บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

เป้าหมายการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้วและได้ข้อสรุปว่า:

1. แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกโจมตีจากทั่วทุกสารทิศ สารพัดเรื่องก็ตามแต่ความนิยมต่อตัวนายกทักษิณยังชนะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านรวมกันหากลงเลือกตั้งแม้จะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นแต่ยังแพ้การเลือกตั้งอยู่ดีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่อาจทนต่อความพ่ายแพ้ซ้ำซากได้

2. การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเท่ากับส่งเสริมให้พรรคไทยรักไทยบริหารประเทศในระยะยาว…อาจยาวเป็นเวลา 12,16 หรือ 20 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลได้เท่านั้น แต่จะทำให้ขนาดของพรรคเล็กลงเรื่อยๆ

3. ถ้าสามารถตัดวงจรทางการเมืองโดยให้มีรัฐบาล ที่เรียกว่ารัฐบาลพระราชทานมาขัดตาทัพพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้ช่วงเวลานั้นกดดันและทำลาย พ.ต.ท. ทักษิณ เหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยทำลายท่านปรีดี พนมยงค์ ไม่ให้กลับประเทศเป็นผลสำเร็จมาแล้ว

4. เพื่อให้การดำรงอยู่ของ พ.ต.ท. ทักษิณน่ากลัวและน่าชิงชัง พรรคประชาธิปัตย์จึงได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมานั่นคือ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งขานรับกับ “หน้าเหลี่ยม” ที่มุ่งย่ำยีเกียรติภูมิ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในกลุ่ม ม๊อบ สนธิ-จำลอง

5. การคว่ำบาตรการเลือกตั้งคือหนทางเดียวที่จะผลักใสให้ไทยรักไทยเข้าสู่ด้วยภาวะลำบากโดยมีแผนสองแผน คือ

แผนหนึ่ง ผลักดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยโดดเดี่ยวในกระบวนการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะสร้างเงื่อนไขทางการเมืองให้ม๊อบสนธิ-จำลอง โดยขนคนและสมาชิกพรรคเข้าร่วมกับม๊อบเพื่อกดดันให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลาออก หรือ สร้างความรุนแรงในนามมือที่สามแล้วทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล สร้างเงื่อนไขให้การใช้รัฐธรรมนูญตีบตันและเป็นจุดเปลี่ยนจนต้องยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญและขอ “รัฐบาลพระราชทาน” เป็นรัฐบาลขั้นเวลาตามความประสงค์ในข้อ 3 แม้ว่าต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีอะไรเสียแค่หยุดเล่นการเมืองชั่วขณะซึ่งเป้นภาวะที่คนของพรรคประชาธิปัตย์คุ้นเคยมาตลอดช่วง 60 ปี ของอายุพรรค แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้มากกว่านั่นคือ ตัดวงจรทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณ แล้วตนจะได้เข้ามาเป็นพรรครัฐบาลในเวลาที่รวดเร็วกว่า การปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามระบอบ

แผนสอง หากแผนหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ จะปล่อยให้พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่มีฝ่ายค้าน และจะโหมประโคมเรียกรัฐบาลนี้ว่า “รัฐบาลโจ๊ก” “เผด็จการรัฐสภา” คู่ขนานไปกับการก่อม๊อบสุมไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชัง ทำลายความชอบธรรมต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล จนความนิยมต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณจมดิ่งไปพร้อมๆกับพรรคไทยรักไทย

เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และมีการเลือกตั้งใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทย จะไม่ใช่คู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ซึ่งเร็วกว่าการที่ต้องสู้กับพรรคไทยรักไทยในระบบการเมืองแบบปกติ เร็วกว่า ประหยัดกว่า ไม่ต้องลงมือเองมากนัก ใช้ม็อบเป็นเครื่องมือได้ด้วย ทำไมพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่เลือกเล่นเกมนี้ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของประเทศและการฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เดือดร้อนอยู่แล้วแต่การได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็วเป็นสิ่งที่หอมหวนรออยู่เบื้องหน้า

ดังนั้นไม่ใช่เป็นการมองโลกที่เลวร้ายที่จะสรุปว่าเป้าหมายของการคว่ำบาตรการเลือกตั้งคือทำให้การเมืองสู่ทางตันก่อความสับสน สร้างความรุนแรงและฉีกรัฐธรรมนูญอ้างความชอบธรรมด้วยถ้อยคำ “รัฐบาลพระราชทาน

วันนี้การเมืองไทยมีทางเดินแค่สองทางคือ

หนึ่ง ปฏิเสธกติกาประชาธิปไตย เข้าร่วมม็อบสนับสนุนการคว่ำบาตรการเลือกตั้งนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ

สอง สนับสนุนการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน ร่วมใจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้รัฐบาลที่ไม่มั่นคงนัก ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบบ แล้วค่อยยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่หลังได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

มีแต่เจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับพลังของประชาชนเท่านั้นที่สร้างประวัติศาสตร์หาใช่เจตนารมณ์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์เพียงหยิบมือเดียวไม่
อนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นแบบไหน…..ประชาชนไทยเท่านั้นเป็นผู้เลือก

Powered by ScribeFire.