เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ คืนสู่อำนาจ กลับมาเป็นรัฐบาล

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพันธมิตรคือ ตัดวงจรทางการเมืองของ “ทักษิณ” และ ทรท.

การตัดวงจรทางการเมืองของทักษิณ เป็นหมุดตัวหนึ่งของ Road Map คืนสู่อำนาจของ ปชป.

เมื่อสภาพแวดล้อมทางการเมืองเกื้อหนุน สื่อมวลชนเป็นใจ โอกาสล้มทักษิณแล้วคืนสู่อำนาจ ก็มาถึง

ยุทธการ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” จึงเกิดขึ้นในหลายแนวรบ หลายภารกิจ ด้วยแผนการ 4 จังหวะก้าว

———-ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา…ประชาธิปัตย์เปลี่ยน หัวหน้าพรรคไปแล้ว 3 คน รูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผม ถึงกับแตกหักมาแล้ว 2 ครั้ง เข้าสู่สมรภูมิการเลือกตั้งในระดับต่างๆมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังมองไม่เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพียงแต่สามารถรักษาฐานทางการเมืองในภาคใต้และกทม.(บางเขต)ไว้ได้ …คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า หากทักษิณและ ทรท. ยังบริหารประเทศโดยออกนโยบายใหม่ๆ มิได้หยุดหย่อนเช่นนี้…จะทำให้ประชาชนนิยมทักษิณมากขึ้น และ ทรท.ก็จะเข้มแข็งขึ้น…ไม่เพียงแต่จะทำให้พื้นที่ทางการเมืองของ ปชป. หดแคบลงเท่านั้น..เป็นไปได้ว่า ที่ยืนก็อาจจะไม่มี…..

———-ทักษิณและไทยรักไทยจึงเป็นคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งที่สุด สร้างความอัปยศ อดสูให้แก่ปชป.มากที่สุด และทำให้ปชป.สะสมความเจ็บแค้นในฐานะผู้แพ้รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมาจนอายุครบ 60 ปี

———-ครั้นจะต่อสู้กับ ทรท.ด้วยการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ตามแบบ ทรท. นอกจากเป็นแนวทางที่ ปชป.ไม่ถนัดแล้ว อาจเป็นการเล่นตามเกมที่ ทรท.เป็นผู้กำหนด…..ในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ก็กลับไปสู่เกมที่ตนถนัดและเป็นผู้กำหนดเกมเสียเอง…..นั่นคือ การทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองให้มีภาพลักษณ์ตกต่ำที่สุด..แล้วภาพลักษณ์ที่โดดเด่นก็จะตกอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอัศวินผู้เปิดโปงความชั่วร้าย ของพวกโกงบ้านโกงเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในสายตาของประชาชน ……แล้ว….ยุทธศาสตร์คืนสู่อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ก็ปรากฎเป็นรูปเป็นร่างขึ้น…

หนึ่ง…..สภาพแวดล้อมทางการเมืองเอื้ออำนวยอย่างยิ่ง

———-พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลายครั้ง แต่ไม่ปรากฎผลทางการเมืองตามที่ ปชป.ต้องการ จนกระทั่งเกิด กรณี CTX ทำให้ฐานะผู้เปิดโปงการทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่ชื่นชอบอีกครั้งหนึ่ง คู่ขนานกับการปรากฎตัวของกลุ่มเอกยุทธ ที่มุ่งโค่นล้มทักษิณภายใต้คำขวัญ “ทวงคืนประเทศไทย” เมื่อปลายปี 2547 ผนวกเข้ากับการปรากฎตัวของเวที “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ที่สวนลุมของสนธิ ลิ้มทองกุล คู่ขนานกับการเคลื่อนไหว ของ สว.กลุ่มเจิมศักดิ์ และนักวิชาการในสังกัด…ทำให้หน้าสื่อเริ่มมีสีสรรของการวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณและ ทรท.ชัดเจนขึ้น และเป็นเหตุให้กลุ่มไล่ทักษิณเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างประปราย….

