You are currently browsing the category archive for the ‘2005-2006 Thai political crisis’ category.

การเรียกร้องคืนพระราชอำนาจ โดยที่ไม่รู้ว่าพระราชอำนาจถูกยึด โดยใครเมื่อไรก็ดี,

การเสนอภาระกิจ “กู้ชาติ” โดยไม่รู้ว่าเอกราชอธิปไตยของประเทศได้สูญเสียไปแล้วหรือไม่ ให้ใครก็ดี,

การเรียกร้องนายกจากการแต่งตั้ง แทนที่นายกมาจากเลือกตั้งซึ่งเป็นเจตนารมณ์พฤษภา 35 ก็ดี,

การเรียกร้องให้นายกลาออก ทั้งๆที่นายกยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่แล้วก็ดี,

การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง เพื่อให้การเมืองเข้าสู่ทางตันแล้วกดดันสังคมเพื่อขอนายกพระราชทานก็ดี,

การว่าจ้างและกักตัวนางฐิติมา(เจี้ยบ)เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยโดยเลขาธิการพรรค ปชป.ก็ดี,

การตรวจสอบเอาผิดพรรคเล็กเพื่อสกัดไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยทีมงานการเมืองของ ปชป.ก็ดี,

การแต่งเพลง “หน้าเหลี่ยม” มีเนื้อหาด่าผู้คนนับสิบคนและสามารถเต้นระบำหน้าระรื่นบนท้องถนนก็ดี,

การให้โสเภณี ปรากฏตัวบนเวทีชุมนุมของพันธมิตร ประกาศ “ขายตัว ไม่ขายชาติ” ก็ดี,

การที่สนธิให้สัมภาษณ์ใช้วาจาจาบจ้วงในหลวงก็ดี,

การที่ นสพ.คม ชัด ลึก ลงพิมพ์ข้อความจาบจ้วงยอมรับผิดปิดตัวเองขอพระราชทานอภัยโทษแต่กลับปกป้องสนธิก็ดี,

การที่ประสงค์ สุ่นสิริมอบดอกไม้เชิดชู เจ๊ไก่ในกรณีตะโกนด่านายกทักษิณที่สีลมก็ดี,

การที่อาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯใช้ความกล้าหาญฉีกบัตรเลือกตั้งโชว์สื่อมวลด้วยจิตวิญญาณของอารยะขัดขืนก็ดี,

การที่นายกได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง ท่วมท้น เป็น 2 เท่าของ No Vote (ฝ่ายค้าน+พันธมิตร+เบื่อการเมือง+รักสงบ) แต่กลับต้องประกาศไม่รับตำแหน่งเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ก็ดี,

การที่นายกประกาศไม่รับตำแหน่งแล้วยังเรียกร้องให้นายกไม่เป็นหัวหน้าพรรคและเลิกเล่นการเมืองก็ดี,
การสร้างภาพทาสีดำและประดิษฐ์คำ “ระบอบทักษิณ” ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ดี,

การสร้างวาทกรรม “เว้นวรรค…ชักใย” ต่อปรากฏการณ์ที่นายกยอมประกาศไม่รับตำแหน่งเพื่อความสมานฉันท์ก็ดี,

การที่คน ปชป.จังหวัดสงขลาขัดขวางพรรคเล็กไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ดี,

การที่ ปชป.เรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะพร้อมเรียกร้องนายกพระราชทานก็ดี,

———-ปรากฏการณ์เหล่านี้…..เป็นเครื่องชี้วัดอาการ “วิกลจริตทางการเมือง” ของคนไทย (จำนวนหนึ่ง) อย่างเห็นได้ชัด

———-หลายประเด็นของปรากฏการณ์ดังกล่าว … ธีรยุทธ์ บุญมี พยายามทำให้ถูกหลักวิชาการทางสังคมวิทยาโดยใช้คำว่า “อารยะขัดขืน(Civil Disobedience)” มาอรรถาธิบาย ซึ่งเป็นแนวความคิดของเฮนรี่ เดวิด ทอโร่ นักเขียนชาวอเมริกัน… แนวความคิดนี้เสนอขึ้นมาเพื่อสร้างยุทธวิธีต่อสู้ของพลเมืองที่จะต่อต้านรัฐ…ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการของอนาธิปไตย(Anarchy) และดีกว่าการลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ

———-กระบวนการต่อสู้เพื่อต้านอำนาจรัฐหรือยึดอำนาจรัฐของประชาชนไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้…

———-คำถามอยู่ที่ว่า….กลุ่มต่อต้านมีข้อเสนอทางยุทธศาสตร์อะไร…. หลังการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐแล้ว ใครจะมาแทนที่และกุมอำนาจรัฐ……. บุคคลหรือกลุ่มบุคคเหล่านั้น มีแนวความคิดและแนวนโยบายพัฒนาประเทศไทยอย่างไร….. เขาจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางไหน….
Read the rest of this entry »

ผู้เขียนมีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า สิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั้งในฐานะที่เป็นปัจเจกชนและสื่อมวลชนเป็นหลัการที่ต้องพิทักษ์ รักษา และปกป้องมิให้มีอำนาจใดๆมาล่วงละเมิดได้ ยังตระหนักอีกว่า สื่อมวลชน เป็นสถาบันที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้ำจุนการปกครองในในระบอบบประชาธิปไตย

การคุกคามและลิดรอน สิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนถือเป็นการคุกคามระบอบประชาธิปไตยไปด้วย ทั้งนี้สื่อมวลชนจักต้องอยู่ภายใต้กรอบของการเคารพ สิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่นอย่างเสมอกันและสื่อมวลชนจะต้องถือเอาความสามัคคีความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติเป็นที่ตั้งส่งเสริมให้มีการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมด้วยปัญญาและสันติวิธี ยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด อีกทั้งจะต้องไม่ละเมิดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนอันเป็นหลักการแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอีกด้วย

ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมานี้ สังคมไทยได้เกิดความขัดแย้งทางความคิด การเมือง จนแบ่งฝ่ายกันชัดเจนในทุกวงการ โดยมีฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่ยังต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอีกฝ่ายหนึ่ง

ความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะเช่นนี้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดวิธีการแก้ไขไว้แล้วซึ่งมีหลายวิธี แต่วิธีสุดท้ายคือการคืนอำนาจให้ประชาชน และให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศเลือกตั้งใหม่เพื่อมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่พรรคการเมืองเข้าไปบริหารประเทศด้วยหลักการเสียงข้างมาก นับเป็นหลักการแห่งการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่ นา นา อารยะประเทศทั้งหลายยึดถือ และเป็นเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่านี่คือ หนทางแห่งการแก้ไขความขัดแย้งด้วยปัญญาและโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของความเคารพต่อสิทธิอัตวินิจฉัยของปัจเจกชนที่มีเสียงหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มิได้เชื่อมั่นและยึดเอาหลักการดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา กลับใช้วีธีการ โจมตี ใส่ร้าย ป้ายสี สร้างความเคียดแค้น ชิงชัง และกดดันทางการเมืองทุกวิถีทาง กระทั่งใช้วิธีลอบวางระเบิดสังหารถึงขั้นเอาชีวิต..
Read the rest of this entry »

