บทความที่มีชื่อว่า “สะกิดสื่อ” ชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 เป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล ในงาน “ศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์ของชาติ” ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามและท่านได้ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุลและขบวนการโค่นล้มทักษิณทำการใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาว่าการทำหน้าที่เป็นประธานพิธีในครั้งนี้ของท่านนายกฯเป็นไปเพื่อต้องการตีตนเสมอฟ้าและอยากตั้งตนเป็นประธานาธิบดี

มาจนถึงวันนี้ข้อเท็จจริงคงกระจ่างชัดในสายตาของประชาชนทุกคนแล้วว่าข้อกล่าวหาของนายสนธิและขบวนการโค่นล้มทักษิณที่มีต่อ พ.ต.ท ทักษิณที่ทำกันมาอย่างเป็นระบบนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเพราะในที่สุดอัยการสั่งไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกรณีทำพิธีวัดพระแก้วแล้วเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

สะกิดสื่อ

8/12/48

วันนี้ผู้เขียนขอประเดิมข่าวเด่นประเด็นร้อนของการเมืองไทยด้วยการสะกิดสื่อนี๊ดดดนึงนะคะ ไหนๆสื่อมวลชนก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแล้วผู้เขียนในฐานะผู้เสพข้อมูลข่าวสารจึงอยากจะขอพูดถึงสื่อในสังคมปัจจุบันนี้บ้าง เพื่อความสมบูรณ์แบบของระบอบประชาธิปไตย

ตลอดระยะเวลาหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาข่าวเด่นประเด็นดังเกี่ยวกับการเมืองไทยเห็นจะไม่พ้นมวยคู่เอกระหว่างท่่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรและคุณสนธิ ลิ้มทองกุลซึ่งเป็นทั้งนักธุรกิจใหญ่ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฯที่กำลังเป็นข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.ผู้จัดการออนไลน์(ฉบับเดียว) ทุกวัน และในวันนี้ผู้เขียนก็ต้องขอยกย่องต่อท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้แสดง “ความเป็นสุภาพบุรุษ” ด้วยการสั่งให้ยุติการดำเนินคดีต่อฝ่ายตรงข้ามและสื่อมวลชนทุกแขนงด้วยการถอนฟ้องหรือการหาทางยุติคดีด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง

การดำเนินการถอนฟ้องของท่านนานยกฯจึงมิได้หมายความไปถึง”ชัยชนะ”ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลหรือนายกฯกระทำผิดอย่างที่นักวิจารณ์นายกฯบางท่านตามหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ชอบติ แต่ไม่ชอบเสนอแนะอันห่างไกลจากคำว่า “ติเพื่อก่อ” กล่าวสรุปออกมาแต่อย่างใดค่ะ แต่การที่ท่านนายกฯทักษิณได้สั่งให้ยุติการดำเนินคดีต่อคุณสนธิและฝ่ายตรงข้ามนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ท่านนายกฯได้น้อมรับพระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่พระองค์ทรงย้ำเตือนให้”ทุกๆ ฝ่าย” (มิใช่เฉพาะหมายความถึงรัฐบาล) ปรองดองและสมานสามัคคีกันมาปฏิบัติในทางการเมืองนั่นเองเพราะท่านนายกฯทักษิณอยากให้ทุกคนปล่อยวาง ให้นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่เอาชนะคะคานกันและอยากให้ทุกฝ่ายหันมาเคารพกติกา

ในสังคมปัจจุบันเราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสื่อมวลชนนั้นมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับสังคมมากเลยทีเดียว “สื่อมวลชน” จึงถือว่าเป็นคนกลางที่สำคัญมากในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่างๆ ให้ประชาชนผู้รับสารทราบ ผู้สื่อข่าวจึงเป็นทั้งผู้ปลุกความคิด ให้ความรู้ สร้างจิตสำนึก บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้สื่อข่าวที่สำคัญเช่นนี้จึงควรมีมาตรฐานสูงพอในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำทางความคิดของสังคม…

