รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 มาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

———-ในเมื่อองคาพยพของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร…อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระกระแสรับสั่งต่อบุคลากรที่มีอำนาจสูงสุดของอำนาจตุลาการให้ถือเป็นธุระที่ต้องช่วยกันนำพาชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติ…โดยมีหลักยึดสำคัญ 3 ประการ คือ ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ, ความเป็นประชาธิปไตย และ ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้…

———-การรวมตัวและปรึกษาหารือของบุคลากรที่มีอำนาจสูงสุดของ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองจึงเกิดขึ้นและมีการวางกรอบทำงานร่วมกันโดยตั้งความหวังว่าจะสามารถแก้ไขวิกฤติชาติได้……

———-ท่านเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของประชาชนไทย และเป็นผู้ที่มีส่วนกำหนดอนาคตของสังคมไทย….ยิ่งไปกว่านั้น…ประชาชนจากทุกภาคส่วนและคู่กรณีที่ขัดแย้งกันได้หยุด หรือชลอโครงการทำงานตามปกติของตน เพื่อรับฟังว่าศาลที่เคารพทั้งหลายจะพาสังคมไทยให้พ้นวิกฤติด้วยแนวทางใด……และหลายฝ่ายต่างออกมา “ตั้งท่า” ยอมรับคำพิพากษาของศาลไม่ว่าจะออกมาถูกใจฝ่ายตนหรือไม่ก็ตาม..

———-หากพิจารณาจากการตั้งประเด็นที่ว่า…การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายนและการเลือกตั้งหลังจากนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ สุจริตยุติธรรมหรือไม่…..ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร..ผู้ทีมีส่วนได้ ส่วนเสีย ต้องเกิดความพอใจและไม่พอใจอย่างแน่นอน….แต่จะเก็บความพอใจและไม่พอใจไว้ในใจเพราะเคารพอำนาจศาล หรือ จะมีปฎิกริยา..เราก็มิอาจคาดผลได้

———-หากพิจารณากรณีที่ศาลปกครองพิพากษาให้ชลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายนไปก่อน..คำพิพากษานี้ก็ได้สะสมความพอใจและความไม่พอใจของคนบางกลุ่มไว้เรียบร้อยแล้ว….ที่แน่ๆศาลปกครองได้สร้างเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สภาไม่สามารถเปิดได้ภายใน 30 วัน ทำให้เกิดคำถามว่า ศาลปกครองมีส่วนทำให้กระบวนการดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญต้องมีอันหยุดชะงักไปหรือไม่และต้องมีใครเป็นผู้รับผิดชอบกับการที่ไม่สามารถเปิดสภาได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้! !

———-หากพิจารณากรณี กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของศาลปกครองที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง…นั่นคือปฎิกริยาที่ 3ศาลอาจคาดการณ์ไว้แล้วหรือมิได้คาดไว้แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ของ กกต.ซึ่งได้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ขึ้น..นั่นคือ..ความขัดแย้งขององค์กรอิสระได้เกิดขึ้นแล้วโดยมี กกต.ฝ่ายหนึ่ง กับ ศาลปกครองอีกฝ่ายหนึ่งและมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรรมการชี้ผิดชี้ถูก…ความขัดแย้งในขอบเขตทางการเมืองได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความขัดแย้งในขอบเขตขององค์กรอิสระเรียบร้อยแล้วหากยืดเวลาออกไป..คงมีหลายฝ่ายที่จะอ้างสิทธิและใช้สิทธิเช่นนี้ได้เหมือนกัน..

———-หากพิจารณาคดีความที่ได้ยื่นแก่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ โดยพรรคประชาธิปัตย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคดีอื่นๆ ซึ่งรอคำพิพากษาอยู่ในขณะนี้…ผลของการพิพากษา ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร…ก็จะสะสมความพอใจและความไม่พอใจของคนบางกลุ่มเพิ่มขึ้นมาอีกเมื่อผนวกเข้ากับการ “ตั้งธง” ของสื่อมวลชนที่ต้องการให้ศาลพิพากษาว่าการเลือกตั้งในเดือนเมษาทั้งหมดเป็นโมฆะ หรือ การยุบสภาเป็นโมฆียะและถ้าหากว่าผลออกมาตามที่สื่อมวลชนตั้งธงไว้….อำนาจตุลาการที่เป็นที่หวังของทุกฝ่ายในวันนี้…ย่อมมีส่วนสร้างความหม่นหมอง ความปวดร้าวลึกๆ ที่แอบซ่อนไว้โดยไม่มีใครกล้าปริปาก…เราคาดคะเนไม่ได้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…คือความสามัคคี หรือความร้าวลึกกันแน่….ชาติจะพ้นวิกฤติ หรือ เกิดวิกฤติที่มากกว่า ยาวนานกว่า และลึกซึ้งกว่า กันแน่….นับเป็นความท้าทายต่อสติปัญญา ความสามารถ ทีปรากฎอยู่เบื้องหน้าของ 3 ศาล ภารกิจอันทรงเกียรตินี้ตกอยู่บนบ่าของท่านแล้ว !

