บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

———-และแล้วการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ก็เกิดขึ้น ท่ามกลางการชุมนุมของประชาชนที่อ้างกันว่าเรือนแสนเรือนล้านเพื่อเรียกร้องให้นายกลาออกลงท้ายด้วย ขอนายกพระราชทาน ประสานกับเสียงโหยหา ทหารให้มาปฎิวัติ

———-เสธ.หนั่น ฟันธงหลังยุบสภาว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน อาจจะด้วย กกต. ลาออก ทหารปฎิวัติ ทักษิณแพ้ม็อบ ลาออกและได้นายกพระราชทาน

———-ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านต่างวิเคราะห์และประเมิณสถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกับ เสธ.หนั่นและเพื่อให้การคาดการณ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง ต้องทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตันด้วยมติอัปยศ “คว่ำบาตรการเลือกตั้ง”…เพื่อให้การเลือตั้งดูอัปลักษณ์และไร้ซึ่งความชอบธรรมก็เกิดมหกรรมเช็คคุณสมบัติผู้สมัครพรรคเล็ก ตลอดจนสร้างฉากกำกับการแสดง ละครตบตาเรื่อง”พลิ้วชิวหาของนางเจี้ยบ” จนทำให้สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเป็นจำเลย ที่รอวันพิสูจน์ความจริง ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ จากกระบวนการยุติธรรม

———-กลุ่ม อีลีต หรือ ชนชั้นนำทางสังคม ได้ออกมาประสานเสียง ทุ้มบ้าง แหลมบ้าง ต่ำบ้าง สูงบ้างแต่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องและทำนองเดียวกันกับที่ ม็อบสนธิ-จำลองและพันธมิตร ใช้ร้องนั่นคือ ไอ้หน้าเหลี่ยมออกไปพระราชทานนายกใหม่มาให้เรา

———-สื่อมวลชนพร้อมใจกันแบบไม่เคยปรากฎมาก่อนพวกเขาลืมข้อขัดแย้งทางธุรกิจและความบาดหมางของผู้นำทางธุรกิจสื่อที่เคยมีมาในอดีตไปเพราะมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ โค่นทักษิณให้ได้เวลาสมานฉันท์แห่งสื่อเป็นปรากฎการ์ที่อัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

———-บุคคลที่ประสงค์จะลงเลือกตั้ง สว.หลายคน แสดงตนให้สาธารณชนได้รู้ว่าเขาอยู่แถวหน้าของกระบวนการไล่ทักษิณครั้งนี้ ไม่ว่า อุทัย พิมใจชน กล้าณรงค์ รสนา ชูวิทย์ และคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง

———-บุคคลที่กำลังจะสูญเสียเวทีทางการเมือง เช่นแก้วสรร เจิมศักดิ์ การุณ ไกรศักดิ์และสว.ในกลุ่มนี้อีกหลายคนต่างก็ใช้เวทีและสถานการณ์นี้บอกกับสาธารณชนว่าเขาอยู่ในแถวหน้าของกระบวนไล่ทักษิณครั้งนี้เหมือนกัน

———-ผู้ชี้นำสังคมประเวศ วสี กับธีรยุทธ บุญมีต่างวางตำแหน่งของตนเองในฐานะผู้ชี้นำทางสังคมคนแรกเป็นผู้ชี้นำทางจริยธรรมทำหน้าที่ตั้งข้อกล่าวหาพิพากษา และกำหนดโทษลงทัณฑ์ม้วนเดียวจบส่วนคนหลังเป็นผู้ชี้นำทางด้านยุทธวิธีการต่อสู้ภายใต้แนวคิดอารยะแข็งขืนด้วยกลยุทธนานาประการ…

———-ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ปัญญาชน ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแกล้มกับกาแฟขนมปัง หรือโจ๊กร้อน หรือปาท่องโก๋ ตามอัธยาศัยคนกลุ่มนี้ได้ยินชื่อธีรยุทธหรือ ประเวศ วสี เขาเชื่อไปแล้ว 80 % อีก 20 % ที่คลางแคลงใจ ก็คิดว่าตนเองปัญญาไม่ถึง คิดตามสองท่านนั้นไม่ทันปัญญาชนพันธุ์นี้ในบ้านเรามีให้เห็นน้อยเสียเมื่อไหร่ครั้นออกจากประตูบ้านพลันเข้าประตูออฟฟิศทุกคนขุดเอาเรื่องที่อ่านจาก นสพ.เรื่องเล่าจาก ม็อบเม้าท์กันน้ำลายแตกฟองแล้วทุกคนต่างก็สกดจิตตัวเองและสกดจิตคู่สนทนาว่า…ท้ากสิน..ออกไป..ให้คำๆนี้ฝังอยู่ใต้จิตสำนึกใครที่ไม่เห็นด้วยนอกจะไม่อินเทร็นด์แล้วต้องโดนข้อหาว่า สมองหมา ปัญญาควาย ไร้ความคิดหากฝ่ายถูกกล่าวหาอยากโต้แย้งบ้าง…..แน่นอน…สงครามน้ำลายระเบิดและจบลงด้วยการเสียเพื่อน——ค น เ ห ล่า นี้ ทั้งชีวิตเดินเข้าออกแค่สามประตู คือประตูบ้าน ประตูสถานศึกษา และประตูสำนักงานในวันเงินเดือนออกถึงได้มีโอกาสเข้าประตูห้างสรรพสินค้าและประตูสถานบันเทิง.

