เมื่อกล่าวถึงปัญญาชนเรามักหมายถึงคนที่ผ่านรั้วมหาวิทยาลัยมาแล้วและเมื่อนึกถึงชนชั้นกลางเรามักหมายถึงกลุ่มคนที่มีรายได้จากเงินเดือน ..แต่ถ้ามิใช่เราเรียกว่าผู้ประกอบการบ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระบ้าง…ในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตระบบการศึกษาก็มักจะเน้นการผลิตบุคลากรกลุ่มนี้เพื่อเป็นกำลังแรงงานให้แก่ภาคธุรกิจซึ่งต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ…ในด้านที่กลับกัน หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว..คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกที่จะหางานยาก ว่างงาน หรือ ถูกลอยแพ

หากพิจารณาเส้นทางเดินชีวิตของคนกลุ่มนี้ มักจะมีทางเดินคล้ายกันคือ ในวัยเรียนก็เดินเข้าออก ระหว่างบ้านกับสถาบันการศึกษา เมื่อเรียนจบก็มักจะเดินเข้าออกระหว่างบ้านกับที่ทำงาน บางครั้งก็ออกไปทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อนผอง น้อง พี่ เดินห้าง เข้าไปผ่อนคลายในสถานบันเทิงและหาโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติต่างจังหวัด หรือไปทัวร์ต่างประเทศบ้างตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละคน

พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสาร มาจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และการพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อน มีบ้างที่อ่านหนังสือ พ็อกเก็ตบุ๊ค และแมกกาซีนตามสไตล์ความชอบของแต่ละคน ..ประเด็นข่าวสารที่คนกลุ่มนี้เสพย์ติด มักจะเป็นเรื่องดารา นักแสดงเรื่องซุบซิบของคนดัง หรือคนในวงการ ไฮโซ….และมักจะถูกเรียกร้องความสนใจจากพาดหัวหนังสือพิมพ์ หรือ ข่าวร้อนประเด็นดัง ตามที่สื่อมวลชนเสนอและตั้งใจประโคมเพื่อให้ตลาดข่าวสารเกิดความกระหาย ใคร่รู้ ซึ่งหมายถึงยอดขายหรือรายได้ของสื่อนั่นเอง

หากพิจารณาทางเดินชีวิตของปํญญาชน ชนชั้นกลาง จะรับรู้เรื่องราวความเป็นไปของสังคมผ่าน กลุ่มเพื่อน คนใกล้ชิด บ้าน ที่ทำงานและสื่อโดยเฉพาะสื่อจะมีอิทธิพลต่อการรับรู้และสร้างทัศนะคติ ในทางบวกหรือลบต่อคนกลุ่มนี้ได้ง่ายมาก

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงภาพรวมโดยทั่วไป แต่ปัจเจกชนเลือกที่จะรับรู้ ข่าวสารตามความสนใจของตนเอง เลือกที่จะเชื่อ และมีปฎิกริยาตอบสนองไปในทางที่เห็นด้วย ยกย่อง สนับสนุน คัดค้าน ประณาม ตามแบบฉบับของแต่ละคนเช่นกัน….ตรงนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในอดีตขึ้นอยู่กับความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่สื่อมวลชนนำเสนอ ณ เวลานั้นๆ…

การเลือกที่จะรับรู้ เลือกที่จะเชื่อ และการมีปฏิกริยาตอบสนองต่อสถานการณ์นี่แหละ….เราเรียกว่า “จริต”.

ปัญญาชน ชนชั้นกลาง…มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ทีให้ความสนใจต่อข่าวเศรษฐกิจ สังคมอย่างต่อเนื่อง..คนเหล่านี้มีจำนวนมากเท่าไหร่ ที่เข้าใจความเกี่ยวข้องของนโยบายรัฐบาลกับวิถีชีวิตของตนเอง คนเหล่านี้มีจำนวนสักเท่าไหร่ที่รับรู้วิถีชีวิตของคนรากหญ้า ทั้งก่อนหน้านี้และปัจจุบันนี้..คนเหล่านี้มีสักเท่าไหร่ ทีเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มศักยภาพของคนรากหญ้า การเพิ่มกำลังซื้อ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กับการมีงานทำ กับการขึ้นเงินเดือน กับการได้ลดภาษี กับการได้เลื่อนตำแหน่ง กับการเพิ่มกำลังผลิต ขยายโรงงานหรือกิจการ…..มีสักกี่คนที่เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตตนเอง กับการส่งออก การท่องเที่ยว การไหลมาของเงินลงทุนจากต่างประเทศและมีสักกี่คนที่จะเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างดอกเบี้ย ค่างวดการผ่อนบ้าน ผ่อนรถของตนเองกับนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐ…..เชื่อว่ามีไม่มากนักหรอก