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้…ได้เกิดปรากฎการณ์ คนรวมกลุ่มต่อต้าน ด่าทอ ขับไล่นายกทักษิณ ในทุกที่ที่นายกไปปฎิบัติภารกิจ..แม้กระทั่งในจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดของนายกฯทักษิณเอง….ราวกับว่า..ทุกแห่งหนบนแผ่นดินไทยแห่งนี้ เต็มไปด้วยคนเกลียดชังและต่อต้านทักษิณกันทั้งนั้น…และถ้าคนจำนวนมาก เชื่อและเห็นด้วยกับภาพเหตุการณ์และข้อสรุปเช่นว่านี้…..พ.ต.ท. ทักษิณ ชิณวัตร ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอีกต่อไป…ทักษิณ ต้องไม่ลงเลือกตั้ง หรือต้องเว้นวรรค หรือ อย่าไปเลือกทักษิณ และพรรคไทยรักไทย

ข้อความดังกล่าว….คือความประสงค์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตย และถ้าบังเกิดผลขึ้นจริงๆ ผู้รับประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ

แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฎกลับกลายเป็นว่าทุกที่ ทุกเหตุการณ์ที่พวกเขาไปรวมกลุ่มด่าทอ ต่อต้านนายกฯนั้น….ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมไม่อาจทนมองดูอยู่อย่างเฉยเมยได้ พวกเขาได้ปรากฎตัว แสดงตน เป็นฝ่ายสนับสนุนนายกฯทักษิณอย่างมิได้นัดหมาย…และเผชิญหน้ากับฝ่ายต่อต้านด้วยความรู้สึกที่เหลือ อด เหลือทน…จนเกิดการปะทะกัน ถึงขั้นเลือดตกยางออก…กลายเป็นว่าทุกที่ที่มีคนต่อต้านนายก ก็ปรากฎผู้คนที่สู้เพื่อนายกถึงขั้น ยอมหลั่งเลือด ติดคุก…กลายเป็นว่ามีคนรัก สนับสนุน และปกป้องนายกอยู่ทุกแห่งทุกหน.

ปรากฎการณ์ทางสังคมเช่นนี้…มีคำอธิบายดังต่อไปนี้:

หนึ่ง พฤติกรรมก้าวร้าว กระเหี้ยน กระหือรือ ของขบวนการด่านายกตามงานต่างๆ มีศูนย์กลางสร้างความเกลียดชังและมีกลไกแพร่ระบาดที่ปฎิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง

———- กลุ่มคนที่ “ไม่เอาทักษิณ” มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีขึ้นตั้งแต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก้าวเข้าสู่การเมืองในยุคพรรคพลังธรรม มีเพิ่มขึ้นอีก เมื่อประกาศตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2541 และเพิ่มมากขึ้นหลังจากประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ในการเป็นรัฐบาลสมัยแรก…การเพิ่มขึ้นของคน “ไม่เอาทักษิณ” ในช่วงเวลานี้ คือกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่แข่ง และกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการดำเนินนโยบายของ นายกฯทักษิณ…..พฤติกรรมทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ แสดงออกโดยการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ผ่านสื่อ และเวธีสาธารณะ
———- ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาคน “ไม่เอาทักษิณ” ก็ยังเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นจากพวก NPL ที่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หวังพึ่งรัฐบาลเพื่อขอสิทธิพิเศษฟื้นฟูกิจการของตน ตลอดจนพวกที่ต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองไม่สมประสงค์ ทั้งภายในพรรคและนอกพรรค….พฤติกรรมทางการเมืองของคนกลุ่มนี้..มุ่งสร้างสตอรี่..ใส่ร้ายป้ายสี..บิดเบือนข้อเท็จจริง แอบอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเจตนาสร้างเหตุให้ดูเหมือนว่า นายกฯทักษิณ ไม่จงรักภักดี…..เขาใช้สื่อในกลุ่มธุรกิจและเครือข่าย ปฎิบัติการเพื่อสร้างความเกลียด ความชัง นับจากกลางปี 2548 เป็นต้นมา…

———-เมื่อเกิดกรณีการขายหุ้นชิน…พวก “ไม่เอาทักษิณ” ก็มีเงื่อนไข และปัจจัยสนับสนุน ทำให้พวกเขาได้สนธิกำลังกัน ภายใต้การจัดการของอำนาจผู้มากบารมี ด้วยวิธีการที่แยบยล….และนั่นคือต้นกำเนิดของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อทำลายประชาธิปไตย”……ซึ่งก็คือ ศูนย์กลางสร้างความเกลียดชังต่อนายกฯทักษิณโดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียกับการดำรงอยู่ของศูนย์กลางสร้างความเกลียดชังแห่งนี้

———-เมื่อศูนย์นี้ทำท่าจะหมดความหมาย เนื่องจากผู้เข้าร่วมรายการเมืองไทยสัญจรน้อยลงทุกที….ก็ได้กำเนิด ศูนย์กลางสร้างความเกลียดชัง แห่งใหม่ขึ้น นั้นคือกลุ่ม หยุดทักษิณ นำโดย สังศิต back up ทางวิชาการและกุนซือของพรรคมหาชน

———-เวป manager, หนังสือพิมพ์ในกลุ่มผู้จัดการ, ASTV, วิทยุ 92.25, รายการเมืองไทยรายสับดาห์สัญจร….คือสื่อที่ทำหน้าที่แพร่อารมณ์เกลียดชังให้ระบาดออกไป…ผู้คนที่เสพสื่อเหล่านี้เป็นประจำ ไม่เพียงแต่ “รับข้อความเคลือบความเกลียดชัง” ต่อนายกทักษิณ เข้าไปทุกวันเท่านั้น….แต่มันทำหน้าที่ ชี้แนะ ปลุกเร้าให้ผู้เสพมีอาการก้าวร้าว กระเหี้ยนกระหือรือ เก่ง กล้าและท้าทายเพราะเชื่อกันเป็นการภายในว่ามีพวกเป็นตุลาการและมี Back เป็นถึงผู้มากบารมี
Read the rest of this entry »

เราขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ทีพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศวาระประชาชน ภายใต้คำขวัญ “ประชาชนต้องมาก่อน” ท่ามกลางแคมเปญชู อภิสิทธิ์เป็นนายกแนวใหม่ที่กำลังฮือฮา อยู่ในจอทีวี ในช่วงเวลานี้…การปรากฎตัวของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้..ไม่ว่าผลในอนาคตจะเป็นเช่นไร ถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สำนึกผิด และกลับเนื้อกลับตัว เข้ามาแข่งขันตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย นับได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินบนเส้นทางอันถูกอันควรแล้ว เราขอให้พรรคประชาธิปัตย์ปฎิบัติตนเป็นผู้ใหญ่ ควรแก่วัย 60 ปีตามที่กล่าวอ้าง และอย่าได้หันกลับไปใช้เส้นทางแห่งการทำลายล้างทางการเมืองแบบในอดีตอีกต่อไป….แต่อย่างไรก็ดีพรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจลอยตัวจากพฤติกรรมอัปยสที่ตนสร้างขึ้นและจะต้องจารึกไว้ในหน้าประวิติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทย

การคว่ำบาตรการเลือกตั้งภายใต้ข้ออ้างว่าฟอกตัวให้ระบอบทักษิณก็ดี,

การขอนายกพระราชทานด้วยมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญก็ดี,

การร่วมมือประสานเสียงกับพันธมิตรเพื่อทำลายประชาธิปไตยก็ดี,

การขนคนเข้าไปสมบทกับวันนัดชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรก็ดี,

การขัดขวางพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งก็ดี,

การจ้างฐัติมา(เจี้ยบ)ใส่ใคล้ไทยรักไทยก็ดี,

การเปิดเวทีปราศรัยสัญจร เพื่อปลุกผีระบอทักษิณ และรณรงค์โนโหวตก็ดี,

การให้ไทกรเป็นนกต่อ เพื่อจ้างพรรคเล็กเอาผิด ไทยรักไทยก็ดี,

การยื่นฟ้องศาลปกครองให้ชลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายน 2549 ก็ดี,

การยื่นฟ้องเอาผิด กกต.เพื่อให้ศาลเอาผิด กกต.ถึงขั้นห้ามประกันตัว ทั้ง 3 ศาลก็ดี,

และการยื่นเรื่องให้ยุบพรรคไทยรักไทยที่ยังคาราคาซังอยู่ในศาลรํฐธรรมนูญก็ดี….

พฤติกรรมทางการเมืองเหล่านี้ไม่เพียงแต่มุ่งทำลายล้างโดยไม่เลือกวิธีการเท่านั้น แต่ได้ส่งผลเสียต่อระบบสังคมทั้งระบบ กล่าวคือทำให้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย 2 ใน 3 เป็นง่อยไปในระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้การบริหารประเทศหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ สังคมโดยรวมและเปิดช่องทางให้ อำนาจนอกระบบ บงการกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยที่เหลือ ด้วยกระบวนการที่มีข้อกังขามากมาย ผลลัพธ์ทีปรากฎให้เห็นได้แก่
Read the rest of this entry »

ส่วนที่ 1 เนื้อข่าว

ปฏิญญาฟินแลนด์ที่ถูกกล่าวขานถึง เริ่มจากนายโสภณ สุภาพงษ์ รักษาการ ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวในวงเสวนาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อวันเสาร์

ระบุว่าเป็นแนวคิดผู้ก่อตั้งไทยรักไทยโดยเฉพาะบุคคลที่เคยเข้าป่าหรือคนเดือนตุลา ซึ่งปฏิญญานี้เขียนขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2542 มีเป้าหลายหลัก 5 ประการคือ 1.ยึดรากหญ้า 2. ใช้ทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ 3. จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว 4. รื้อระบบราชการทั้งหมด 5. ต้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์เหลือเพียงสัญลักษณ์ทางพิธีกรรม

นอกจากนี้ นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ และนายคำณูนสิทธิสมาน คอลัมนิสต์ ได้เขียนถึงเรื่องดังกล่าวลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน

ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มจุฬาเชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย และสหพันธ์องกรผู้บริโภค ได้จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิกฤตน้ำมันใครได้ใครเสีย”โดยนายโสภณ สุภาพงษ์ รักษาการ ส.ว.กทม. ซึ่งร่วมเสวนาเวยได้เปิดโปงถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง

นายโสภณกล่าวว่าปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการเปิดโปงยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เกิดเมื่อปี 2542 มีนายทุนทางการเมืองคนหนึ่งอยากตั้งพรรคการเมืองมาก เพื่อวางแผนปกครองประเทศไทย นายทุนคนนี้ได้คุยกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและมีประสบการณ์การเคลื่อนไหวด้านมวลชน การคุยมีขึ้นที่ฟินแลนด์ ซึ่งนักเคลื่อนไหวที่อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนนี้ได้นำเรื่องมาคุยกับเพื่อนฝูงเกือบ 200 คน แต่ทั้ง 200 คนไม่เห็นด้วยกับเขาเพราะมองว่าเป็นเรื่องของการทุจริตไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ ซึ่งมี 5 เรื่องคือ

1. การได้อธิปไตยจากรากหญ้านำมาซึ่งมาซึ่งพลังอำนาจทางการเมือง ข้อนี้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ใช้หลักการเดียวกับคอมมิวนิสต์ แต่พรรคคอมมิวนิสต์เอาอุดมการณ์เข้าแลก แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มปฏิญญาฟินแลนด์ แลกอธิปไตยจากรากหญ้าด้วยทุนและเงินงบประมาณ เพื่อให้ตนเองได้คะแนนเสียงขึ้นมาเท่ากับแปรอธิปไตยจากรากหญ้าให้เป็นอธิปไตยของตนเอง ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. การได้มาซึ่งทรัพย์สินของประเทศเพื่อประโยชน์ตนเองโดยกลุ่มปฏิญญาฟินแลนด์เมื่อตั้งพรรคขึ้นมาแล้ว ก็พยายามแปลงทรัพย์สินสาธารณะเข้าตลาดหุ้นให้คนกลุ่มเดียวได้ประโยชน์การปฏิบติเช่นนี้สอดคล้องกับการทำงานของมวลชนของบุคคลที่เคยเคลื่อนไหวในพรรคคอมมิวนิสต์

3. มีการตั้งจุดประสงค์ให้พรรคการเมืองเดียวมีความเข้มแข็ง เป็นความคิดของซ้ายจัด หากมีพรรคการเมืองเดียวเกิดขึ้น การจัดการจะง่ายขึ้น ความเป็นเอกภาพง่ายขึ้น และมองว่าการตั้งพรรคการเมืองพรรคเดียวสำเร็จ ก็จะแปรรูปพลังของประชาชนและข้าราชการมาสู่อำนาจของตนในรูปแบบซีอีโอ โดยจะสถาปนาตนเองคล้าย ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

4. รื้อระบบราชการทั้งหมด ให้เปลี่ยนความภัคดีที่ต้องเป็นข้ารับใช้ราชการ มาเป็นข้าที่ภัคดีต่อซีอีโอ เพราะขณะนี้บัตรข้าราชการและบัตรประชาชนไม่มีตราครุฑประทับอยู่บนบัตรแล้ว การเปลี่ยนในลักษณะนี้ทำให้ผลประโยชน์ตกแก่ตนจำนวนเล็กๆ ทำลายคุณค่าของประชาชนทั้งประเทศ อยากเตือนหลายฝ่ายว่าอย่าลืมพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่นายสุเมธ ตันนิเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ว่าอาชีพของพระองค์คือข้าราชการ

5.เขาจะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ ให้ข้าราชการขึ้นตรงต่อซีอีโอ แล้วสถาปนาเงินเป็นศาสนาใหม่ โดยคิดว่าถ้าใส่เงินเข้าไปทุกคนก็จะเคารพ

“เมื่อเชื่อมโยงเข้ามาสู่ราคาน้ำมันการบริหารจัดการในการกำหนดราคาน้ำมันก็คือ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐและชาวต่างชาติ ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากบริษัทน้ำมันเหล่านั้น โดยใช้อำนาจรัฐในรูปทรัพย์สินแจกประชาชน และนำตัวเองเข้ามาถือหุ้นเป็นประธานบริษัทและเข้าข่ายปฏิญญาฟินแลนด์ 2542 คนเช่นนี้ ไม่รักชาติไม่เห็นประโยชน์ประชาชนฉะนั้นเราต้องตีแผ่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ” นายโสภณกล่าว

Read the rest of this entry »

การที่ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านตั้งแง่กับ กกต.ชุดปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่า :

กกต. คือต้นเหตุที่ทำให้ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านแพ้การเลือกตั้งจริงหรือ..?