———-การต่อสู้ในศาล และการรอคอยผลการพิพากษาของศาล มีข้อจำกัดมากกว่าการดำเนินงานของอำนาจนิติบัญัติและอำนาจบริหารตรงที่..ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้และไม่มีกระบวนการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วทั้งประเทศ..ตรงนี้อาจเป็นได้ทั้งจุดบอดและจุดดีในเวลาเดียวกัน…..จุดบอดเพราะไม่สามารถสร้างความเข้าใจแก่คู่กรณีที่ขัดแย้งกันได้…จุดดีเพราะสังคมไทยยอมรับอำนาจศาลและก้มหน้าก้มตารับคำพิพากษาแม้จะสามารถสัมผัสถึงความยุติธรรมได้หรือไม่ก็ตาม……แต่…การก้มหน้าอดทนกล้ำกลืนของคนในชาติ มิว่าเกิดขึ้นจากอำนาจใดมักปรากฎผลคล้ายระเบิดเวลาเสมอ…

———-ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น….ล้วนเกี่ยวกับการยุบสภาและการเลือกตั้ง…ตลอดจนการสร้างเงื่อนไขใหม่ที่เหมาะสมแก่การปรับตัวใหม่ของทุกพรรคการเมืองให้เข้าสู่เส้นสตาร์ตใหม่โดยถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับได้จากทุกฝ่าย…(ถ้าความขัดแย้งใหม่ระหว่างองค์กรอิสระไม่ขยายตัวลุกลามจนไม่มีเอกภาพ)

———-แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นต้นเหตุสำคัญของความแตกแยกขัดแย้ง กระทั่งเป็นผู้โหมกระพือไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังให้ลุกลามไปทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดินไทย…มิได้อยู่ในกระบวนการวินิจฉัยของ 3 ศาลในครั้งนี้แต่อย่างใด….

…..แม้ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสนธิได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการแล้ว
…..แม้ว่าคดีคาราวานคนจนได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
…..แม้ว่าผู้สมัคร สว.ที่ฉีกบัตรเลือกตั้งในจังหวัดพิจิตรได้ถูกพิพากษาให้รับความผิดสมควรแก่โทษาณุโทษแล้ว
…..แม้ว่าคดีอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯผู้กล้าแห่งลัทธิอารยะขัดขืนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว
…..แต่คดีที่ศานุศิษย์ลัทธิอารยะแข็งขืนฉีกบัตรเลือกตั้งที่สงขลา นครศรีธรรมราชและที่อื่นๆยังสงบนิ่ง
…..คดีที่ยื่นโดยนายฉลาด วรฉัตรอันเกี่ยวกับการเป็นกบฎล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของแกนนำม็อบ..ยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ
…..คดีที่เกี่ยวกับการสบประมาท ใส่ร้ายป้ายสีให้แก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลบนเวทีพันธมิตรก็ยังมิได้สะสาง
…..คดีเกี่ยวกับการกีดขวางทางจราจรและคดีเกี่ยวกับการสร้างความสูญเสียต่อธุรกิจของสยามพารากอนและปิดล้อม กกต.อันเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น…..ก็ยังสงบนิ่งอยู่เช่นกัน

———-สังคมใดก็ตาม ที่ปล่อยปละละเลยให้คนส่วนน้อยมีพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย เยาะเย้ย ถากถางผู้รักษากฎหมายต่อหน้าต่อตาสื่อมวลชนซึ่งแพร่กระจายเรื่องราวแห่งการกระทำผิดกฎหมายไปทั่วประเทศหรือทั่วโลกได้….สังคมนั้นไม่มีวันได้พบกับคำว่า “สงบสุข”…เมื่อมีเหตุแห่งความไม่สงบสุขก็อย่าได้คาดหวังถึงความสามัคคีปรองดองและความสมานฉันท์ใดๆ…

———-กระบวนการยุติธรรมซึ่งเริ่มต้นจาก การตั้งข้อกล่าวหา การไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน การสั่งฟ้องศาล การพิจารณาคดีในขั้นตอนของศาลและการการพิพากษาคดี เป็นกระบวนการอันเป็นที่พึ่งของผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมมาช้านาน..หากกระบวนการยุติธรรมที่ว่านี้ไม่สามารถแสดงบทบาทอันพึงมีของตนได้…..ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ถึงอาการป่วยของสังคนในระดับใดระดับหนึ่งอย่างแน่นอน….

———-หากกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้กับพฤติกรรมผิดกฎหมายของคนเหล่านี้ได้…สังคมก็หวังพึ่ง “กฎแห่งกรรม” เป็นสิ่งสุดท้าย…หากสังคมมีระดับความอดทนต่ำ..ไม่อาจรอคอยผลของกฎแห่งกรรมได้….

