DEC 4 UPDATE: Just posted interview about Thai situation with ASEAN Secretary General Surin Pitsuwan.
DEC 3 UPDATE: I just posted a copy of an email in which William Itoh, former US Ambassador to Thailand, critiques the Thai court forcing PM Somchai’s resignation.
HONG KONG(NOV 28) – Former Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra today warned that the protesters blocking Bangkok’s airports must clear out or face the consequences.
In this video below, Thaksin also warned that should the military launch a coup, it would be much more bloody than the previously occasions.
These came out when I had coffee today with Thaksin, who now lives in exile. He spoke passionately about this week’s events in Thailand.
Thaksin is extremely upset by the turn of events and remains closely involved. As we spoke, he took lengthy calls about the situation from two prime ministers in Southeast Asia.
In the video below, Thaksin urges all parties to obey Thai laws and warns that – unlike previous coups – attempts by the Thai military to seize power would go very badly.
Some quotes from the video:
“The airports must be reopened and the protesters must respect not only the law, but the citizens of Thailand,” Thaksin said. “If no one respects the law, then law enforcement must be done.”
“This is dangerous for the country and there will be a long term effect if the Thai people are not united,” Thaksin said. “The protesters need to leave the airports.” “Those who violate the law must be prosecuted.
“If a coup were to happen, there would be bloodshed, this would not be an easy coup like in the past. The people in Thailand now face hardship since dictatorship came.”
Thaksin urged his supporters to “protect democracy”: “If you protect Democracy you may be painful for a while, but if you allow dictatorship to take over Thailand you are going to have a nightmare for your whole life.”
Thaksin’s message to the military: “They are officials whose salary is paid by taxpayer money, so they have to do what is wanted by the whole of the Thai people, not just for minority groups. They must respect Democracy. They must play by the rules. Being neutral means you have to observe the law.”
Life in exile has surreal quality, Thaksin said. He was waiting in line for UK immigration one recent morning when Thai politicians began calling him on his mobile, lobbying for him to support their bids for power. A few days later, while outside of Britain, he learned that he could not go back to the UK. “It takes such a very strange quality sometimes, my life,” Thaksin said.





90 comments
Comments feed for this article
ธันวาคม 17, 2008 ที่ 3:09 pm
yern
http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026/1026-2499.wma+&program_ID=21476
ธันวาคม 18, 2008 ที่ 8:35 am
pornthip australia
สิ่งที่เราไม่ได้ทำและถูกใส่ร้ายสีก็ขอให้ใอ้อีชั่วมันรับเอาไปสักวันไม่นานขอรับลองว่าไม่นานพวกจะได้รับกรรมขอให้ท่านทักษิณอดทนอดกลั้นกรรมอันที่เคยได้สร้างแต่ภพก่อนก็ดีภพนี้ที่เคยทำกับเขาก็ขออโหสิกรรมจากเขาและที่เขาทำกับก็อโหสิกรรมให้เขาเสียและสักวันหนึ่งจะไม่นานเขาจะมากราบตีนท่านเองขอให้ตั้งความหวังรักษาตนอย่าได้เจ็บได้ใข้พอท่านจะต้องช่วยใครคนหนึ่งท่านจะตายไม่ได้ข้าเจ้ายังรอมาเป็นสิบกว่าปีแล้วท่านจะรอแค่สองปีไม่ได้หรือบ้างทีก็จะไม่ถึงท่านคือตัวช่วยแม่นางนารีขี่ม้าขาวไม่ใช่คนในตระกูลท่านแม่นางขี่ม้าขาวแม่นางนี้กายสะอาดใจสะอาดสู้ๆๆห้ามป๋วยห้ามตายท่านทักษิณขอเป็นกำลังใจให้ท่านเมือสามร้อยปีและชาตินี้
มีนาคม 10, 2009 ที่ 3:03 pm
sonthi
วันที่ 10/03/52 สนธิ ลิ้มทองกุล
http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002/1002-8696.wma+&program_ID=22712
มีนาคม 10, 2009 ที่ 3:07 pm
sonthi
สรุปการจาบจ้วง
1. การถวายบัตรทอง
2. การทำบุญที่วัดพระแก้วคงไม่ได้ผิด แต่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ดังที่พลเอกพิจิตร องคมนตรีได้พูดไว้แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว การทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตวัดศุกร์เพื่อทำพิธีในวันอาทิตย์ก็ไม่เหมาะสม มีคำถามปลีกย่อยที่ไม่ได้ตอบ จริงๆแล้วโดนกล่าวหาว่าแก้เคล็ดเสริมดวงชะตาในโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะหมอดูบอกว่าต้องทำในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ วัดพระแก้วเปรียบเสมือนสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระอินทร์บน สวรรค์ ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และเปรียบเสมือนเป็นวัดส่วนพระองค์ ไม่เคยมีใครกล้าหาญชาญชัยไปทำอย่างนี้ ที่เคยเป็นมา และกระทำอย่างลุกลี้ลุกลน หากทำบุญประเทศจริงๆ อื่นได้ แม้จะให้นายวิษณุ เครืองาม และนายธงทอง จันทรางศุ ออกมาชี้แจง ประชาชนไม่เชื่อ