การที่ ไทยรักไทยได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเป็นเพราะมีเงินมากกว่า และซื้อเสียงได้มากกว่า ใช่ไหม?

การเปลี่ยน กกต. ก็เพื่อมิให้ ไทยรักไทยซื้อเสียงได้ ใช่ไหม ?

ศาลเสนอแนะให้ กกต.ลาออก เพราะเชื่อว่าการมี กกต.ชุดใหม่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตยุติธรรม และทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป ใช่หรือไม่..หรือว่าแค่ใส่ใจต่อข้อเรียกร้องของพรรคฝ่ายค้าน หรืออย่างไร ?

ดูเหมือนว่า กกต.จำนวน 5 คน และกลไกของ กกต.ทั่วประเทศจะ ทำให้พรรคการเมืองใด แพ้ หรือ ชนะ ก็ได้
ดูเหมือนว่า ทีมที่ชนะหรือแพ้การแข่งขันฟุตบอล มิได้อยู่ที่ทีมและนักกีฬา แต่กลับไปอยู่ที่กรรมการ การเปลี่ยนกรรมการจะทำให้ผลแพ้-ชนะพลิกกลับด้านกันได้.

———-พรรคไทยรักไทย ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 2541 ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจ
การประกาศนโยบายของพรรคไทยรักไทย ก็ถูกดูแคลนจากประชาธิปัตย์ว่าเป็นนโยบายเพ้อฝัน

———-ปี 2543 ไทยรักไทย รุกทางการเมืองด้วยการตั้งรัฐบาลเงา และ ประกาศวาระแห่งชาติ 11 ข้อ ในปีนั้นไทยรักไทยได้พัฒนาตนเองเหนือพรรคชาติไทย ชาติพัฒนา และความหวังใหม่ โดยเทียบชั้นพรรคประชาธิปัตย์จนน่าตกใจ

———-ปลายปี 2543 ทักษิณถูกรุมเร้าด้วยคดีซุกหุ้นภายใต้การกำกับดูแลอย่างเอาการเอางาน ของ กล้าณรงค์ จันทิก ในเวลานั้น ปปช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ ได้รับการสรรหา แต่งตั้งในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและมีมีอำนาจคับฟ้า…

———-คดีซุกหุ้นของทักษิณ ถูกชงเข้าสู่การใต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันเลือกตั้ง เพียง ไม่กี่วัน
วันที่ 6 มกราคม 2544: เป็นวันเลือกตั้ง ในวันนั้น ทักษิณ ถูกฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนได้รับการสรรหาและแต่งตั้งในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น.

ผลการเลือกตั้ง ไทยรักไทย ได้รับชัยชนะถล่มทลาย..11 ล้านคะแนน ในขณะที่ ปชป.ได้เพียง 6 ล้านเศษ ทรท.มีคะแนนมากกว่าเกือบ 2 เท่าตัว และจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคชาติไทยเป็นพรรคร่วมในที่สุด

———- โปรดสังเกตว่า การที่ไทยรักไทยมีชัยชนะเหนือประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลายในวันนั้น…ไทยรักไทยไม่ได้รับความเอื้อเฟื้อ จาก กกต.ที่สรรหาและแต่งตั้งในยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลใดๆทั้งสิ้น

———-ชัยชนะของ ทรท.ในช่วงเวลานั้น หลายฝ่ายได้ข้อสรุปตรงกันกันคือ…คนเบื่อชวน เชื่องช้า เบื่อประชาธิปัตย์ ไทยรักไทย ทำการเมืองโดยใช้นโยบายเป็นตัวนำ พร้อมๆกับสร้างคาดหวังผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบทักษิณ ส่วนปัจจัยด้านการเงิน พรรคประชาธิปัตย์ในยุคนั้นก็มิได้น้อยหน้าพรรคการเมืองอื่นๆเลย…

———-ทักษิณและทรท.เป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อ จากชวนและประชาธิปัตย์….ประชาชนเปรียบเทียบ ความแตกต่าง กันชัดเจนในทุกด้าน จากแค่ความคาดหวังก่อนการเลือกตั้ง…ก็กลายเป็นความเชื่อมั่นหลังจากที่ทักษิณและ ทรท. บริหารประเทศไปได้ครึ่งเทอม
Read the rest of this entry »

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 มาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

———-ในเมื่อองคาพยพของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร…อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระกระแสรับสั่งต่อบุคลากรที่มีอำนาจสูงสุดของอำนาจตุลาการให้ถือเป็นธุระที่ต้องช่วยกันนำพาชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติ…โดยมีหลักยึดสำคัญ 3 ประการ คือ ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ, ความเป็นประชาธิปไตย และ ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้…

———-การรวมตัวและปรึกษาหารือของบุคลากรที่มีอำนาจสูงสุดของ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองจึงเกิดขึ้นและมีการวางกรอบทำงานร่วมกันโดยตั้งความหวังว่าจะสามารถแก้ไขวิกฤติชาติได้……

———-ท่านเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของประชาชนไทย และเป็นผู้ที่มีส่วนกำหนดอนาคตของสังคมไทย….ยิ่งไปกว่านั้น…ประชาชนจากทุกภาคส่วนและคู่กรณีที่ขัดแย้งกันได้หยุด หรือชลอโครงการทำงานตามปกติของตน เพื่อรับฟังว่าศาลที่เคารพทั้งหลายจะพาสังคมไทยให้พ้นวิกฤติด้วยแนวทางใด……และหลายฝ่ายต่างออกมา “ตั้งท่า” ยอมรับคำพิพากษาของศาลไม่ว่าจะออกมาถูกใจฝ่ายตนหรือไม่ก็ตาม..

