ส่วนที่ 1 เนื้อข่าว

ปฏิญญาฟินแลนด์ที่ถูกกล่าวขานถึง เริ่มจากนายโสภณ สุภาพงษ์ รักษาการ ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวในวงเสวนาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อวันเสาร์

ระบุว่าเป็นแนวคิดผู้ก่อตั้งไทยรักไทยโดยเฉพาะบุคคลที่เคยเข้าป่าหรือคนเดือนตุลา ซึ่งปฏิญญานี้เขียนขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2542 มีเป้าหลายหลัก 5 ประการคือ 1.ยึดรากหญ้า 2. ใช้ทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ 3. จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว 4. รื้อระบบราชการทั้งหมด 5. ต้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์เหลือเพียงสัญลักษณ์ทางพิธีกรรม

นอกจากนี้ นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ และนายคำณูนสิทธิสมาน คอลัมนิสต์ ได้เขียนถึงเรื่องดังกล่าวลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน

ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มจุฬาเชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย และสหพันธ์องกรผู้บริโภค ได้จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิกฤตน้ำมันใครได้ใครเสีย”โดยนายโสภณ สุภาพงษ์ รักษาการ ส.ว.กทม. ซึ่งร่วมเสวนาเวยได้เปิดโปงถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง

นายโสภณกล่าวว่าปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการเปิดโปงยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เกิดเมื่อปี 2542 มีนายทุนทางการเมืองคนหนึ่งอยากตั้งพรรคการเมืองมาก เพื่อวางแผนปกครองประเทศไทย นายทุนคนนี้ได้คุยกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและมีประสบการณ์การเคลื่อนไหวด้านมวลชน การคุยมีขึ้นที่ฟินแลนด์ ซึ่งนักเคลื่อนไหวที่อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนนี้ได้นำเรื่องมาคุยกับเพื่อนฝูงเกือบ 200 คน แต่ทั้ง 200 คนไม่เห็นด้วยกับเขาเพราะมองว่าเป็นเรื่องของการทุจริตไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ ซึ่งมี 5 เรื่องคือ

1. การได้อธิปไตยจากรากหญ้านำมาซึ่งมาซึ่งพลังอำนาจทางการเมือง ข้อนี้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ใช้หลักการเดียวกับคอมมิวนิสต์ แต่พรรคคอมมิวนิสต์เอาอุดมการณ์เข้าแลก แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มปฏิญญาฟินแลนด์ แลกอธิปไตยจากรากหญ้าด้วยทุนและเงินงบประมาณ เพื่อให้ตนเองได้คะแนนเสียงขึ้นมาเท่ากับแปรอธิปไตยจากรากหญ้าให้เป็นอธิปไตยของตนเอง ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. การได้มาซึ่งทรัพย์สินของประเทศเพื่อประโยชน์ตนเองโดยกลุ่มปฏิญญาฟินแลนด์เมื่อตั้งพรรคขึ้นมาแล้ว ก็พยายามแปลงทรัพย์สินสาธารณะเข้าตลาดหุ้นให้คนกลุ่มเดียวได้ประโยชน์การปฏิบติเช่นนี้สอดคล้องกับการทำงานของมวลชนของบุคคลที่เคยเคลื่อนไหวในพรรคคอมมิวนิสต์

3. มีการตั้งจุดประสงค์ให้พรรคการเมืองเดียวมีความเข้มแข็ง เป็นความคิดของซ้ายจัด หากมีพรรคการเมืองเดียวเกิดขึ้น การจัดการจะง่ายขึ้น ความเป็นเอกภาพง่ายขึ้น และมองว่าการตั้งพรรคการเมืองพรรคเดียวสำเร็จ ก็จะแปรรูปพลังของประชาชนและข้าราชการมาสู่อำนาจของตนในรูปแบบซีอีโอ โดยจะสถาปนาตนเองคล้าย ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

4. รื้อระบบราชการทั้งหมด ให้เปลี่ยนความภัคดีที่ต้องเป็นข้ารับใช้ราชการ มาเป็นข้าที่ภัคดีต่อซีอีโอ เพราะขณะนี้บัตรข้าราชการและบัตรประชาชนไม่มีตราครุฑประทับอยู่บนบัตรแล้ว การเปลี่ยนในลักษณะนี้ทำให้ผลประโยชน์ตกแก่ตนจำนวนเล็กๆ ทำลายคุณค่าของประชาชนทั้งประเทศ อยากเตือนหลายฝ่ายว่าอย่าลืมพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่นายสุเมธ ตันนิเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ว่าอาชีพของพระองค์คือข้าราชการ