—————“อารยะลงทัณฑ์”….คือคำตอบสุดท้าย—————

หมายเหตุ “อารยะลงทัณฑ์” เป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ gobabygo สมาชิกคนหนึ่งในห้องราชดำเนินนี้…อ่านเพิ่มเติมในกระทู้นี้ : http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4319746/P4319746.html

จดหมายเปิดผนึกถึง..ท่านผู้ใช้อำนาจตุลาการแก้วิกฤติชาติ

กราบเรียน ท่านผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตุลาการเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติที่เคารพ

———-หลังจากที่ประชาชนชาวไทยได้รับฟังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแด่บุคลากรชั้นสูงของผู้ใช้อำนาจตุลาการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 แล้ว ต่างก็น้อมรับใส่เกล้าและรู้สึกโล่งใจว่าประเทศไทยของเรามีแนวทางที่จะคลี่คลายภาวะวิกฤติทางการเมืองให้กลับคืนไปสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ทุกฝ่ายต่างตั้งความหวังและปวารณาตนที่จะยอมรับข้อวินิจฉัยของศาลโดยดุษณี

———-เมื่อศาลปกครองได้วินิจฉัยให้ชลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายน 2549ไว้ก่อน ตามคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทุกฝ่ายก็ปฎิบัติตามโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งภายหลังจากนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และให้ กกต.หารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ทุกฝ่ายต่างก็น้อมรับและมีความเห็นร่วมกันว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของการใช้ กติกาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ได้ให้ความร่วมมือเข้าประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายรับได้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายควรจะร่วมกันปฎิบัติตามได้

———-แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เมื่อเลขาฯศาลได้อ้างถึงฝ่ายวิชาการศาลออกมาให้สัมภาษณกับสื่อมวลชน โดยเสนอแนะให้ กกต.เสียสละ ลาออกจากตำแหน่งและศาลจะดำเนินการสรรหากรรมการการเลือกตั้งใหม่ ให้มากำกับดูแลการเลือกตั้งครั้งต่อไปให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากข้อกล่าวหาใดๆต่อ การบริหารงานของกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งน่าที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

———-ท่านทั้งหลายโปรดทราบว่า ความคิดเห็นต่อไปนี้มิใช่เป็นการปกป้อง และยื้อการดำรงตำแหน่งของ กกต.ชุดปัจจุบันที่ยังเหลืออยู่ เพราะตราบใดที่ระบบยังคงมีและดำเนินไปได้ ตัวบุคคลจะเปลี่ยนไปกี่สิบครั้งก็ไม่ทำให้สังคมไทยโดยรวมเกิดความเสียหาย ประการต่อมา การแสดงความคิดเห็นต่อไปนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ปกป้องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายของ อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ที่ยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน ข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนความเคารพ ความปรารถนาดี ต่อสถาบันที่ใช้อำนาจตุลาการทั้งปวง เราในฐานะปวงชนชาวไทย(ส่วนหนึ่ง) ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นดังต่อไปนี้.

…ท่านผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตุลาการเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติ ควรเรียกประชุมผู้ที่รักษาการการใช้อำนาจอธิปไตย ทั้งสามอำนาจและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือ เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศชาติ โดยปราศจากอคติ และหลีกเลี่ยงการสื่อสารระหว่างองค์กรทางสื่อมวลชน เว้นเสียแต่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงมติ ของที่ประชุมให้แก่ปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้รับทราบ

…ให้ที่ประชุมตามข้อหนึ่งจัดทำแผนแก้ไขวิกฤติชาติให้เสร็จโดยเร็วและชี้แจงรายละเอียด ขั้นตอนการปฎิบัติให้ปวงชนชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้รับทราบ หากมีความจำเป็นต้องลงประชามติก็ให้ลงประชามติ เพื่อให้ปวงชนชาวไทย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

…หากท่านผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตุลาการเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติมีความเห็นว่าจะต้องดำเนินการ พิพากษา หรือวินิจฉัย ให้ใครอยู่ในตำแหน่ง หรือ ออกจากตำแหน่ง ควรใช้วิถีแห่งกระบวนการยุติธรรม มิใช่ วิถีแห่งกระบวนการทางการเมือง โดยมีสื่อมวลชนเป็นกลไกการทำงาน มิเช่นนั้น ท่านผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตุลาการเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง เห็นว่า อาจจะไม่เป็นธรรมและเป็นห่วงถึงการใช้อำนาจของท่าน

…เราเชื่อว่า หากท่านดำเนินการโดยอิงการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามข้อเสนอสามข้อข้างต้น ประชาชนที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายสามารถยอมรับได้ นอกจากจะไม่ปฎิเสธแผนการดำเนินงานของท่านแล้ว ยังจะยกย่อง สรรเสริญต่อการให้เกียรติ ให้คุณค่าแก่ปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

———-พวกข้าพเจ้าตามรายนามแนบท้ายนี้ ขอกราบอภัยอย่างสูงหากมีถ้อยคำใดกล่าวล่วงเกิน หรือแสดงถึงความไม่เคารพต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของท่าน แต่โปรดเข้าใจว่าพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย นอกจากจะไม่มีเจตนาร้ายแล้ว ยังให้ความเคารพ ยำเกรงและตั้งความหวังให้ท่านเป็นที่พึ่งสุดท้าย

———-จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ควรมิควรแล้วแต่ท่านจะวินิจฉัย

grassroot

สมาชิกชุมชนห้องราชดำเนิน แห่งพันทิพ ดอท คอม

Last Update : 28 พฤษภาคม 2549 15:07:10 น.