———-จนกระทั่งเกิดกรณี Grammy ซื้อหุ้น นสพ.มติชน…สื่อมวลชนเริ่มหนุนกระแสสนธิ กลุ่มไล่ทักษิณ เติบโตขึ้นจากตัวเลขผุ้เข้าร่วม เวทีสวนลุม ของสนธิ…..ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ ข้อกล่าวหา ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก…นั่นคือ… รัฐบาลทักษิณ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ, ผลประโยชน์ทับซ้อน, คอรัปชั่นเชิงนโยบาย, แทรกแซงองค์กรอิสระ, แทรกแซงสื่อ, เอื้อประโยชน์ครอบครัวและพวกพ้อง, ปากไว, ไม่ฟังใคร

———-ในที่สุด…จุดผลิกผัน…ก็มาถึง เมื่อครอบครัวทักษิณ ได้ตัดสินใจขายหุ้น ชินคอร์ป ให้แก่ เทมาเส็ก..ข้อหา โกงชาติ ขายสมบัติชาติ ไร้จริยธรรมก็ดังกระหึ่ม….สำหรับ ทักษิณและ ทรท. ได้กลายเป็นจำเลยของสังคมและอยู่ภายใต้แรงกดดัน ที่มีแรงอัดเหลือคนานับ…แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่ผิดอะไรกับ “ฉลามที่ได้กลิ่นเลือด”…

สอง…..แนวรบและภารกิจ โค่นทักษิณเกิดขึ้นตามกระแสคู่ไปกับการจัดการอย่างเป็นระบบ

———-กลุ่มเอกยุทธ…ประสงค์…ประชัย…สนธิ…ถือว่าเป็นกลุ่มที่เจ็บแค้น เดือดดาล และเป็นปฎิปักษ์กับทักษิณด้วยเหตุผลต่างๆนานา เป็นแหล่งของการแจกจ่ายภารกิจและเงินอุดหนุน

———-กลุ่มจำลอง…พันธมิตร..เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สุกงอมแล้วจึงลุกขึ้นมาร่วมกับขบวนการกู้ชาติ ภายใต้ธงมาตรา 7 และมุ่งไปที่ส่วนนำของกระบวนการโค่นทักษิณ..โดยเฉพาะจำลอง..มีฐานสมาชิกสันติอโศกเป็นกำลังหนุนที่ทำให้ม็อบอยู่ได้อย่างยืดเยื้อ

———-กลุ่มนักวิชาการ…ชัยอนันต์…หมอประเวศ… ธีรยุทธ…สุรพลแห่ง มธ. ..สว.ราชนิกูล..และนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง…หากวิเคราะห์ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ตลอดจนจุดร่วมของผลประโยชน์แล้ว…จะเห็นว่ามีความลงตัวอย่างยิ่ง…กลุ่มนี้ คือแม่ทัพในแนวรบ กลุ่มปัญญาชน ชนชั้นกลาง ภารกิจที่สำคัญคือ การให้เหตุผลทางวิชาการเพื่อให้การเคลื่อนไหวของม็อบและพรรคฝ่ายค้านชอบธรรม ภายใต้ธง “ทักษิณไม่มีจริยธรรม”…และด้วยความรู้และแนวคิดที่ชาญฉลาด…กลุ่มนี้ก็คือต้นกำเนิดของกระแส “นายกพระราชทาน ผ่านทาง มาตรา 7” ซึ่งกลายเป็นธงนำของกระบวนการไล่ทักษิณทั้งกระบวนในเวลาต่อมา….

———-สื่อมวลชน…กลุ่มผู้จัดการ เนชั่น และมติชน ไทยโพสต์…ถือเป็นกระบอกเสียงที่เอื้ออำนวยแก่กระบวนการโค่นล้มทักษิณที่เอาการเอางานที่สุด…หากพิจารณาในแง่มุมของผู้เป็นเจ้าของ ผู้บริหาร ก็จะพบว่าเขาเหล่านั้น ต่างผิดหวังและบาดเจ็บจากการต่อรองผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งสิ้น…พวกเขาจึงก่อตัวเป็นแนวรบด้านการสื่อสารและมีภารกิจสร้างประชามติ…และปิดล้อม ทักษิณและ ทรท.ด้วยสงครามข่าวสาร..