5.เขาจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ ให้ข้าราชการขึ้นตรงต่อซีอีโอ แล้วสถาปนาเงินเป็นศาสนาใหม่ โดยคิดว่าถ้าใส่เงินเข้าไปทุกคนก็จะเคารพ

“เมื่อเชื่อมโยงเข้ามาสู่ราคาน้ำมันการบริหารจัดการในการกำหนดราคาน้ำมันก็คือ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐและชาวต่างชาติ ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากบริษัทน้ำมันเหล่านั้น โดยใช้อำนาจรัฐในรูปทรัพย์สินแจกประชาชน และนำตัวเองเข้ามาถือหุ้นเป็นประธานบริษัทและเข้าข่ายปฏิญญาฟินแลนด์ 2542 คนเช่นนี้ ไม่รักชาติไม่เห็นประโยชน์ประชาชนฉะนั้นเราต้องตีแผ่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ” นายโสภณกล่าว


ส่วนที่ 2 คำถามจากเนื้อข่าว

เรื่องจากข่าวที่ถูกนำเสนอนี้..ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย

—–1)สาระสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์ 5 ประการ” นั้น มีแหล่งที่มาอย่างไร สามารถอ้างอิง ตัวตนและพิสูจน์ความมีอยู่จริงได้หรือไม่

—–2)เนื้อหาที่ โสภณ สุภาพงษ์นำมาเสนอ อ่านดูไม่มีส่วนคล้ายกับภาษาทางการเมืองของ ไทยรักไทยเลย แล้วต้นฉบับของปฏิญญาฟินแลนด์ กล่าวไว้ว่าอย่างไร ไม่ต้องแสดงสำเนาก็ได้ ขอทราบเพียงถ้อยคำใน ปฏิญญาดังกล่าวนั้นก็พอ

—–3)เหตุใดกลุ่มบุคคลที่ โสภณ สุภาพงษ์อ้างถึงต้องเดินทางไปร่างปฎิญญาดังกล่าว…ถึงประเทศฟินแลนด์ ทำไมไม่ร่างในประเทศไทยซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาก

—–4)พอจะหาหลักฐานได้ไหมว่า ในปี 2542 บุคคลที่กล่าวถึงได้ไปประเทศฟินแลนด์กันจริงหรือไม่ และมีใครบ้าง

—–5)หากเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2542 เหตุใดถึงมาปูดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทำไมไม่ปูดขึ้นมาก่อนหน้านี้

—–6)สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองและสถานะของพรรคไทยรักไทยในปี พ.ศ. 2542..เอื้ออำนวยให้คิดถึงเรื่องพวกนี้หรือไม่..

—–7)“นักเคลื่อนไหวที่อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนนี้” ที่ไปคุยกับเพื่อนฝูง 200 คนนั้น….เขาเป็นใคร ….และเพื่อนอีก 200 คนมีใครบ้าง..เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร

—–8)ก็ในเมื่อ โสภณบอกว่า “นักเคลื่อนไหวที่อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” เป็นผู้เสนอร่างปฎิญญา แต่เหตุใดคอมมิวนิสต์จึงเสนอให้ “ใช้ทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ” ทำไมไม่เสนอเศรษฐกิจสังคมนิยม หรือ เสนอให้เป็นประเทศบริวาณของประเทศจีน..พวกเขาเป็น คอมมิวนิสต์ประเภทไหนกัน..

—–9)ในประเทศไทยเมื่อปี 2542 ..มีคนกล้าที่จะนำเสนอความคิดที่จะบั่นทอนหรือดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อหน้าคน 200 คน โดยที่ไม่เป็นข่าวเลย ได้จริงหรือ

—–10)ในเมื่อ โสภณ สุภาพงษ์ บอกว่า คน 200 คนไม่มีใครเห็นด้วยแล้วเหตุใดคน 200 คน ถึงได้เงียบกริบ ทั้งๆที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์…หากเป็นความจริง โสภณ สุภาพงษ์ ต้องรับผิดชอบและลากคอคนเหล่านั้นเข้าคุกให้ได้ใช่ไหม เหตุใดถึงไม่ทำ ทำไมต้องปกป้องคนคิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

—–11)หากพิจารณาสาระสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์ 5 ประการ” เป็นรายข้อ เทียบเคียงกับ สถานการณ์ปี 2542 และ เหตุการณ์หลังจากนั้น…มีความสอดคล้องและสมเหตุสมผลเพียงใด..

ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ในบางแง่มุม

———-ประเด็นแรกที่ควรนำมาวิเคราะห์คือ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมือง ฐานะที่เป็นจริงของพรรคไทยรักไทย ในปี 2542 เป็นอย่างไร และไทยรักไทยในปีนั้นได้นำเสนอสิ่งใดให้แก่สังคม หากเอาปี 2542 เป็นปีฐานของการวิเคราะห์ โดยมองทั้งก่อนและหลังปี 2542 จนถึงปัจจุบัน เราจะพบว่า:-

———-ปี พ.ศ.2542 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ในเวลานั้น เรายังมีพรรคการเมืองที่มี สส.ในสภาหลายพรรค เช่น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ชาติพัฒนา ความหวังใหม่ เสรีธรรม มวลชน และกิจสังคม ประเทศไทยเพิ่งใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 ผ่านไปแค่2 ปี พรรคไทยรักไทยก่อตั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เพิ่งดำเนินงานได้เพียงปีเศษๆ ครึ่งปีหลังของปี 2541 กิจกรรมทางการเมืองของไทยรักไทยแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถามคนในชนบทยังไม่รู้จักพรรคไทยรักไทย คนชนบทในปี พ.ศ. นั้น ยังเข้าใจว่าไทยรักไทยคือบริษัทประกันชีวิต

———-ปลายปี 2541 ไทยรักไทยเพิ่งจัดตั้งคณะทำงานด้านนโยบาย ซึ่งในขณะนั้น นายธารินทร์ แก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยมุ่งแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและปฏิบัติตามคำแนะนำของ IMF โดยไม่ใส่ใจต่อ ภาค Real Sector เลย ขณะที่ไทยรักไทยเริ่มค้นพบว่าทางรอดที่จะแก้วิกฤติเศรษฐกิจคือต้องส่งเสริม ธุรกิจ SME ด้วยการนำเสนอของ พันธ์ศักดิ์ วิญรัตน์

———-ตลอดปี 2542 ไทยรักไทย มุ่งขายแนวความคิด SME อย่างขนานใหญ่ เพราะคิดว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง มีจำนวนมากและน่าจะเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนพรรคไทยจากนโยบายนี้…ตลอดปี 2542 ไทยรักไทย มองเห็นแต่ นโยบาย SME และผู้ประกอบการ ขนาดเล็กและขนาดย่อมเป็นเป้าหมายทางการเมืองของตน..หาใช่คนรากหญ้าไม่ ไทยรักไทยเวลานั้นยังเรียนรู้และเข้าใจคนรากหญ้าไม่ดีพอ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ

———-กลางปี 2542 ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะเจ้าของสวนส้มปลอดสารพิษ อดีตนิสิตคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีประวัติการต่อสู้กับเผด็จการในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เดินเข้าไปพร้อมกับข้อเสนอนโยบายด้านเกษตร และนั้นคือจุดเริ่มต้น ที่ ไทยรักไทยเริ่มจัดทีมศึกษาปัญหาของเกษตกรอย่างจริงจัง

———-ต้นปี 2543 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพบกับผู้นำในหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ระดมความคิดเห็นจากตัวแทนชาวบ้าน ตามภาคต่างๆ การค้นพบที่สำคัญคือการดำรงอยู่ ของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เมื่อประกอบกับความคิดของ สุวิทย์ คุณกิตติ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมในเวลานั้น ได้พัฒนาแนวคิดกองทุนหมู่บ้านมาระดับหนึ่งแล้ว จึงกลายเป็นแรงดลใจที่สำคัญของ “กองทุนหมู่บ้าน” และได้พัฒนาเป็น นโยบายของไทยรักไทย ในครึ่งปีหลัง ของปี 2543 แต่คนส่วนใหญ่ในเวลานั้น คิดว่าเป็นนโยบายเพ้อฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในพรรคประชาธิปัตย์ แม้กระทั่งคนในชนบทก็ยังไม่เชื่อแค่รู้สึกว่าถ้าทำได้ก็ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นักวิชาการและปัญญาชนในเมืองหลวงซึ่งไม่เชื่อว่าจะทำได้ตั้งแต่ต้น…