เมื่อพวกเขาไม่สามารถเชื่อมโยงในประเด็นดังกล่าวข้างต้นได้….. จริตทางการเมืองของพวกเขาส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากอิทธิพลของ…ข่าวลือ ข่าวซุบซิบ และสื่อโดยเฉพาะสื่อหากต้องการให้ปัญญาชน ชนชั้นกลาง รับรู้ คิด รู้สึก เกิดอารมณ์และมีปฎิกริยาต่อเหตุการณ์อย่างไร ปัญญาชน ชนชั้นกลางก็มักมีแนวโน้มไปในทิศทางนั้น….มีคนเคยกล่าวว่า “คนในกรุงเทพ และหัวเมืองใหญ่ไม่ยึดมั่นกับพรรคการเมืองไหนจริงจังหรอก มักขึ้นอยู่กับกระแส กระแสไปทางไหน คนกรุงเทพก็ไปทางนั้น” ผู้ที่สามารถก่อกระแส ใช้กระแส ก็มีแต่สื่อเท่านั้น….ส่วนปัญญาชน ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็เป็นได้แค่เหยื่อของกระแสที่มีการบริหารและกำกับโดยกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

จากการพิจารณาทางเดินของชีวิตและสภาพแวดล้อมดังกล่าว….จริตทางการเมืองของปัญญาชนชั้นกลางมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้…..

หนึ่ง……มีลักษณะอ่อนไหวต่อข่าวสารไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ ข่าวซูบซิบ หรือข่าวจากสื่อ แม้จะอ่อนไหวไม่เท่านักลงทุนในตลาดหุ้น แต่ก็ถือว่าอ่อนไหวรองลงมา….

สอง……การเชื่อ หรือไม่เชื่อข่าวสารแม้ว่าบางส่วนเกิดจากการวิเคราะห์หรือใช้หลักคิด ที่ผ่านการไตร่ตรอง แต่กระแสและตัวบุคคลอ้างอิงจะมีอิทธิพลมากกว่า

สาม……ปัญญาชน ชนชั้นกลางสามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ไม่ยากหากสื่อก่อกระแส และถ้ามีคนตกเป็นเหยื่อของกระแส แล้วไปก่อกระแสในกลุ่มเล็กๆก็จะเกิดกระแสเสริม หากมีกระบวนการใดจงใจให้เกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงแบบนี้…ยิ่งสามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ไม่ยากนัก

สี่………มีลักษณะโลเลทางการเมือง กล่าวคือปัญญาชนชนชั้นกลาง ไม่สามารถเชื่อมโยง นโยบายของรัฐกับวิถีชีวิตของตนเองได้ ทำให้ไม่เกิดความผูกพันและความรู้สึกสูญเสีย จึงสามารถเปลี่ยนใจสนับสนุน หรือ คัดค้านได้ ตามอิทธิพลของ กระแสและตัวแปรอื่นๆในเวลานั้น

ห้า…….มีลักษณะ หวาดระแวง สงสัย ไม่ไว้วางใจ ผู้มีอำนาจเป็นพื้นฐาน เพราะเขาเป็นชนชั้นกลางที่ต้องทำงานรับใช้และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่ามาโดยตลอด

หก……มีลักษณะยอมรับใคร ยกย่องใคร นับถือใคร ไม่ง่ายนัก…คู่ขนานกันไป ก็มีลักษณะ เขม่น และแสดงออกซึ่งความไม่พอใจโดยการวิพากษ์ วิจารณ์ พูดจาประชดประชัน กระแทกแดกดันในโอกาสที่เกิดความไม่พอใจขึ้นมา…

เจ็ด……ทนไม่ได้กับความไม่ in trend เพราะสังคมของปัญญาชนชนชั้นกลางอยู่ใต้อานัติสื่อ และความนิยมของกลุ่ม หากตนเองถูกมองว่าไม่ in trend ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขาจึงเป็นพวกที่มีแนวโน้มปรับตัวเข้ากับ trend ได้โดยง่าย

จริตทางการเมืองของปัญญาชน ชนชั้นกลาง….เป็นจริตที่ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงง่าย คล้ายดินน้ำมัน คงรูปใดรูปหนึ่งในเวลาสั้นๆ และพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นรูปอื่นได้ในเวลาไม่นานนัก หากสื่อมวลชนก่อกระแส มีข่าวลือ มีข่าวซุบซิบ มีบุคคลอ้างอิง มีสตอรี่……

ในสถานการณ์ปัจจุบัน…สิ่งที่น่ากลัวก็คือสื่อมวลชนสังกัดขั้วการเมือง…ก่อกระแสเกลียดชังมากกว่าการสร้างความเข้าใจ…หากปัญญาชนเสพย์สื่อเกินขนาด….ก็จะเกิดอาการเสียจริตทางการเมือง หรือไม่ก็เกิดอาการวิกลจริตทางการเมืองจนกู่ไม่กลับ……

Last Update : 29 สิงหาคม 2549 16:44:08 น.

Powered by ScribeFire.