———-หากพิจารณาจากการตั้งประเด็นที่ว่า…การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายนและการเลือกตั้งหลังจากนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ สุจริตยุติธรรมหรือไม่…..ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร..ผู้ทีมีส่วนได้ ส่วนเสีย ต้องเกิดความพอใจและไม่พอใจอย่างแน่นอน….แต่จะเก็บความพอใจและไม่พอใจไว้ในใจเพราะเคารพอำนาจศาล หรือ จะมีปฎิกริยา..เราก็มิอาจคาดผลได้

———-หากพิจารณากรณีที่ศาลปกครองพิพากษาให้ชลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายนไปก่อน..คำพิพากษานี้ก็ได้สะสมความพอใจและความไม่พอใจของคนบางกลุ่มไว้เรียบร้อยแล้ว….ที่แน่ๆศาลปกครองได้สร้างเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สภาไม่สามารถเปิดได้ภายใน 30 วัน ทำให้เกิดคำถามว่า ศาลปกครองมีส่วนทำให้กระบวนการดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญต้องมีอันหยุดชะงักไปหรือไม่และต้องมีใครเป็นผู้รับผิดชอบกับการที่ไม่สามารถเปิดสภาได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้! !

———-หากพิจารณากรณี กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของศาลปกครองที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง…นั่นคือปฎิกริยาที่ 3ศาลอาจคาดการณ์ไว้แล้วหรือมิได้คาดไว้แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ของ กกต.ซึ่งได้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ขึ้น..นั่นคือ..ความขัดแย้งขององค์กรอิสระได้เกิดขึ้นแล้วโดยมี กกต.ฝ่ายหนึ่ง กับ ศาลปกครองอีกฝ่ายหนึ่งและมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรรมการชี้ผิดชี้ถูก…ความขัดแย้งในขอบเขตทางการเมืองได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความขัดแย้งในขอบเขตขององค์กรอิสระเรียบร้อยแล้วหากยืดเวลาออกไป..คงมีหลายฝ่ายที่จะอ้างสิทธิและใช้สิทธิเช่นนี้ได้เหมือนกัน..

———-หากพิจารณาคดีความที่ได้ยื่นแก่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ โดยพรรคประชาธิปัตย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคดีอื่นๆ ซึ่งรอคำพิพากษาอยู่ในขณะนี้…ผลของการพิพากษา ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร…ก็จะสะสมความพอใจและความไม่พอใจของคนบางกลุ่มเพิ่มขึ้นมาอีกเมื่อผนวกเข้ากับการ “ตั้งธง” ของสื่อมวลชนที่ต้องการให้ศาลพิพากษาว่าการเลือกตั้งในเดือนเมษาทั้งหมดเป็นโมฆะ หรือ การยุบสภาเป็นโมฆียะและถ้าหากว่าผลออกมาตามที่สื่อมวลชนตั้งธงไว้….อำนาจตุลาการที่เป็นที่หวังของทุกฝ่ายในวันนี้…ย่อมมีส่วนสร้างความหม่นหมอง ความปวดร้าวลึกๆ ที่แอบซ่อนไว้โดยไม่มีใครกล้าปริปาก…เราคาดคะเนไม่ได้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…คือความสามัคคี หรือความร้าวลึกกันแน่….ชาติจะพ้นวิกฤติ หรือ เกิดวิกฤติที่มากกว่า ยาวนานกว่า และลึกซึ้งกว่า กันแน่….นับเป็นความท้าทายต่อสติปัญญา ความสามารถ ทีปรากฎอยู่เบื้องหน้าของ 3 ศาล ภารกิจอันทรงเกียรตินี้ตกอยู่บนบ่าของท่านแล้ว !

———-การต่อสู้ในศาล และการรอคอยผลการพิพากษาของศาล มีข้อจำกัดมากกว่าการดำเนินงานของอำนาจนิติบัญัติและอำนาจบริหารตรงที่..ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้และไม่มีกระบวนการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วทั้งประเทศ..ตรงนี้อาจเป็นได้ทั้งจุดบอดและจุดดีในเวลาเดียวกัน…..จุดบอดเพราะไม่สามารถสร้างความเข้าใจแก่คู่กรณีที่ขัดแย้งกันได้…จุดดีเพราะสังคมไทยยอมรับอำนาจศาลและก้มหน้าก้มตารับคำพิพากษาแม้จะสามารถสัมผัสถึงความยุติธรรมได้หรือไม่ก็ตาม……แต่…การก้มหน้าอดทนกล้ำกลืนของคนในชาติ มิว่าเกิดขึ้นจากอำนาจใดมักปรากฎผลคล้ายระเบิดเวลาเสมอ…

———-ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น….ล้วนเกี่ยวกับการยุบสภาและการเลือกตั้ง…ตลอดจนการสร้างเงื่อนไขใหม่ที่เหมาะสมแก่การปรับตัวใหม่ของทุกพรรคการเมืองให้เข้าสู่เส้นสตาร์ตใหม่โดยถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับได้จากทุกฝ่าย…(ถ้าความขัดแย้งใหม่ระหว่างองค์กรอิสระไม่ขยายตัวลุกลามจนไม่มีเอกภาพ)
Read the rest of this entry »

บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

20.30 น. วันที่ 4 เมษายน 2549 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้แถลงต่อประชาชนไทยทั้งประเทศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเปิดสภาผูแทนราษฎรแล้ว…..

———-สมาชิกพรรคไทยรักไทยและกองเชียร์ 16 ล้านคน คงรู้สึกหดหู่ เพราะได้พ่ายแพ้ต่อ ปชป. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ม็อบและผู้สนับสนุนอีกจำนวนหนึ่ง และคงสมใจประชาชนกลุ่มที่ได้ลงคะแนนเสียง ประเภท No Vote

———-ฝ่าย ปชป. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ม็อบ และผู้สนับสนุน คงรู้สึกยินดี เพราะเชื่อว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายตนได้รับการตอบสนอง จะใช้โอกาสนี้ยกระดับข้อเรียกร้องของตน รุกทักษิณ ไม่ให้เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และจะเข้ามามีบทบาทต่อการปฎิรูปการเมืองในฐานะกลุ่มพลังที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง

———-นักวิชาการ ปัญญาชน ชนชั้นกลาง คงรู้สึกโล่งใจและร่วมยินดีกับเหตุการณ์นี้ เวทีสำหรับการแสดงความคิดเห็น ชี้นำสังคม จะได้กลับมาอีกครั้ง…ส่วนทิศทางและเนื้อหาที่จะนำมาเสนอเป็นอย่างไรนั้นสุดที่จะคาดเดาได้

———-ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณและไม่เอาม็อบก็คงรู้สึกยินดีที่ทักษิณไม่ได้เป็นนายกและม็อบจะได้สลายตัว ความวุ่นวายทั้งหลายจะได้ยุติเสียที ประเทศชาติจะได้เข้าสู่ภาวะปกติ

———-หากพิจารณานิยามคำว่าชนะของแต่ละกลุ่ม ดูเหมือนการประกาศไม่รับตำแหน่งนายรัฐมนตรีของทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำตอบ….เป็นคำตอบที่ถูกทางแต่ไม่สุดทาง

———-นิยามคำว่าชนะของ ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ การมีนายกพระราชทานเพื่อลิดรอนอำนาจทักษิณเป็นเป้าหมายขั้นต้น ทำลายระบอบทักษิณให้พังทะลายแล้วฝ่ายตนได้กลับเข้ามากุมอำนาจรัฐเป็นเป้าหมายสุดท้าย…ตีความอย่างเข้มงวดก็คือไม่มีทักษิณและพรรคไทยรักไทยอยู่ในระบบการเมืองไทยอีกต่อไป คือชัยชนะที่แท้จริง