———-ในความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้าเพิ่งให้การยอมรับพรรคไทยรักไทย หลังจากที่เขาได้พิสูจน์แล้วว่า “ทักษิณทำตามที่พูด” ส่วนไทยรักไทยเพิ่งรับรู้ว่า คนรากหญ้าคือฐานทางการเมืองที่ไม่ควรมองข้าม หลังจากที่ชาวรากหญ้าแสดงความพอใจ ต่อนโยบายของตนหลังจากที่เป็นรัฐบาลไปแล้ว…มิใช่แผนการหรือเป้าหมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แต่อย่างใด…

———-การที่โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 ต่างป่าวประกาศ ว่าไทยรักไทย ยึดรากหญ้าโดยมีความคิดนี้ตั้งแต่ปี 2542 นั้น…ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ถึงขั้นเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ตามที่ตนอยากจะเขียนเลยทีเดียว…

———-ในประเด็นที่เกี่ยวกับการเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวแบบพรรคคอมมิวนิสต์ หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงของสถาณการณ์ทางการเมืองไทยในช่วงปี 2542-ปัจจุบัน..แค่เวลาเพียง 6 ปี ผู้คนจำนวนมากคงจำเหตุการณ์กันได้…พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร ได้เห็นแบบอย่างประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วทั้งปวง ต่อสู้ขับเคี่ยวกันด้วยแนวทางนโยบาย เช่น ในอเมริกา ขับเคี่ยวกันระหว่าง รีพับลิกัน กับเดโมแครต อังกฤษ ระหว่างเลเบอร์กับคอนเซอร์เวทีฟ…และต้องการให้การเมืองไทยพัฒนาหรือยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง จึงเริ่มใช้นโยบายการเมือง 2 ขั้วโดยเชิญชวนพรรคการเมืองอื่นๆที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้มารวมกัน (มีเหตุผลจากกลไกของรัฐธรรมนูญด้วย)

———-และนั่นคือที่มาของการยุบรวม พรรคความหวังใหม่ เสรีธรรมและชาติพัฒนาเข้าเป็นพรรคเดียวกันกับพรรคไทยรักไทย เพราะนักการเมืองในเวลานั้นต่างมองเห็นว่า ถึงเวลาที่ต้องสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และใช้เสถียรภาพทางการเมืองไปพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถึงจะก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ นอกจากพรรคไทยแล้วไม่มีพรรคไหนที่โดดเด่นในเรื่องนโยบาย..ความเข้มแข็งด้านการนำ และปัจจัยอื่นๆที่แวดล้อมการต่อสู้ทางการเมือง…มิใช่ความคิดพรรคเดียวแบบพรรคคอมมิวนิสต์ตาม ที่ โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 กล่าวหา…หากไทยรักไทยจะเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวย่อมไม่ได้เกิดจากความจงใจ แต่เกิดจาก ความอ่อนแอ ความล้าหลัง และความไร้ประสิทธิภาพของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหตุผลสำคัญ

———- โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 …เรียนรู้วิธีการบิดเบือนและเชื่อมโยงเหตุการณ์จากพรรคประชาธิปัตย์…แต่วันนี้พวกเขาได้ใช้วิธีการนี้ลึกล้ำ จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องเรียกพี่ไปเสียแล้ว…

———-สำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นนโยบายที่ถูกกระตุ้นอย่างแรงในยุค อานันท์ ปันยารชุน และพัฒนาต่อมาในยุค พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล แต่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลทั้งสอง ไม่มั่นคงพอที่จะทนทานต่อแรงเสียดทานจากแรงต้านได้..จนกระทั่งได้กลายเป็นข้อตกลง WTO ที่ทุกประเทศต้องถือเป็นนโยบายและต้องปฎิบัติตาม มันเป็นทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ที่ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่อาจดูเบาและละเลยได้….มิได้ขึ้นกับเจตนารมณ์ของพรรคการเมือง รัฐบาล ผู้นำ และประชาชนในประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างโดดๆเหมือนเมื่อก่อน…