———-ส่วนคนกลุ่มใหญ่ ที่ใครๆเขาเรียกกันว่า คนรากหญ้า เขาไม่อินกับประโยคทองที่ต้องกับจริตของปัญญาชน ชนชั้นกลางเช่น…คอร์รับชั่นเชิงนโยบาย…โกงแบบบูรณาการ…ผลประโยชน์ทับซ้อน…แทรกแทรงสื่อ..แทรกแซงองค์กรอิสระ..ขายสมบัติชาติ..ใช่ว่าซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะทำความเข้าใจ ใช่ว่าสติปัญญาอันน้อยนิดของพวกเขาทำความเข้าใจไม่ได้สำหรับพวกเขามันเป็นจินตนาการที่เลื่อนลอยเกินไปทั้งชีวิตของพวกเขาสัมผัสแต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามนามธรรมเขารู้เพียงว่า ในยุคทักษิณเป็นยุคที่วิถีชีวิตของพวกเขาถูกยกระดับขึ้นเขาได้รับการดูแลมากกว่ายุคใดๆและเขารู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นที่ต้องสูญเสียสถานะใหม่ที่พวกเขาเพิ่งได้รับ…เสียงร้อง..เรารักทักษิณ..ทักษิณสู้ๆแม้จะกู้ร้อง ตะโกนจนสุดเสียงมันก็ดังได้แค่เสียงกระซิบเท่านั้นสื่อมวลชนไม่เคยสนใจเสียงของพวกเขาในอดีตอย่างไรสื่อมวลชนก็ยังไม่ใส่ใจเสียงเรียกร้องของพวกเขาในวันนี้เช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เสพย์สื่อ นสพ. เขาไม่หมกมุ่นสื่อ นสพ.เขาอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของ นสพ. กล่าวถึงที่สุด พวกเขาไม่ใช่ที่มาของรายได้ของสื่มวลชนนั่นเอง

———-ในสถานการณ์เช่นนี้ กูรู และเซียนทางการเมือง ไม่อาจฟันธงเป็นอย่างอื่นได้..นอกจากข้อสรุปที่ว่า..”ทักษิณอยู่ไม่ถึงวันที่ 2 เมษาแน่”…เพราะการเมืองในอดีตสอนไว้และไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า..megic..หรือความอัศจรรย์

——————–แต่ทักษิณอยู่ได้ อยู่มาถึงวันที่ 2 เมษา 2549——————–

————————-ทำไม ทำไม และทำไม ? ? ?——————–

คำตอบเกิดจากสองด้าน คือ

ด้าน ฝ่ายชุมนุมและด้านพรรคไทยรักไทย

ด้านผู้ชุมนุมแม้ว่าเงื่อนไข ปัจจัยและสภาพแวดล้อมของการต่อสู้เป็นใจอย่างยิ่งแต่ข้อเรียกร้องไม่สอดคล้องกับความเชื่อและหลักการที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ

ประการแรก แกนนำผู้ชุมนุมไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อข้อกล่าวหาของฝ่ายตนได้
ประการที่สอง ข้อเรียกร้องให้ลาออกโดยวิธีนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับ
ประการที่สาม แกนนำไม่เสนอบุคคลที่สามารถมาแทน ทักษิณได้
ประการที่สี่ แกนนำไม่สามารถนำเสนอให้สังคมมั่นใจได้ว่านโยบายและแนวทางบริหารประเทศหลังไล่ทักษิณแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้สังคมไม่อยากเสี่ยงด้วย
ประการที่ห้า แกนนำเรียกร้องให้บุคคล(ทักษิณ)ลาออกในขั้นต้นและเปลี่ยข้อเรียกร้องเป็น ไม่เอานายกจากการเลือกตั้ง(ทักษิณ)แต่จะเอานายกมาจากการแต่งตั้ง(นายกพระราชทาน) ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ ขัดกับเจตนารณ์เดือนพฤษภาที่แกนนำเคยเรียกร้อง
ประการที่หก แนวทางการต่อสู้ของม็อบที่ออกเคลื่อนที่ก็ดีเป็นดาวกระจายก็ด ทำให้สังคมสัมผัสได้ว่าแกนนำม็อบกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง ประหนึ่งกำลังกระหายเลือด
ประการที่เจ็ด. สนธิที่เคยประกาศว่า ทวงคืนพระราชอำนาจ ต่อสู้เพื่อในหลวง กลับมาพูดจาจาบจ้วงซึ่งมีหลักฐานปรากฎชัดอยู่แล้ว