ที่ผ่านๆมาในอดีตเราจะเห็นได้ว่าสื่อมวลชนแทบทุกประเทศมักจะได้รับการยอมรับ ได้รับสิทธิและเสรีภาพในฐานะสื่อมวลชน การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นเป็นเครื่องชี้ที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศที่แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดสื่อจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนยามเฝ้าบ้านให้กับประชาชน คอยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะการตีแผ่ “ความจริง (มิใช่ข่าวแต่ง)” ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและการที่สื่อมวลชนแสดงออกทางด้านเสรีภาพของตนอย่างมีความรับผิดชอบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็เป็นการสะท้อนบรรยากาศแห่งเสรีภาพในสังคมที่เป็นคุณเอนกอนันต์แก่ส่วนรวมด้วย

ดังนั้นการควบคุมสื่อให้อยู่ใน “ขอบเขตและกรอบกติกาของสังคม” ในหลายครั้งจึงมักจะได้รับเสียงตอบกลับว่า รัฐบาลในประเทศนั้นใช้อำนาจหน้าที่จำกัดสิทธิเสรีภาพที่สื่อพึงมี คุกคามสื่อ ริดรอนเสรีภาพของสื่อหรือปิดปากสื่อและในหลายๆประเทศก็ไม่สามารถกระทำได้

ซึ่งในเรื่องเสรีภาพของสื่อนั้นตัวผู้เขียนเองมีความเห็นตรงนี้ค่ะว่า “เสรีภาพของสื่อ” คือการที่สื่อได้ทำหน้าที่ด้วย “สำนึกแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณ” เพื่อยังประโยชน์แก่มวลชนอย่างแท้จริงภายใต้กรอบกติกาของสังคมที่ว่า การแสดงออกซึ่งการรายงานข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์นั้นต้ิองตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เป็นการรายงานข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเที่ยงธรรมและสุจริตใจและต้องเพื่อเป็นการบอกเล่าให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลสาธารณะเหล่านั้นได้รับทราบถึงการปฏิบัติงานและชี้แนะให้เห็นว่าการปฏิบัติงานของบุคคลเหล่านั้นเป็นไปตามที่ได้ให้คำมั่นที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ก่อนหน้านั้นหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่ได้รับปากไว้จะได้ปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นจึงจะได้ชื่อว่าสื่อทำหน้าที่ ผู้นำความคิดแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้องหากว่าสื่อเคารพในจรรยาวิชาชีพและความรับผิดชอบของตนก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นประโยชน์แก่สังคมได้

แต่กระนั้นก็ตามหากสื่อใช้เสรีภาพเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือใช้เสรีภาพของสื่อเพื่อประโยชน์ทางการเมืองจนเกินเลยขอบเขตของการเคารพในสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลโดยการให้ร้ายทำลายคนและใช้สื่อที่มีอยู่ในมือปลุกปั่นหรือปลุกระดมมวลชนสร้างกระแสสังคมเพื่อประโยชน์ส่วนตนมิใช่เพื่อส่วนรวม เป็นวัตถุประสงค์เพื่อเงินทองหรือเป้าหมายทางการเมืองเป็นหลักโดยอาศัยความเป็น “ฐานันดร 4″ หลายครั้งจึงสร้างความเสียหายและเป็นการทำลายผู้ ” ไร้ผิด ” ที่ตกเป็นข่าวได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กรณีการทำบุญประเทศของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรหรืออย่างในต่างประเทศก็กรณีที่นายแดน ราเธอร์( Dan Rather) ได้ ใช้เอกสารปลอมเป็นเหตุทำให้ประธานาธิบดีบุชเสื่อมเสียเป็นต้นทั้งสองกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่าเป็นการป้ายสีของสื่อโดยมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

และจริงๆแล้วคำว่าเสรีภาพของสื่อที่หลายคนเรียกร้องถามหานั้นหากได้ลองพิจารณาตรึกตองถึงการกระทำและความจริง เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาอย่างถ่องแท้แล้วเสรีภาพอย่างแท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างที่เคยมีนักเขียนท่านหนึ่งได้ใหุ้มุมมองถึงเสรีภาพของสื่อไว้อย่างน่าฟังว่า:

เราน่าจะถามหา เสรีภาพตามสมควรของสื่อ(มิใช่เสรีภาพของสื่อ 100%) ในฐานะที่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญสาขาหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยจรรโลงสังคมให้น่าอยู่มากกว่า เพราะมันเป็นสิ่งที่พอจะสามารถแสวงหากรอบที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ นั่นคือกรอบของกฎหมาย อันเป็นกติกาการอยู่ร่วมกันของสังคม ต้องเรียกร้องและกดดันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้อยู่ในกรอบของตนเอง อย่าล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ในขณะเดียวกันสื่อก็ต้องทำหน้าที่สื่ออย่างระมัดระวัง มิให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายด้วย หากทำได้ไปถึงจุดนั้น นั่นล่ะ “เสรีภาพของสื่อ” ที่มีจริงๆ แต่เป็นเสรีภาพตามสมควรแห่งวิชาชีพดังที่ Jean-Paul Charles Aymard Sartre นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้เคยกล่าวไว้ว่า:

เสรีภาพและความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปด้วยกัน การแสดงออกของเสรีภาพที่ไม่มีความรับผิดชอบติดตามมาเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าอะไรเลย.

การออกข่าวกรณีการทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้นเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึง “การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อที่ขาดสำนึกในจริยธธรรมและจรรยาบรรณและความรับผิดชอบ” ได้ชัดเจนที่สุดในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและสำนึกในจริยธรรมในการทำหน้าที่ของสื่อของแต่ละสำนักนี่ก็ต่างกันด้วยค่ะโดยในเรื่องนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเรื่องการทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอีกเช่นเคยเพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตายคงจะปล่อยผ่านข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วลอยนวลไปไม่ได้

จากที่มีการเผยแพร่ภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล ในงาน “ศาสนาสัมพันธ์สมานฉันท์ของชาติ” ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วไปยังเว็บไซต์ รวมถึง อีเมลอย่างแพร่หลาย พร้อมกับมีการโจมตีว่าอาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนเองก็ยอมรับนะคะว่าเห็นภาพท่านนายกทักษิณนั่งเป็นประธานพิธีในวัดพระแก้วที่หนังสือพิมพ์บางฉบับเอามาลงแล้วก็ตกใจเหมือนกันค่ะเพราะทีแรกเข้าใจไปว่าท่านนายกฯพาครอบครัวไปทำบุญที่วัดที่วัดพระแก้วเป็นการส่วนตัวกับครอบครัวถ้าทำอย่างนั้นอาจดูไม่เป็นการสมควรแต่หลังจากที่ผู้เขียนติดตามข่าวมาโดยตลอดจึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่าท่านนายกฯและคณะรัฐมนตรีได้จัดการทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับประเทศเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยต้องประสพกับการระบาดของโรคไข้หวัดนก ภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิและปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ท่านจึงต้องการจัดงานทำบุญประเทศเพื่อความเป็นสิริมงคลขึ้นโดยมีคณะสงฆ์เป็นเจ้าภาพ

ซึ่งภายหลังต่อมาทาง “หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์” ได้ตรวจสอบไปยังกองงานราชพิธี สำนักพระราชวัง และได้รับการชี้แจงว่า พิธีบำเพ็ญกุศลที่จัดในวัดพระแก้วนั้นได้รับพระบรมราชานุญาตอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติทุกประการหลังพิธีผ่านไปก็มีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในทำนองว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งทางกองงานราชพิธีได้จัดประชุมภายใน โดยนำภาพข่าวมาพิจารณาก็เห็นว่าทุกอย่างถูกต้องและทางสำนักพระราชวังจึงแถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ผิดโดยนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นเด็กที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย และยังมีความผูกพันธ์กับเจ้านายในวังสระปทุมและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ออกมากล่าวยืนยันว่า:

นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จะไม่ให้เข้าไปในวัดพระแก้วหรือ ขณะที่คนทั่วไปขอเข้าไปปลุกเสกพระได้ทั้งนั้น เขาเจตนาดี ไปไหว้พระให้ประเทศชาติสงบสุข พากันไปทั้งคณะ ไปไหว้พระแก้ว เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ไปให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตน คนเข้าไปในวัดพระแก้วเขาผิดหรือ