———-ส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน แม้จะพยายามสร้างภาพว่ามิได้มีเอี่ยวใดๆกับม็อบ…แต่ความเป็นจริง ได้มีส่วนขนคนไปสนับสนุนม็อบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันชุมนุมใหญ่ทุกครั้ง….และอยู่แถวหน้าของการเปิดประเด็นและสร้างกระแสรายวันบนหน้าสื่อ

———-การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่กล่าวมานี้..ดูเหมือนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันแต่พวกเขาต่างร้องเพลง ที่มีเนื้อและทำนองเดียวกัน…แท้จริงแล้ว…ไอ้โม่งตัวจริง..และกลไกของการสร้างแนวรบและเชื่อมโยงภารกิจ ยังไม่เปิดเผยตัว..แต่ปกปิดไม่มิดและก็ไม่ลับเกินกว่าที่เทคโนโลยีสมัยใหม่จะบันทึกเรื่องราวเก็บไว้….เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม…สถานการณ์และกาลเวลาจะเปิดเผยออกมาเอง….

สาม…..การยุบสภา..และการคว่ำบาตรการเลือกตั้งเพื่อสร้างสถานการณ์ให้การเมืองเดินเข้าสู่ทางตัน

———-รัฐบาลบอกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะให้รัฐบาลอยู่หรือไป….แต่พรรคประชาธิปัตย์และม็อบบอกว่าการเลือกตั้งคือกระบวนการฟอกตัวให้ระบอบทักษิณ..และนำไปสู่การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง..ซึ่งก็คือการสร้างโอกาสให้แก่ “ยุทธศาสตร์คืนสู่อำนาจ” ของพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง…หาก ปชป.เข้าสู่การเลือกตั้ง ปชป.รู้ดีว่าทักษิณจะกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง และเวลาของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทอดตัวยาวออกไปโดยคาดคะเนไม่ได้…แต่ถ้าประชาธิปัตย์ทุ่มเทให้สุดแรงในสถานการณ์เช่นนี้ โอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จะเร็วกว่า ลงทุนน้อยกว่า สถานการณ์เป็นใจ สื่อหนุนช่วย และยังใช้ม็อบและกระแสสังคมให้เป็นประโยชน์ได้
โอกาสและสถานการณ์เช่นนี้มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยและเกิดขึ้นโดยง่าย…หากประสบความสำเร็จหมายถึงอนาคตทางการเมืองของทักษิณและ ทรท.ดับวูบ….มีแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่จะเป็นพรรคที่มีศักยภาพที่สุด และภาพลักษณ์ของพรรคเทพผู้ปราบมารก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง..เราจึงเห็นภาพการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ที่กระตือรือล้น มุ่งมั่น ดุดัน ทุกพฤติกรรมล้วนสอดคล้องกับแผนการ 4 จังหวะก้าวอย่างชัดเจน..

สี่…..แผนการ 4 จังหวะก้าว เพื่อคืนสู่อำนาจอีกครั้ง……. จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

จังหวะที่ 1 คว่ำบาตรและขวางการเลือกตั้ง
จังหวะที่ 2 สภาเปิดไม่ได้
จังหวะที่ 3 สร้าง สภาโจ๊ก นายก นอมินี่
จังหวะที่ 4 เปิดเกมรุก บดขยี้ทักษิณให้สิ้นชื่อ

———-จังหวะที่ 1 คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ทำให้การเมืองสู่ทางตัน ใช้ทุกวิธีกดดันให้ทักษิณลาออกจะต้องไม่ให้มีการเลือกตั้ง 2 เมษายน ใช้มาตรา 7 ขอนายกพระราชทานและในช่วงที่มีนายกพระราชทาน ปชป. ก็จะบดขยี้ ทักษิณและ ทรท.ให้สิ้นชื่อ……ปชป.และพันธมิตรล้วนวาดหวังไว้เช่นนี้..

