นักวิชาการ, นักบริหาร (รัฐมนตรี+นักธุรกิจ), นักการเมือง, นักเคลื่อนไหวมวลชน (NGO + การเมืองภาคประชาชน) และสื่อมวลชน คือกลุ่มบุคคล 5 กลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประเทศ

สำหรับข้อเขียนนี้จะขอกล่าวเฉพาะนักวิชาการเป็นเบื้องแรก…..

นักวิชาการสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

———-กลุ่มแรก..ได้แก่นักวิชาการที่เข้าไปมีบทบาทในกลุ่มนักบริหาร นักธุรกิจ นักการเมือง นักสื่อสารมวลชน และนักเคลื่อนไหวมวลชน กล่าวได้ว่าโลกทัศน์(จุดยืน ทัศนะ วิธีการ)ของนักวิชาการกลุ่มนี้ได้ผสมผสานและค่อนข้างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกลุ่มที่ตนสังกัด…..

———-กลุ่มที่สอง ได้แก่นักวิชาการที่อยู่กับมหาวิทยาลัยทำหน้าที่สอนและทำวิจัยเป็นงานหลัก กล่าวได้ว่านักวิชาการกลุ่มนี้มีโลกทัศน์(จุดยืน ทัศนะ วิธีการ)ตามองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการที่ตนถนัดเป็นสำคัญ

เมื่อเราพูดถึงนักวิชาการเรามักพูดโดยรวม มิได้แยกแยะกลุ่มที่นักวิชาการสังกัดดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้เกิดการมองภาพแบบเหมารวมซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ดำรงอยู่…..

———-แต่ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ กลุ่มแรกหรือกลุ่มที่สอง..ต่างก็ทำหน้าที่วนเวียนในเรื่องเหล่านี้คือ…การค้นคว้าความเป็นจริงด้วยการวิจัย การใช้องค์ความรู้อรรถาธิบายปรากฎการณ์ต่างๆทางสังคม และการใช้ภูมิปัญญาเพื่อสร้างสรรค์ แก้ปัญหา หรือพัฒนายุทธศาสตร์ ตลอดถึงแนวทาง นโยบาย….

ความเป็นจริง……ได้มาจากการสังเกตุการณ์ความเป็นไปในสังคมและจากการวิจัย ทดลอง

องค์ความรู้………ได้มาจากการร่ำเรียน เช่นองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ องค์ความรู้ด้านรัฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย เป็นต้น…องค์ความรู้ก็คือความรู้ที่ถูกรวบรวมเป็นสาขาวิชาที่เป็น “องค์” แล้วนั่นเอง

ภูมิปัญญา……….ได้มาจากการวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางแก้ปัญหา สาขาวิชาการที่เป็น How to, Technology, การคิดค้นยุทธศาสตร์ แนวทาง นโยบาย ล้วนต้องใช้ภูมิปัญญาทั้งสิ้น
กล่าวโดยสรุป ภูมิปัญญาคือการแก้ไขปัญหาหรือการสร้างสรรสิ่งใหม่ที่ต้องพึ่งพา ไหวพริบ ปัญญา ความฉลาดของคน + การเข้าใจความเป็นจริง + การมีองค์ความรู้ที่เพียงพอ .

———-นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ ได้รับการรับรองจากปริญญาบัตรว่าเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ในสาขาใดสาขาหนึ่งที่ตนร่ำเรียนมา..และมักใช้องค์ความรู้นี้เป็นกรอบในการคิด….กล่าวคือ เอากรอบความรู้ที่ตนร่ำเรียนมาเป็นตัวตั้งแล้วเอาปรากฎการณ์ที่ตนสังเกตเห็นมาเป็นตัวเทียบหากปรากฎการณ์ต่างๆ อยู่ในกรอบองค์ความรู้ของตนเองก็สามารถยอมรับได้ แต่ถ้าปรากฎการณ์ทางสังคมไม่อยู่ในกรอบ หรือ อยู่นอกกรอบองค์ความรู้ของตนเองก็เป็นเรื่องที่จะต้องแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และมักจะขัดแย้งกับนักการเมืองและนักบริหารอยู่เป็นนิจ.