———-โสภณและใครๆสามารถตั้งข้อกล่าวหาว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือกระบวนการแปลงทรัพย์สินของรัฐ ของประชาชนเป็นทรัพย์สินของนักการเมือง และเชื่อมโยงการบริหารราคาน้ำมันให้เป็นเรื่องเดียวกับเรื่องนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถกล่าวหาได้…

———-แต่โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 ต้องพิสูจน์เรื่องนี้ให้แจ่มชัด และต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เอาคนเหล่านั้นมาลงโทษให้ได้ มิเช่นนั้น พวกคุณก็ไม่ผิดกับพวกฉวยโอกาสที่ อาศัยความคลุมเคลือ สร้างจิ๊กซอ เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆตามจินตนาการเพียงหวังผลทางการเมือง และมุ่งหมาย ใส่ร้าย ทำลายผู้บริสุทธิ์ โดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆ

———-ส่วนการปฎิรูประบบราชการ ได้ริเริ่มกันตั้งแต่รัฐบาลชวนและมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกเวลานั้น เป็นประธานคณะทำงาน..แต่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชวนไม่เพียงแต่ไม่เสถียรพอ แต่ต้องพึ่งพาระบบราชการเต็มร้อย รัฐบาลชวนจึงไม่แข็งพอ ไม่เก่งพอ ไม่กล้าพอ และไม่เร็วพอที่จะตัดสินใจทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง….

———-ส่วนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงระบบการนำในระบบราชการให้เป็นแบบ CEO นั้น ก็คือการสร้างกระบวนการใหม่ ที่ต้องการให้ผู้นำกล้ารับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ และมีอำนาจดำเนินการที่สูงขึ้นเพื่อปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของภาคเอกชนตลอดจนสภาพแวดล้อมจากการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งต้องการประสิทธิภาพ เท่าๆกับความฉับไว อีกทั้งปัญหาของประชาชนในชนบทมีมากมาย ทั้งความแห้งแล้ง ความหนาวเหน็บ น้ำท่วม พายุ ภัยพิบัติ โรคระบาด และปัญหาอื่นๆอีกมากซึ่งต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในจังหวัด มิใช่รอคอยรัฐบาลจากส่วนกลาง

———-ไม่น่าเชื่อว่า..โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 ไม่เข้าใจเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ หากไม่เข้าใจจริงๆ ควรซื้อเทปของสนธิก่อนเดือน พฤษภาคม 2548 มาฟัง เพราะสนธิอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้คนทั้งประเทศเข้าใจได้….เหตุใดกลับกลายเป็นว่าสนธิและพรรคพวกกลับไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เสียเอง

———-ประการสุดท้ายเรื่องใหญ่มาก….ปฎิญญาฟินแลนด์ข้อ 5. “เขาจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ ให้ข้าราชการขึ้นตรงต่อซีอีโอ แล้วสถาปนาเงินเป็นศาสนาใหม่ โดยคิดว่าถ้าใส่เงินเข้าไปทุกคนก็จะเคารพ”

———-โสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 ต้องรับผิดชอบกับข้อกล่าวหานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากคุณรู้ว่ามีผู้ใดคิดและกระทำการเช่นนี้ คุณต้องดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านั้นให้ถึงที่สุด คุณต้องเปิดเผยตัวคนเหล่านั้นออกมาให้สังคมได้รับรู้….มิเช่นนั้นคุณอาจกลายเป็นผู้ปกป้องกลุ่มบุคคลที่มุ่งทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทยทั้งประเทศ..

ส่วนที่ 4 บทสรุป

———-หากไทยรักไทยรสามารถกระทำการได้ตามปฏิญญาที่ร่างไว้ได้จริง…เราขอเสนอให้พรรคไทยรักไทย เพิ่มปฎิญญาอีกสักข้อ คือดำเนินการส่งตัวโสภณ สุภาพงษ์และเครือข่ายมาตรา 7 ทุกคนเข้าโรงพยาบาลศรีธัญญา ฐานที่มีความบกพร่องด้านการรับรู้ และอยู่กับภาพหลอน ถึงขั้นวิกลจริตทางการเมืองสมบูรณ์แบบไปแล้ว.

Last Update : 6 มิถุนายน 2549 12:11:25 น.