———-เราจึงเห็นพรรคประชาธิปัตย์เปิดเวธีปราศัย ภายใต้คำขวัญทำลายระบอบทักษิณ คู่ขนานไปกับการเปิดเวธีของม็อบ การเดินขบวนของม็อบภายใต้ข้อเรียกร้องเดียวกัน คือ ใช้มาตรา 7 ขอนายกพระราชทาน ประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ สัญจรไปจังหวัดต่างๆฉวยโอกาสนี้โจมตีการริหารงานของรัฐบาล และปลุกผีระบอบทักษิณให้น่าหวาดกลัว พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริม รนณรงค์ให้ลงคะแนนเสียง โนโหวตเพื่อตัดคะแนนเสียงพรรคไทยรักไทย….

———-พร้อมกันนั้น ปชป.จัดตั้งทีมงาน ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งจากทุกพรรค เดินเข้า-ออก กกต. เป็นว่าเล่น แล้วก็ตั้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ กกต.รู้เห็นเป็นใจ แก้ไขข้อมูลของผู้สมัครจากพรรคต่างๆ ซึ่งก็คือ หนึ่งในมาตรการสร้างอุปสรรคให้แก่พรรคเล็ก เพื่อให้ ทรท.เผชิญกับ การลงพรรคเดียว และต้องได้ 20 % ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด ทรท.ต้องลงแข่งขันพรรคเดียวถึง 200 กว่าเขต

———-ในห้วงเวลานี้..ก็เกิดกรณีนางฐัติมา(เจี้ยบ)ถ่ายทำ VCD ภายใต้การกำกับของสุเทพ และนางฐัติมาก็เปิดโปงพฤติกรรมการกักขังหน่วงเหนี่ยวของสุเทพตลอดจนการว่าจ้างให้ใส่ร้าย ทรท.ในเวลาต่อมา…..ต่อมามีข่าวลอบวางระเบิดพรรคประชาธิปัตย์จนกลบข่าวนางฐัติมาไปในที่สุด….

———-จังหวะที่ 2 หากการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทำทุกอย่างให้การเลือกตั้งไม่ชอบธรรมและทำให้ไม่สามารถเปิดสภาได้ และนำไปสู่การใช้มาตรา 7 ขอนายกพระราชทานเช่นกัน

———-และแล้ววันที่ 2 เมษายน ก็มาถึง…ประชาชนมาใช้สิทธิ์ ร้อยละ 63 ทรท. ได้คะแนนเกือบ 17 ล้านคะแนน และเลือกโนโหวตเกือบ 9 ล้านคะแนน มีผู้สมัครที่ไม่ผ่านด่าน 20 % 50 กว่าเขต ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงที่เข้มแข็งและมั่นคงของ ปชป.

———-ในช่วงจังหวะเวลานี้..นอกจากจะมีการแปลความหมายของคะแนนเสียงโนโหวตอย่างอึกทึกครึกโครมแล้ว…ปชป.และพันธมิตร เปิดประเด็น ทรท. จ้างพรรคเล็กเป็นรายวัน ตัวเล่นที่โดดเด่นในเวลานั้น ก็ปรากฎชื่อ นายไทกร พลสุวรรณ..ในฐานะผู้ประสานงานไทยอิสานกู้ชาติรวมอยู่ด้วย