3. ตั้งสังฆราช 2 องค์ ทั้งที่อำนาจในการแต่งตั้งเป็นของพระมหากษัตริย์
4. เมื่อ ปธน.ฝศ.จ๊าก ชีรัค มาเยือนไทย และพระเจ้าอยู่หัวไปรับที่สนามบิน ทรงแนะนำให้จ๊าก ชีรัค รู้จักคนสำคัญฝ่ายไทย พอถึง พ.ต.ท.ทักษิณๆ พูดทักทายกับจ๊ากหลายนาทีโดยไม่สนใจในหลวงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเลย แสดงความสนิทสนมกับจ๊าก ชีรัค ซึ่งคนดูทีวีเห็นแล้วขัดลูกนัยน์ตา เพราะถ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ควรทักทายจ๊าก ชีรัคสั้นๆ เพราะวันรุ่งขึ้นก็ต้องพบปะเจรจากันอยู่แล้ว แต่นี่กล้าทำต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่สนใจพระเจ้าอยู่หัวเลย
5. การพูดว่านายกเซ็นโผทหารไปแล้วใครจะกล้าแก้หลังจากทูลเกล้า เป็นเรื่องไม่สมควร ในหลวงทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ซึ่งสูงที่สุดสำหรับทหาร การไปตีกอล์ฟเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าก็ไม่ใช่เรื่องควรปฏิบัติ
6. การที่แม่คุณหญิงไปที่จตุจักรแล้วพูดกับคาราวานคนจนแล้วพาดพิงสถาบัน ก็ไม่เหมาะ ใครจำได้ว่าพูดยังไงช่วยเติมให้หน่อย
7. การไม่น้อมรับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใส่ใจ ในขณะที่สหประชาชาติชื่นชม และ ดร ศุภชัย บอกว่านี้คือทางรอดของประเทศโลกที่ 3 ในหลวงทรงย้ำเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่เคยใส่ใจ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกของพรรคไทยรักไทย ได้ออกมาวิจารณ์ทำนองว่า พระราชดำริว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่น่าจะนำประเทศไปรอดได้ สิ่งที่จะนำประเทศไปรอด คือ ระบบทุนนิยม เท่านั้น
7.. การไม่นำเรื่อง BIO diesel ตามพระราชดำริ มาดำเนินการต่อเพราะมีผลกระทบต่อกำไร ปตท.
8. จากพระราชดำรัสวันที่ 4 ธค ที่ ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโครงการพระราชดำริไม่ค่อยได้รับความใส่ใจจากรัฐบาล โดยไม่จัดสรรเงินงบประมาณไปให้ ในหลวงต้องใช้เงินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนรัฐบาลก่อนๆ
9. การซื้อเครื่องบินส่วนตัวก่อนเครื่องบินพระที่นั่ง แถมยังขายเฮลิคอปเตอร์ส่วนพระองค์ด้วย รายละเอียดดูได้จาก VCD รู้ทันทักษิณที่ ให้ข้อมูลโดยทหารอากาศ ไปหาดูกันเอง
10.. การละเมิดพระราชอำนาจก็ชัดเจนในหนังสือของคุณประมวล รุจนเสรี ซึ่งไม่มีในห้องสมุดพรรคไทยรักไทย
ไม่เชื่อไปอ่านดู โดยเฉพาะบทนำที่ในหลวงทรงชื่นชมความถูกต้องของหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่ง
11. กลั่นแกล้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑากา ผู้ว่า สตง. ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะคุณหญิงไม่ยอมเป็นพวก โดยใช้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ โดยไม่คำนึงถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งที่ยังไม่มีอะไรมาลบล้าง ต่อมาแม้จะได้รับสัญญาณ อีกทั้งท่านราชเลขาธิการแจ้งให้ทราบว่าต้องทำอย่างไร ก็ยังไม่ทำจนกระทั่งถูกวิจารณ์อย่างมากและไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องทำเมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2549 ทั้งที่ปล่อยให้เรื่องค้างคามากกว่า 1 ปี 7 เดือน
12. ให้นายดุสิต ศิริวรรณ กล่าวโจมตี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อทำลายความเชื่อถือเพราะระแวงว่า ดร.สุเมธ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทาน
13. การพูดว่าให้เป็นเสือ อย่าเป็นหมา ก็หมิ่นเหม่เหลือเกิน ถ้าไม้ที่ไปแหย่นั้นหมายถึงศาลแล้ว เสือมันจะไปกัดคนถือไม้ ช่วงเวลาที่พูดก็น่าคิด หวังว่าไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้นะ
14. ทำไมต้องเอาตราครุฑออกจากบัตรประชาชนรุ่นใหม่หรือทำให้มองไม่เห็น กำลังคิดอะไรอยู่
15. การใช้ธงทรงพระเจริญมาให้ประชาชนโบกเชียร์ก็ดูไม่เหมาะสม ครั้งแรกอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มีครั้งที่สองอีก
16. การชอบปล่อยข่าวหลังเข้าเฝ้า ให้ประชาชนเข้าใจผิดในหลวงทรงรับรู้ทุกเรื่องแล้ว
17.ทำไมต้องเปลี่ยนบัตรข้าราชการซึ่งแปลว่าผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ(บาล)
18. การพูดจาที่ไม่เหมาะสมก็ไม่เคยออกมาขออภัยโทษ อาทิ “ถ้าผมไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี” และ “ถ้าพระเจ้าอยู่หัว กระซิบที่หูผมสักนิดว่า ทักษิณ ลาออกเถอะ ผมจะลาออกทันที” เป็นวาจาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ตีตนเสมอ