———-นิยามคำว่าชนะของฝ่ายม็อบคือ ทักษิณลาออก ทักษิณไม่เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กลุ่มตนต้องมีบทบาทในการปฎิรูปการเมือง….ตีความอย่างเข้มงวดก็คือ ไม่มีทักษิณอยู่ในการเมืองไทยและกลุ่มตนจักต้องมีบทบาทนำทางสังคมอยู่ต่อไป

———-ส่วนบรรดานายทุนสื่อและคนสร้างข่าวนั้นเล่า เขาย่อมต้องการรํฐบาลที่เขาบริหารได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้….มิใช่ชี้ควายเป็นนกหรือไม้แบบรัฐบาลทักษิณเป็นแน่…ชัยชนะที่แท้จริงของพวกเขาก็คือ ผู้นำและรัฐบาลจะต้องตาดู หูฟัง ในสิ่งที่เขานำเสนอ ตลอดจนต้องมีท่าทีถ่อมตนต่อสิ่งที่เขา พูดและเขียน

———-หากพิจารณานิยามแห่งชัยชนะของหลายฝ่ายข้างต้น…การประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณไม่ใช่ข้อเรียกร้องทางยุทธศาสตร์ หากเป็นการทำลายสิ่งกีดขวางที่ทำให้พวกเขาเดินไปสู่เป้าหมายที่ซ่อนเร้นไว้ได้ยากลำบากขึ้นเท่านั้นเอง

———-หลายคนอาจรู้สึกโล่งอกที่ทักษิณประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว…ดูคล้ายกับว่าสัญญาณแห่งความปรองดอง ประนีประนอม สมานฉันท์ ได้เกิดขึ้นแล้ว…คนไทยจะรู้รักสามัคคีกันแล้ว…ความรู้สึกและสภาวะเช่นนี้จะดำรงอยู่อย่างชั่วคราว…ในช่วงปลายของความชั่วคราวนี้ปัญหาใหม่ ข้อกล่าวหาเดิมแต่เวอร์ชั่นใหม่จะมีเสียงดังขึ้น มิใช่เพราะทักษิณไปทำอะไรผิด..แต่เพราะพวกเขาเหล่านั้นยังเดินไม่ถึงเป้าหมาย และคำว่า ระบอบทักษิณก็ดี รัฐบาลหุ่นเชิดทักษิณก็ดี สภาโจ๊กก็ดี เป็นนวัตกรรมทางภาษาที่จะนำพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายได้…ความวุ่นวายเวอร์ชั่นที่สองก็จะก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง…..

———-วันนี้…ปชป. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ม็อบ สื่อมวลชน นักวิชาการ..อยู่ในฟากที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเพราะสามารถกดดันให้ทักษิณประกาศไม่รับตำแหน่งนายกได้….ทั้งๆที่เขาซ่อนเร้นความพ่ายแพ้อยู่ภายใน…….

แพ้เพราะ….ล้มการเลือกตั้งไม่สำเร็จ
แพ้เพราะ….ไม่สามารถขัดขวางทักษิณและ ทรท.เข้ามาเป็นรัฐบาลได้
แพ้เพราะ….เขาไม่สามารถมีนายกพระราชทานตามที่เขาเรียกร้อง
แพ้เพราะ….กองทัพธรรม กองทัพสื่อ กองทัพวิชาการ…ไม่สามารถลดคะแนนความนิยมในตัวทักษิณและ ทรท.ลงได้ (จากคะแนนเสียง ทรท:โนโหวต= 16 : 8 ล้านเสียง)

นับเป็นชัยชนะของผู้แพ้โดยไม่ต้องสงสัย

———-ในด้านที่กลับกัน…ทักษิณและ ทรท.อยู่ในฟากทีพ่ายแพ้…เพราะต้องทำตามข้อเรียกร้องของ ม็อบ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน…ทักษิณเดินไปในทางที่ฝ่ายต่อต้านขีดให้เดิน แต่เส้นทางที่เขาเดินมาและกำลังเดินไป…ได้สะสมชัยชนะเอาไว้หลายด้าน..และมีเป้าหมายแห่งชัยชนะรอคอยอยู่เบื้องหน้า

ชนะเพราะ….สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยและกติกาตามรัฐธรรมนูญไว้ได้
ชนะเพราะ….สามารถใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว คลี่คลายสถานการณ์จนถึงวันเลือกตั้ง
ชนะเพราะ….ทนทานต่อแรงกดดันของม็อบ สื่อ ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ไม่ยอมให้กฎหมู่มาเหนือกฎหมาย
ชนะเพราะ….ยังรักษาฐานเสียงและผู้สนับสนุนไว้ได้ ในสัดส่วน 2 ต่อ 1 เหมือนเดิม
ชนะเพราะ….สามารถเข้ามากุมอำนาจรัฐได้เหมือนเดิม
ชนะเพราะ….ได้ สส.ในพื้นที่คู่แข่งเพิ่มขึ้นทั้ง ภาคใต้ ภาคกลาง จะเป็นช่องทางต่อยอดในอนาคต
ชนะเพราะ….ยังสามารถเป็นที่พึ่งของคนรากหญ้าได้เหมือนเดิมและอาจดีกว่าเดิม

นับเป็นความพ่ายแพ้ของผู้ชนะโดยแท้……

และทั้งหมดนี้…แด่ชัยชนะของผู้แพ้และความพ่ายแพ้ของผู้ชนะ

Powered by ScribeFire.

บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

———-และแล้วการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ก็เกิดขึ้น ท่ามกลางการชุมนุมของประชาชนที่อ้างกันว่าเรือนแสนเรือนล้านเพื่อเรียกร้องให้นายกลาออกลงท้ายด้วย ขอนายกพระราชทาน ประสานกับเสียงโหยหา ทหารให้มาปฎิวัติ

———-เสธ.หนั่น ฟันธงหลังยุบสภาว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน อาจจะด้วย กกต. ลาออก ทหารปฎิวัติ ทักษิณแพ้ม็อบ ลาออกและได้นายกพระราชทาน

———-ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้านต่างวิเคราะห์และประเมิณสถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกับ เสธ.หนั่นและเพื่อให้การคาดการณ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง ต้องทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตันด้วยมติอัปยศ “คว่ำบาตรการเลือกตั้ง”…เพื่อให้การเลือตั้งดูอัปลักษณ์และไร้ซึ่งความชอบธรรมก็เกิดมหกรรมเช็คคุณสมบัติผู้สมัครพรรคเล็ก ตลอดจนสร้างฉากกำกับการแสดง ละครตบตาเรื่อง”พลิ้วชิวหาของนางเจี้ยบ” จนทำให้สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเป็นจำเลย ที่รอวันพิสูจน์ความจริง ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ จากกระบวนการยุติธรรม