มาถึงตรงนี้เรื่องมันก็น่าจะจบตั้งแต่คุณแก้วขวัญได้ออกมาออกมาพูดตั้งแต่แรกแล้วนะคะเพราะตำแหน่งของคุณแก้วขวัญเป็นถึง “เลขาธิการพระราชวัง” แต่คุณสนธิเองก็ยังคงยกประเด็นเรื่องนายกฯทักษิณเข้าไปใช้วัดพระแก้วโดยพละการหรือไม่? ตั้งคำถามว่าไปจัดพิธีทำบุญประเทศในวัดพระแก้วเหมาะสมแล้วหรือ? ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์แล้วหรือไม่? นายกฯทักษิณจงใจวางตัวตีเสมอสถาบันเบื้องสูงหรือไม่เพื่ออยากเป็นประธานาธิบดีอะไรทำนองนี้นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดที่คุณสนธิและสื่อบางฉบับโจมตีและยกเรื่องนี้มาพูดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

แต่มาลองคิดตามความเป็นจริงกันแล้วเหมาะสมแล้วหรือไม่ ควรหรือไม่ควรนั้น ก็ีมีคำตอบที่ชัดเจนมากอยู่แล้วเพราะสำนักราชเลขาธิการจะอนุมัติได้ก็ต้องมีการทูลขอพระราชวินิจฉัยและขอพระบรมราชานุญาติจากพระมหากษัตริย์ก่อนซึ่งผู้ที่อนุมัติก็คือ “ในหลวง” นั่นเอง

ในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตตามที่รัฐบาลและราชเลขานุการกราบบังทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการใช้พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อกระทำศาสนกิจเพื่อความสมานฉันท์โดยการทำบุญประเทศแล้วเมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดได้ก็ไม่ใช่หน้าที่อะไรของสื่อจะไปวิจารณ์พระราชวินิจฉัยนะคะเพราะพระบรมราชานุญาตถือเป็นที่สุดและในที่สุดเมื่อความจริงกระจ่างจากการที่ท่านรองวิษณุและท่านอาจารย์ธงทองออกมาแถลงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงานทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วอดีตนายทหารผู้ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญประเทศจึงได้ถอนฟ้องในที่สุด

แต่ฝ่ายตรงกันข้ามกับท่านนายกฯหรือที่เรียกตัวเองว่า”ชมรมคนรู้ทันทักษิณ” ก็พยายามหาเรื่องจับผิดโดยการสร้างกระแสสังคมเพื่อสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวาย ด้วยการกระพือข่าวของสื่อที่พยายามชี้นำสังคมว่าการนั่งเป็นประธานพิธีของนายกฯทักษิณในวัดพระแก้วเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูงนั้นเหตุการณ์ช่างเหมือนกับเหตุการณ์ในอดีตที่พฤติกรรมของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ได้จ้างคนไปตะโกนในโรงหนังเฉลิมกรุงว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” นั่นเองเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความชอกช้ำแก่ท่านปรีดีจนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯในขณะนั้น

เรื่องงานทำบุญประเทศที่วัดพระแก้วนี่ สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการยึดความถูกต้องในการนำเสนอข่าวของสื่อทั้งสองสำนักคือ “หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ” และ “หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์” ที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจนมาก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ถือว่าทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงให้กับผู้เสพข่าวสารได้ทราบในข้อสงสัยด้วยการตรวจสอบไปยังกองงานราชพิธี สำนักพระราชวังในขณะที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการกลับมีการวิพากษ์วิจารรณ์ไปไกลต่างๆนาๆโดยไม่มีการตรวจสอบข่าวนี้ไปยังสำนักพระราชวังก่อนตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ซึ่งหากต้องการตรวจสอบจริงๆก็ไม่ยากเลยค่ะเพราะแค่หมุนโทรศัพท์ไปยังกองงานราชพิธี สำนักพระราชวังแป๊ปเดียวอย่างที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทำก็จะได้รับคำตอบอยู่แล้วในเรื่องพิธีทำบุญประเทศนี้มีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงความถูกต้องและเหมาะควรมากทีเดียว ส่วนคนที่พยายามสร้างความเข้าใจผิดสร้างความคลุมเครือให้กับเนื้อข่าว กลับมีคำอธิบายที่พลิกไปพลิกมาไม่น่าเชื่อถือ

ก็เป็นเรื่องธรรมดาค่ะที่การสร้างข่าวลือนั้นจะต้องอาศัย “ความคลุมเครือ” ไว้ก่อนเพราะหากข่าวหมดความคลุมเครือแล้วก็คงหมดประโยชน์ที่จะนำมาสร้างกระแสสังคมต่อไป