มีในโลก” เรามักจะได้ยินประโยคนี้จากฝ่ายสังกัดขั้วการเมืองใช้พูดเพื่อชี้ชวนคนที่ถูกมองว่ายังเป็นกลาง เพื่อสร้างความสั่นสะเทือน สถานะความเป็นกลางของเขา มุ่งหวังให้คนเป็นกลางสนใจที่จะรับฟังฝ่ายตน

———-เรามักได้ยินประโยคนี้บ่อยๆเช่นกัน “พูดอย่างนี้ก็ฝักใฝ่ฝ่ายโน้นซิ ไม่เป็นกลางนี่หว่า” เรามักจะได้ยินประโยคนี้ จากฝ่ายสังกัดขั้วทางการเมือง เพื่อประณามคนที่มีสถานะทางสังคม หรือคนที่มีบารมีทางสังคม ในโอกาสที่เขาแสดงความคิดเห็นในเชิงที่ให้คุณ ให้โทษ ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง…

———-เรามักได้ยินประโยคนี้ “กรณีนี้..เราขอเป็นกลาง” มักจะเป็นคำพูดของคนที่สังกัดขั้วที่อยากถอนตัวออกมาจากขั้วนั้น เพื่อมาเป็นตัวของตัวเองจริงๆ หรือใช้ความเป็นกลางพักสถานะของตนชั่วขณะ เพื่อไปสังกัดอีกขั้วหนึ่งในเวลาที่เหมาะสม…..ที่แยบยลกว่านั้น…แสดงตนเป็นกลางไว้ก่อน ฝ่ายไหนชนะก็ค่อยแสดงตนเป็นฝ่ายนั้น

———-เรามักได้ยินประโยคนี้ “ผมพูดอย่างเป็นกลางนะ…ไม่เข้าใครออกใคร….” มักจะเป็นคำพูดของคนที่ต้องการสร้างสถานะการยอมรับจากทั้งสองขั้ว เพื่อแสดงบทบาทประนีประนอม หรือ หาประโยชน์จากช่วงจังหวะเวลาที่คนเรียกร้องหาคนกลาง (พี เน็ต คือกรณีตัวอย่างนี้)…

———-เรามักได้ยินประโยคนี้ “ในฐานะคนกลางนะ….ฝ่ายม็อบก็มีข้อดี….ฝ่ายทักษิณก็มีข้อเสีย…” มักจะเป็นพวกหาประโยชน์จากความเป็นกลาง ใช้สถานะความเป็นกลาง เพื่อต้อนคนเป็นกลางเข้าไปสังกัดฝ่ายตน …การแสแสร้งว่าเป็นกลาง ร้ายกาจยิ่งกว่าการแสดงตนสังกัดขั้วการเมืองมากนัก

———-วิธีการโน้มน้าวคนที่ถูกเรียกว่าฝ่ายเป็นกลางมีมากมาย…และดูเหมือนว่าแต่ละขั้วการเมืองต่างก็นำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ของฝ่ายตน

———-หากฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นกลาง รู้จักตนเองดีพอ ยืนยันความคิดอิสระที่ไม่สังกัดขั้ว และไม่ยอมให้ใครยัดเยียดความเป็นกลางให้ อีกทั้งไม่ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลาง
ความคิดอิสระที่ไม่สังกัดขั้วของคุณย่อมมีที่อยู่ ในสังคมนี้อย่างมีศักดิ์ศรีและสง่างาม ที่สำคัญคุณไม่ถูกเรียกว่าฝ่ายเป็นกลางอีกต่อไป…คุณคืออีกความคิดหนึ่งที่เป็นอิสระจากทุกขั้ว

Last Update : 29 สิงหาคม 2549 16:49:01 น.

Powered by ScribeFire.