———-กลุ่ม อีลีต หรือ ชนชั้นนำทางสังคม ได้ออกมาประสานเสียง ทุ้มบ้าง แหลมบ้าง ต่ำบ้าง สูงบ้างแต่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องและทำนองเดียวกันกับที่ ม็อบสนธิ-จำลองและพันธมิตร ใช้ร้องนั่นคือ ไอ้หน้าเหลี่ยมออกไปพระราชทานนายกใหม่มาให้เรา

———-สื่อมวลชนพร้อมใจกันแบบไม่เคยปรากฎมาก่อนพวกเขาลืมข้อขัดแย้งทางธุรกิจและความบาดหมางของผู้นำทางธุรกิจสื่อที่เคยมีมาในอดีตไปเพราะมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ โค่นทักษิณให้ได้เวลาสมานฉันท์แห่งสื่อเป็นปรากฎการ์ที่อัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

———-บุคคลที่ประสงค์จะลงเลือกตั้ง สว.หลายคน แสดงตนให้สาธารณชนได้รู้ว่าเขาอยู่แถวหน้าของกระบวนการไล่ทักษิณครั้งนี้ ไม่ว่า อุทัย พิมใจชน กล้าณรงค์ รสนา ชูวิทย์ และคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง

———-บุคคลที่กำลังจะสูญเสียเวทีทางการเมือง เช่นแก้วสรร เจิมศักดิ์ การุณ ไกรศักดิ์และสว.ในกลุ่มนี้อีกหลายคนต่างก็ใช้เวทีและสถานการณ์นี้บอกกับสาธารณชนว่าเขาอยู่ในแถวหน้าของกระบวนไล่ทักษิณครั้งนี้เหมือนกัน

———-ผู้ชี้นำสังคมประเวศ วสี กับธีรยุทธ บุญมีต่างวางตำแหน่งของตนเองในฐานะผู้ชี้นำทางสังคมคนแรกเป็นผู้ชี้นำทางจริยธรรมทำหน้าที่ตั้งข้อกล่าวหาพิพากษา และกำหนดโทษลงทัณฑ์ม้วนเดียวจบส่วนคนหลังเป็นผู้ชี้นำทางด้านยุทธวิธีการต่อสู้ภายใต้แนวคิดอารยะแข็งขืนด้วยกลยุทธนานาประการ…

———-ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ปัญญาชน ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแกล้มกับกาแฟขนมปัง หรือโจ๊กร้อน หรือปาท่องโก๋ ตามอัธยาศัยคนกลุ่มนี้ได้ยินชื่อธีรยุทธหรือ ประเวศ วสี เขาเชื่อไปแล้ว 80 % อีก 20 % ที่คลางแคลงใจ ก็คิดว่าตนเองปัญญาไม่ถึง คิดตามสองท่านนั้นไม่ทันปัญญาชนพันธุ์นี้ในบ้านเรามีให้เห็นน้อยเสียเมื่อไหร่ครั้นออกจากประตูบ้านพลันเข้าประตูออฟฟิศทุกคนขุดเอาเรื่องที่อ่านจาก นสพ.เรื่องเล่าจาก ม็อบเม้าท์กันน้ำลายแตกฟองแล้วทุกคนต่างก็สกดจิตตัวเองและสกดจิตคู่สนทนาว่า…ท้ากสิน..ออกไป..ให้คำๆนี้ฝังอยู่ใต้จิตสำนึกใครที่ไม่เห็นด้วยนอกจะไม่อินเทร็นด์แล้วต้องโดนข้อหาว่า สมองหมา ปัญญาควาย ไร้ความคิดหากฝ่ายถูกกล่าวหาอยากโต้แย้งบ้าง…..แน่นอน…สงครามน้ำลายระเบิดและจบลงด้วยการเสียเพื่อน——ค น เ ห ล่า นี้ ทั้งชีวิตเดินเข้าออกแค่สามประตู คือประตูบ้าน ประตูสถานศึกษา และประตูสำนักงานในวันเงินเดือนออกถึงได้มีโอกาสเข้าประตูห้างสรรพสินค้าและประตูสถานบันเทิง.

———-ส่วนคนกลุ่มใหญ่ ที่ใครๆเขาเรียกกันว่า คนรากหญ้า เขาไม่อินกับประโยคทองที่ต้องกับจริตของปัญญาชน ชนชั้นกลางเช่น…คอร์รับชั่นเชิงนโยบาย…โกงแบบบูรณาการ…ผลประโยชน์ทับซ้อน…แทรกแทรงสื่อ..แทรกแซงองค์กรอิสระ..ขายสมบัติชาติ..ใช่ว่าซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะทำความเข้าใจ ใช่ว่าสติปัญญาอันน้อยนิดของพวกเขาทำความเข้าใจไม่ได้สำหรับพวกเขามันเป็นจินตนาการที่เลื่อนลอยเกินไปทั้งชีวิตของพวกเขาสัมผัสแต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามนามธรรมเขารู้เพียงว่า ในยุคทักษิณเป็นยุคที่วิถีชีวิตของพวกเขาถูกยกระดับขึ้นเขาได้รับการดูแลมากกว่ายุคใดๆและเขารู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นที่ต้องสูญเสียสถานะใหม่ที่พวกเขาเพิ่งได้รับ…เสียงร้อง..เรารักทักษิณ..ทักษิณสู้ๆแม้จะกู้ร้อง ตะโกนจนสุดเสียงมันก็ดังได้แค่เสียงกระซิบเท่านั้นสื่อมวลชนไม่เคยสนใจเสียงของพวกเขาในอดีตอย่างไรสื่อมวลชนก็ยังไม่ใส่ใจเสียงเรียกร้องของพวกเขาในวันนี้เช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เสพย์สื่อ นสพ. เขาไม่หมกมุ่นสื่อ นสพ.เขาอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของ นสพ. กล่าวถึงที่สุด พวกเขาไม่ใช่ที่มาของรายได้ของสื่มวลชนนั่นเอง

———-ในสถานการณ์เช่นนี้ กูรู และเซียนทางการเมือง ไม่อาจฟันธงเป็นอย่างอื่นได้..นอกจากข้อสรุปที่ว่า..”ทักษิณอยู่ไม่ถึงวันที่ 2 เมษาแน่”…เพราะการเมืองในอดีตสอนไว้และไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า..megic..หรือความอัศจรรย์

——————–แต่ทักษิณอยู่ได้ อยู่มาถึงวันที่ 2 เมษา 2549——————–

————————-ทำไม ทำไม และทำไม ? ? ?——————–
Read the rest of this entry »

บทความชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

เหตุผลที่ 1
ข้อกล่าวหาของสนธิ-จำลองและพันธมิตรสามารถอธิบายได้และได้อธิบายไปแล้วคนจำนวนหนึ่งเชื่อตามคำชี้แจง จำนวนหนึ่งแม้ไม่เชื่อทั้งหมดแต่ยอมรับได้ แต่อีกจำนวนหนึ่งไม่รับฟัง ไม่รับรู้และไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดทักษิณจึงอยากดูจากผลการเลือกตั้ง