กล่าวอย่างสรุป ปัจจัยภายในของแกนนำม็อบ และแนวทางการต่อสู้ของม็อบเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ม็อบแพ้ภัยตนเอง

ด้านพรรคไทยรักไทยใช้ความสงบ ไม่เผชิญหน้า ไม่ตอบโต้จึงดูประหนึ่ง ฝ่ายม็อบปรบมือข้างเดียว..ปกติจะไม่มีเสียงดัง แต่ที่เสียงดังได้ เพราะใช้มือข้างเดียวตบขาตัวเองแต่ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ทักษิณและ ทรท.เดินมาถึงวันที่ 2 เมษายนได้พอสรุปได้ดังนี้

ประการแรก การทำงานของทักษิณในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แม้มีข้อกล่าวหามากมายแต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่สัมผัสผลงานรับรู้ถึงความ ขยัน มุ่งมั่น ทุ่มเทเมื่อบวกกับความเป็นนักบริหาร คนมีวิสัยทัศน์แล้วเขาย่อมมีทีอยู่ในความรับรู้และในหัวใจของคนจำนวนมากน่าแปลก.ตรงที่ทักษิณโดนเหยียบจนติดพื้นแต่ชื่ออภิสิทธ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเก่าแก่และใหญ่เป็นอันดับสองไม่ได้รับการเรียกร้องจากคนในสังคมสักเเอะเดียว….ทุกโพล ทักษิณยังมาเป็นอันดับหนึ่ง คนของ ทรท.เป็นอันดับสอง และอภิสิทธิ์ อยู่อันดับสาม ห่างจากทักษิณ 3 เท่าตัว 5 ปีของทักษิณ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ที่คุ้มครองปกป้องให้เขาสามารถยืนอยู่ได้

ประการที่สอง การออกมาเลือกตั้งล่วงหน้า ของพลเองเปรมในวันที่ 25 มีนาคม ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปหนึ่งสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นการปฎิบัตรตามปกติของท่านสังคมได้แปลความหมายว่า ท่านได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในประเด็นที่ว่าต้องการให้ระบบมันเดินไปตามครรลอง แม้ว่าอีกด้านหนึ่ง ท่านวางตัวอย่างมีข้อกังขา เกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับฝ่ายที่ ต่อต้านรัฐบาล ไม่ว่าเป็นฝ่ายพันธมิตร ราชนิกูล และทหารบางกลุ่มก็ตาม ความคลุมเครือย่อมนำไปสู่การตีความได้ต่างๆ นา นา

ประการที่สาม การรับมือกับม็อบไม่เพียงแต่ไม่เผชิญหน้า ไม่เพียงแต่ไม่ให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธแม้แต่กระบอง แต่ยังขจัดเงื่อนไขรอบข้างที่อาจนำไปสู่การใช้กำลังรุนแรงอีกด้วยจนมีผู้สื่อข่าวบางคนกล่าวว่าแม้วดูแลม็อบราวดูแลไข่ในหิน

ประการที่สี่ ทหารและข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่างมีบทเรียน ต่างอ่านเกมขาด และต่างก็ไม่อยากให้ประเทศเดินไปสู่ความเสี่ยงตามข้อเรียกร้องของม็อบทหารจึงตรึงกำลังอย่างสงบในที่ตั้ง

ประการสุดท้าย สาธุชนต่างอ่านเกมออกว่าการไล่ทักษิณก็ดี การคว่ำบาตรการเลือกตั้งก็ดีการขอนายกพระราชทานก็ดีที่แท้ก็คือการตัดวงจรทางการเมืองของทักษิณ และมีบางคนต้องการขึ้นสู่อำนาจด้วยเส้นทางลัดและลงทุนน้อย.

———-วันที่ 2 เมษายน 2549 จึงมาถึง——

———-หลังจากวันนี้ ถ้าทักษิณ ยังเป็นนายกต่อก็ยังมีม็อบประดับบารมีทักษิณอยู่ต่อไปถ้าคนอื่นมาเป็นนายก คน คนนั้นก็จะถูกเรียกว่านอมินี่บ้างหุ่นเชิดทักษิณบ้าง และคำพูดอื่นๆเท่าที่จะสรรหามาทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ชอบธรรมและยอมรับรัฐบาลใหม่ไม่ได้ยิ่งสภาก็จะถูกขนานนามไปต่างๆนา นา สภาโจ๊ก เผด็จการรัฐสภา สภา 500 แล้วแต่จะสรรหาคำมาเพื่อทำให้ทุกอย่างดูอัปลักษณ์ หดหู่ ไร้ทางออก

ประเทศต้องเดินหน้า ถอยหลังไม่ได้
ประเทศต้อง อยู่ในประชาคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
ประเทศต้องแข่งขันในเวทีโลก
ประชาชนไทย ก็ต้องอยู่กับความไฝ่ฝันว่าวันหนึ่ง…..ยุคพระศรีอารยะจะมาถึง…..

Powered by ScribeFire.