———-ทั้งนี้เพราะกรอบความคิดนักบริหารเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้งและเอาผลการดำเนินงานเป็นตัวเทียบ หากผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมายก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน กระบวนการ วิธีการทำงานบุคลากร งบประมาณ ตามแต่เหตุ.

———-ในขณะที่นักการเมืองเอาเรื่องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเป็นตัวตั้งและเอาความนิยมหรือคะแนนเสียงเป็นตัวเทียบ หากมีคะแนนเสียงไม่มากพอที่จะเข้าสู่อำนาจได้ก็ถือว่าล้มเหลว และกลับไปทบทวน ตัวบุคคล กลยุทธ ตลอดจน แนวทาง นโยบายทางการเมืองของตน.

ในแง่นี้….นักวิชาการ นักบริหาร และนักการเมือง จำต้องขัดแย้งกัน เพราะกรอบความคิดและตรรกะที่แต่ละฝ่ายใช้เป็นหลักยึดนั้น…แตกต่างกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น…ยกเว้นนักวิชาการที่สังกัดกลุ่มมักจะใช้จุดยืน ทัศนะ และวิธีการด้านต่างๆ ตามกลุ่มที่ตนสังกัด…..หากประชาชนเข้าถึงกรอบความคิดของบุคลในกลุ่มต่างๆเหล่านี้…ย่อมพิจารณาเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น

———-นักวิชาการของไทยทุกสาขารวมกัน มีผลงานวิจัยไม่ถึง 0.5 เรื่องต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่ายังแตกต่างกันมาก…และนี้คือตัวบ่งชี้ว่านักวิชาการไทยยังเรียนรู้ รับรู้ และเข้าใจความเป็นจริงรอบตัวน้อยมาก.

———-การที่นักวิชาการมีผลงานวิจัยน้อยนี่แหละคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้นักวิชาการแก่กล้าเฉพาะองค์ความรู้ แต่อ่อนด้อยด้านการทำความเข้าใจกับความเป็นจริงที่อยู่รอบตัว…และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้นักวิชาการอ่อนแอทางภูมิปัญญา กล่าวคือไม่สามารถใช้ องค์ความรู้ที่มีอยู่ประสานกับไหวพริบ ปัญญา ความฉลาดของตนบนพื้นฐานของการเข้าใจความเป็นจริง(ที่ได้จากการวิจัย)ได้อย่างเหมาะสมภูมิปัญญาของนักวิชาการไทยจึงดูเหมือนหยุดนิ่ง..ลอกเลียนต่างประเทศ..กระทั่งอนุรักษ์นิยมจนไม่สามารถยอมรับกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา…

———-นักวิชาการเป็นกลุ่มคนที่แทรกตัวอยู่ในหมู่นักธุรกิจ นักบริหาร นักการเมือง นักเคลื่อนไหวมวลชน และสื่อสารมวลชน….และถือว่าทำหน้าที่ในส่วนที่เป็นสมองให้กับคนกลุ่มต่างๆดังกล่าว…และยังทำหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะต้องเติบโตขึ้นมารับช่วงเพื่อดูแลสังคมในอนาคตในแง่นี้…นักวิชาการมีความสำคัญต่อการกำหนดชะตากรรมของประเทศไม่น้อยกว่านักบริหาร นักการเมืองและคนกลุ่มอื่นๆเลย…

———-แต่ถ้านักวิชาการ มัวแต่ “เป็นปลื้ม” กับองค์ความรู้ของตนโดยละเลย การค้นคว้า วิจัยทดลองความเป็นจริงของสังคม และไม่มีทิศทางพัฒนาภูมิปัญญาให้ก้าวหน้า ออกมาในรูปของยุทธศาสตร์ แนวทางนโยบายสาธารณะด้านต่างๆ…..นักวิชาการไม่เพียงปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกาภิวัฒน์ แต่ยังกลายเป็นพวกอนุรักษ์กลุ่มใหม่ และบางกลุ่มไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ถึงขั้น “ขวางโลก” ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอารยะขัดขืน หรือ อนาธิปไตย….