เหตุผลที่ 2
ฝ่ายขับไล่ทักษิณทำให้ทักษิณสัมผัสและล่วงรู้ได้ว่า สารพัดข้อกล่าวหา พวกเขาไม่ได้ต้องการคำชี้แจง แต่ต้องการสุมไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังให้ลุกโชนขึ้น ในใจของประชาชนบางกลุ่ม และจะใช้กำลังของประชาชนเหล่านี้เป็นพลังกดดันให้ทักษิณตัดสินใจตามคำเรียกร้องของฝ่ายตน

เหตุผลที่ 3
การปรากฎตัวของฝ่ายวิชาการ ปัญญาชน ราชนิกูล แพทย์ในฝากฝั่งของฝ่ายต่อต้านขับไล่ล้วนแล้วแต่มี คอนเน็กชั่นโดยตรงและโดยอ้อมของแกนนำม็อบ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำอาจารย์รัฐจุฬา หรือเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ หมอจุฬาหรือ หมอรามา…

เหตุผลที่ 4
ภาพการชุมนุมต่อต้านขับไล่ทักษิณที่ปรากฎในสวนลุม ลานพระรูป สนามหลวงและหน้าทำเนียบไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างเหตุการณ์เพื่อเร่งเร้าให้เกิดประชามติแห่งการขับไล่แต่เป็นสงครามตัวแทน ของกลุ่มทุนและกลุ่มประสงค์โค่นล้มที่อยู่เบื้องหลังซึ่งสมประโยชน์กับกลุ่มขับไล่ที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าเป้าหมายของการชุมนุมไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้ลาออกเป้าหมายที่แท้จริงคือการลบชื่อ ทักษิณและพรรคไทยรักไทยออกจากสารบบของการเมืองไทย ทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว

เหตุผลที่ 5
แม้จะดูคล้ายกับว่ามีคนเกลียดชังและสนับสนุนให้ทักษิณ ลาออกหรือเว้นวรรคทางการเมืองเป็นจำนวนมากแต่มิได้มีนัยสำคัญในด้านขนาดและจำนวนของผู้ต่อต้าน ขับไล่เป็นเพียงความหลากหลายของวงการ ที่ฝ่ายต่อต้านขับไล่จงใจจะให้ดูประหนึ่งว่าได้เกิดเป็นมติมหาชนขึ้นแล้วหากเป็นเช่นนั้นจริงม็อบคงไม่ยืดเยื้อ คงไม่ต้องระดมคนจากต่างจังหวัดมาเสริม ลำพังคนกรุงเพพเพียง 5% ก็สามารถกระทำการได้สำเร็จไปนานแล้ว

เหตุผลที่ 6
ผลโพลและจากการสัมผัสประชานทุกพื้นที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า 19 ล้านเสียงที่ประชาชนเคยมอบความไว้วางใจให้มาบริหารประเทศถ้าลดลงก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแคร์ความคิด ความรู้สึกของประชาชนกลุ่มนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรทำแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ การลาออกตามคำเรียกร้องไม่เพียงแต่ทำลายความหวังและความปราถนาดีของคนกลุ่มนี้เท่านั้นแต่เป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว ซึ่งจะสร้างความผิดหวังให้กับแฟนคลับจำนวนมาก

เหตุผลที่ 7
การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ควรเป็นหนทางที่จะให้ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นผู้ยืนยันว่าจะไว้วางใจทักษิณอีกหรือไม่ กลับกลายเป็นเส้นทางของการฟอกตัวให้กับระบบทักษิณตามข้ออ้างของ ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งนำไปสู่การคว่ำบาตรการเลือกตั้งจนทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตันและอ่อนไหวต่อการฉีกรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่งยิ่งเป็นการยืนยันว่าปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้กลายเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นของม็อบ สนธิ-จำลอง หรืออาจอยู่เบื้องหลังของม็อบสนธิ-จำลองก็ได้แน่นอนเป้าหมายของ ปชป.และพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่แตกต่างจากเหตุผลข้อ 4 ข้อเรียกร้องให้ทักษิณลาออกเป็นเพียงหมุดตัวหนึ่ง ใน Road map ของการคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

เหตุผลที่ 8
หากทักษิณลาออกและกลุ่มอำนาจอื่นขึ้นมาบริหารประเทศเชื่อได้ว่าแฟนคลับทักษิณทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า ม็อบ สนธิ-จำลองนับร้อยเท่าคงไม่อยู่เฉยแน่ ถ้าวันนั้นมาถึงจริงความสับสนวุ่นวาย ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ เส้นทางสวนลุม ลานพระรูป สนามหลวงและหน้าทำเนียบแต่จะกระจายไปทั่วกรุงเทพและทุกหัวเมืองหลักของประเทศไทยการลาออกของทักษิณตามข้อเรียร้องของม็อบไม่เพียงแต่แก้ปัญหาไม่ได้ กลับจะเกิดปัญหาที่ใหญ่กว่านี้อีกหลายเท่าตัว

เหตุผลที่ 9
มีเหตุอันทำให้เชื่อได้ว่า 5 ปีที่ทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ชนชั้นรากหญ้าได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จนพูดได้ว่าไม่มียุคใดเทียบเท่า คนรากหญ้าสัมผัสและซึมซับเอาผลดีของนโยบายทักษิณเข้าไปเต็มๆ คนชุมชนเมืองก็ซาบซึ้งกับการที่ทักษิณเอาลูกของพวกเขากลับคืนมาจากอันตรายของยาเสพย์ติดวันนี้ทักษิณมีภูมิต้านทานจากการโจมตีและมีโล่ห์ของประชาชนเหล่านี้คอยปกป้องอยู่แม้ว่าจะโดนกระแสสื่อปิดล้อมโหมกระหน่ำ และเป็นขี้ปากของกลุ่มไฮโซ ทุนนิยมล้าหลัง ตัวแทนอำนาจเก่าและชนชั้นกลางที่หมกมุ่นข้อมูลสื่ออยู่ก็ตามเป็นเรื่องแปลกที่ทักษิณยังคงสามารถยืนซดหมัดกับพลังเหล่านี้ได้มานานนับปีแล้ว

เหตุผลที่ 10
การลาออกด้วยแรงกดดันของม็อบที่ไร้เหตุผล ไร้ประโยชน์ ไร้อนาคต ไม่เพียงแต่จะสร้างรอยหม่นหมองให้กับประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ที่ทำให้การเมืองสู่ทางตันเพราะไม่สามารถรักษาระบบเอาไว้ได้เท่านั้นแต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคมไทยนั่นคือหากไม่พอใจนายกหรือต้องการให้นายกทำอะไรตามใจกลุ่มตน ก็กดดันให้นายกทำตามได้ ด้วยการสร้างม็อบมากดดันถ้าเราคนไทยยอมรับกติกานี้ได้การเมืองไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

Powered by ScribeFire.

Sticky Topics

ตุลาคม 2014
พฤ อา
« ม.ค.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

StatCounter

Blog Stats

  • 201,342 hits

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.