———-เมื่อ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ วันที่ 23 เมษายน พรรคเล็กก็ยังแห่ไปสมัคร หลายเขตเลือกตั้งได้มีกระบวนการขัดขวางมิให้ผู้สมัครพรรคเล็กไปสมัคร เป้าหมายคือ มิให้ผู้สมัคร ทรท.ผ่านด่าน 20 % ซึ่งมีผลต่อการเปิดสภา….เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 23 ผ่านไป ผลปรากฎว่ายังมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 20 % อีก 18 เขต..การเลือกตั้งครั้งนี้ ปรากฎว่ามีกรรมการหน่วยเลือกตั้งที่เขต 2 จังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมใจไม่ปฎิบัติหน้าที่ เพื่อมิให้การเลือกตั้งประสบความสำเร็จ ซึ่งก็คือการรับใช้เป้าหมายทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง และ กกต.ก็ประกาศให้วันที่ 28 เมษายน เป็นวันเลือกตั้งใหม่ อีกครั้งหนึ่ง…ผู้ปฎิบัติงานประจำพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีความพยายามขัดขวางมิให้ผู้สมัครพรรคเล็กรับสมัครเลือกตั้งเช่นเคย….

———-แผนการจังหวะที่ 3 คือหากไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ก็จะทำให้ นายกเป็นนายก นอมินี่ และสภาเป็นสภาโจ๊ก และคาดหมายกันว่า ม็อบและสื่อจะร่วมด้วยช่วยกันโหมกระหน่ำให้รัฐบาลต้องมีอันเป็นไป…ถึงขั้นที่ทักษิณ สามารถออกจากการเมืองได้ และจังหวะที่ 4 คือ หากแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จและมีการเลือกตั้งใหม่…เชื่อว่าชื่อเสียงและฐานะทางการเมืองของทักษิณกับ ทรท. ไม่มีชิ้นดี และไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป….การเลือกตั้งหลังจาก จากบรรลุแผนตามจังหวะนี้แล้ว…คือโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์…

แต่พรรคประชาธิปัตย์เดินงานตามแผน เพียงจังหะที่ 2 เท่านั้น

การเมืองก็เดินมาสู่จุดพลิกผันที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง..วันที่ 25 เมษายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ศาลปกครองและศาลฎีกาทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ศาลเข้ามามีบทบาทต่อการแก้ไขวิกฤติทางการเมือง…แล้วทุกฝ่ายก็รอคำวินิจฉัยของศาล

———-แล้วศาลก็ เทคแอคชั่น ชลอการเลือกตั้งวันที่ 28 ไว้ก่อน วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน และหลังจากนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เสนอแนะให้ กกต.เสียสละเพื่อชาติโดยการลาออกจากตำแหน่ง…ศาลเสนอให้มีการตั้ง กกต.ชุดใหม่ และศาลจะช่วยดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรม…

———-บัดนี้ Road Map คืนสู่อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์พึ่งเดินมาถึงจังหวะก้าวที่ 2 และดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะ “พลาดเป้า” ทั้ง 2 จังหวะ เมื่ออำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น การดำเนินงานตามแผนการเดิม ในจังหวะที่ 3 และ 4 ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทิศทางและแนวโน้มทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไปอีกแบบ….แต่ภารกิจโค่นทักษิณ โค่น ทรท.และการคืนสู่อำนาจของพรรประชาธิปัตย์ ยังไม่สิ้นสุด……จึงมีการปรับแผน โดยมีเป้าหมายเฉพาะหน้า 2 เรื่อง หนึ่ง ต้องดิสเครดิตและกดดัน กกต.ชุดปัจจุบันให้ลาออก และสอง เอาผิด ทรท.กรณีจ้างพรรคเล็ก และต้องทำทุกอย่างให้ไปสู่การยุบพรรคให้ได้…..หากเป้าหมายเฉพาะหน้า 2 เรื่อง นี้ บรรลุผล…การคืนสู่อำนาจอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นจริงได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น

———-พรรคประชาธิปัตย์ได้เลือกเดินตามเกมที่ตนถนัดแล้ว..คือทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งแบบไม่ต้องเลือกวิธีการ และก้าวสู่อำนาจบนซากปรักหักพังของ กฎ กติกา และสภาพที่ไม่น่าเชื่อถือของสังคมไทย ตลอดจนความสิ้นหวังของคนส่วนใหญ่…หรือเป็นเพราะประชาธิปัตย์ต้องการเพียงการทำลายคู่แข่งและความสะใจเท่านั้น !

Last Update : 26 พฤษภาคม 2549 1:41:44 น.