———-ในห้วงเวลา ที่สนธิ-จำลอง-พันธมิตร และเครือข่ายสนับสนุน เคลื่อนไหวกดดันให้นายกทักษิณลาออกนั้น…

…..มีนักวิชาการจำนวนมากได้หันหลังให้กับหลักการที่ทุกคนเคยเรียกร้องมาเมื่อเดือนพฤษภาคม’35 คือนายกมาจากการเลือกตั้ง มิใช่มาจากการแต่งตั้ง หรือขอนายกพระราชทาน…

…..ในห้วงเวลาดังกล่าวเช่นกันนักวิชาการจำนวนมากยอมรับการกดดันโดยไม่เสนอทางออกแก่สังคม พร้อมที่จะให้สังคมเปลี่ยนจาก “ภาวะเสถียร” ไปสู่ “ภาวะเสี่ยงภัย”…เพียงเพื่อให้นายกทักษิณลาออกเท่านั้น..

…..มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งออกมากระแทกแดกดัน เสียงส่วนใหญ่ของสังคมว่าเป็นเสียงที่ไร้คุณภาพซึ่งถูกพรรคการเมืองซื้อ…..คนส่วนใหญ่เป็นแม้กระทั่งเหยื่อของนโยบายประชานิยม

…..มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งยุยงส่งเสริมให้ประชาชนทำผิดกฎหมายภายใต้หลักการแห่งลัทธิอารยะขัดขืน เปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคมเสียใหม่ โดยเชิดชูพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างออกหน้าออกตา(คว่ำบาตรเลือกตั้ง และฉีกบัตรเลือกตั้ง) และเห็นการกระทำที่ถูก กฎ กติกา ตามระบอบที่เรายึดถือเป็นสิ่งอัปลักษณ์และสามานย์(การเลือกตั้ง)

…..แม้แต่วันนี้..นักวิชาการเหล่านี้ก็มิได้สำนึกและกลับตัวมายึดหลักการ ยังมีอาการตะแบงตามความถนัดของแต่ละคน….

———-ปรากฎการณ์เหล่านี้…ประชาชนตาดำๆต่างตั้งคำถามกันว่า….นักวิชาการไทย “สิ้นคิด” ได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ ? นักวิชาการไทย “เพี้ยน” ได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ? สภาพของนักวิชาการกลุ่มนี้ทำให้เราหดหู่ และมองไม่เห็นว่าพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาที่ใช้พัฒนาประเทศได้อย่างไร.

———-เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง…ในขณะที่พรรคไทยรักไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณนำเสนอนโยบาย ออกมามากมาย…แต่นักวิชาการเหล่านี้แทนที่จะทำการศึกษา วิจัยผลกระทบทางบวก/ทางลบ หรือพัฒนานโยบายแนวอื่นมาเทียบเคียงเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบแข่งขัน…เขากลับไม่ทำแต่กลับใช้วิธีเดียวกับที่พรรคเก่าแก่ใช้ นั่นคือ ดิสเครดิตนโยบายของรัฐบาลด้วยภาษาประดิษฐ์เช่น นโยบายประชานิยม นโยบายหว่านเงินหาเสียง คอรับชั่นเชิงนโยบาย…ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อกล่าวหาที่ยากจะพิสูจน์….

———-เมื่อนักวิชาการไม่มีข้อเสนอใดๆ ให้ประชาชนเทียบเคียง..ประชาชนก็ยังให้ความนิยมต่อพรรคไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่าพรรคการเมืองอื่น แม้ในยามที่ถูกกล่าวหา โจมตีอย่างรุนแรงที่สุดก็ตาม…พรรคการเมืองอื่นก็ดี, หัวหน้าพรรคการเมืองอื่นก็ดี, รัฐบาลพระราชทานก็ดี…ย่อมไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้….เพราะว่า…

———-การเมืองยุคต่อจากนี้ไป…แข่งกันที่วิสัยทัศน์ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา บุคลากรทางการเมืองที่มีฐานแห่งความสำเร็จในชีวิต และความน่าเชื่อถือด้านการบริหาร….

การเมืองไทยได้เข้าสู่ยุค Solution Base แล้วมิได้เป็นการเมืองยุควาทะกรรม อีกต่อไป

ยิ่งเป็นมิจฉาวาทะด้วยแล้ว…ยิ่งจะตกยุคไปกันใหญ่

Last Update : 26 พฤษภาคม 2549 8:36:24 น.