19. การเปิดเวบด่าศาลซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษก็ไม่มีการจัดการทางกฎหมาย
20. การเปิดคลื่นด่าศาลที่ 94.25 92.75 102 105 ก็ดูเหมือนน้อมรับแต่ปาก
21. การบังคับให้ ดร บวรศักดิ์ ทูลเกล้าเรื่องพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั้งๆที่ กกต จะอยู่หรือไป ก็ไม่สมควรทำ ต้องการให้มีผลคุ้มครอง กกต โดยไม่สนใจเรื่องอื่น
22. การส่งกฎหมายผิดๆถูกๆ ขึ้นทูลเกล้า ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องสมบูรณ์
ทักษิณโกงอย่างไร?
1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน
และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- กองทุนหมู่บ้าน
- ธนาคารประชาชน
- แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
- หวยบนดิน
- ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool
- เปิดบ่อนเสรี
- เปิดเสรีสุรา
- เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
- กทม. เมืองแฟชั่น
- ครีมหน้าเด็ง
- บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด
- Complex Entertainment
- Mega Project
- ส่งเสริมเงิน+++้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank)
- ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)
2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- พักหนี้เกษตรกร
- ปฏิรูปการศึกษา
- จัดระเบียบสังคม
- ผู้ว่า CEO
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
- ลงทะเบียนคนจน
- ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
- ไปนอนวัดที่นราธิวาส
- ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ทำกับข้าว
3. นโยบาย และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในรัฐบาล
- เปิดบ่อนเสรี
- ซื้อหุ้น Liverpool
- เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
- สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
- ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
- สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
- โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
- ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในอุโบสถวัดพระแก้ว (ประธานต้องเป็นกษัตริย์
เท่านั้น)
- ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
- ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง
- ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
- กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
- ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
- ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
- เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
- พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
- ปิดถนนแข่งรถซิ่ง
- โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
- นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
- เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
- คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
- ค่าโง่ทางด่วน
- ค่าโง่ ITV
- บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
- โครงการรับจำนำข้าว
- โครงการรับซื้อลำไย
- โครงการโคล้านตัว
- โครงการแจกต้นกล้ายาง
- เครื่องตรวจระเบิด CTX
- ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ
5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
- ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (เกี่ยวข้องธุรกิจอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคม)
- อุ้มทนายสมชายฯ
- กรือเซะ, ตากใบ
- ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2000 กว่าศพ
- ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
- จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง)
- ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
- นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
- รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
- รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
- ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอป์เข้าบริหาร)
- บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
- งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
เรื่องสถานะคุณหญิงจารุวรรณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืดเยื้อมาจนบัดนี้แล้ว
- สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
- ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น
- คลังฮุบหุ้น TPI (เป็นการปล้นอย่างหน้าด้านๆ ไม่มียางอาย ไม่มีหิริโอตัปปะ)
- หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติ
แต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท., อสมท.,
กฟผ., กสท., TOT
- รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช.
(เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
- GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด,
ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุสมผล
และฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)
8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ
เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเครือญาติ
- แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ
ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
- แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ,
ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
- แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
- ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง.
คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
- การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
- พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับ
- พระราชกฤษฎีกา บำเหน็จบำนาญ สส. และ สว.
- ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์
และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
- ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
- โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ
9. ปัญหา บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้
- ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต.,
รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่เปลี่ยน นายก จึงแก้ปัญหาไม่ได้)
- ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (แต่ ปตท. กำไรแสนล้าน)
- เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้ +++้เงิน ใช้เงิน
แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
- ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ
เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้
- รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือน
เมื่อก่อน
- ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน,
อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน, ขายตัว,
ส่วยตำรวจ
10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
- บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ,
นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย
ธุรกิจ เช่น
- สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
- ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
- อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
- สายการบิน (AIR ASIA)
- สถานีโทรทัศน์ (ITV)
- มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
- โรงพยาบาล (พญาไท)
- ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
- บริษัทโฆษณา
- ฯลฯ
11. คำพูด คำสัญญาของรัฐบาล ที่ไม่เป็นจริง
- ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สุริยะฯ)
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
- โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก
12. วีรกรรม และคำคม (ของทักษิณ)
- ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล
- ด่าวิชาชีพทนาย
- ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
- “UN ไม่ใช่พ่อ”
- “พวกนี้มันโจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
- “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
- “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
- “แมง…+++พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
- “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
13. คนดีมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
- ดร.เกษม วัฒนะชัย
- ดร.ปุระชัย เปรี่ยมสมบูรณ์
- นายวิโรจน์ นวลแข
ท้ายนี้หวังว่าผู้ที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นายกทักษิณ จะได้ตอบ
ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จต่อไป หากตอบไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือไม่ตอบ ไม่แก้ไข
และเมื่อคำถามมีมากขึ้น เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
- 14 ตุลา 16
- 6 ตุลา 19
- พฤษภาทมิฬ 35
ประมวลความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมาสรุปเป็นกลุ่ม ๆ ได้เป็น 11 กลุ่ม 11 ข้อหา ดังต่อไปนี้
1. ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540
2. ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ (ละเมิดพระราชอำนาจ)
3. ทำลายสถาบันศาสนา
4. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
5. ขายสมบัติชาติ
6. แบ่งแยกดินแดน
7. ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
8. ทำลายวินัยทางการคลัง
9. ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
10. ทำลายกระบวนการยุติธรรม
11. ทำลายจิตวิญญาณของชาติ
ขอขยายความแต่โดยสังเขปให้เหมาะกับเนื้อที่ ดังต่อไปนี้
ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยฯ คือการตรวจสอบ ถ่วงดุล เป็นระบบที่มีเหตุมีผล สังคมเปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะประชาธิปไตยเชื่อว่า สังคมเปิดที่ไม่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี จะเป็นเครื่องกำกับการใช้อำนาจของผู้ปกครอง แต่ระบอบทักษิณได้ทำลายกลไกทั้งหมด
* ทำลายและครอบงำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล — คือ ส.ส. (ใช้กุศโลบายยุบรวมพรรค) ส.ว. (ซื้อ, แทรกแซง) และองค์กรอิสระ (ซื้อ, แทรกแซง และเข้ากำกับตั้งแต่ขั้นสรรหาและขั้นเลือกในวุฒิสภา)
* ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ครอบงำสื่อ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนั้น ระบอบทักษิณยังทำลาย “วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย” อย่างถึงราก
รูปแบบการเมืองแบบประชาธิปไตยสากลจะใช้ได้ผล ต้องควบคู่ไปกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบ[ประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปากอ้างกติกา ๆ แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่รู้ว่ากติกาประชาธิปไตยสากลนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเลือกตั้งและเสียงข้างมาก เขาไม่เคยรู้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็คือ การเคารพสิทธิ การเคารพเสรีภาพ และการมีมาตรฐานทางจริยธรรม
นายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร ต้องมีมาตรฐานของความรับผิดชอบมากำกับ ยกตัวอย่างเช่น
* กฎหมายไม่ผ่านขั้นตอน – ต้องลาออก
* มีข้อครหาเรื่องคนใกล้ชิดและโคตรเหง้าคอรัปชั่น — ก็ต้องออก
* หรือแม้แต่ประชาชนจับได้ว่าโกหก — ก็ต้องออก
แต่นี่ – พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรท่องแต่คาถา “กูไม่ออก”, “กูไม่สน” และ “กูไม่ผิด” พระราชกฤษฎีกาแปรรูปกฟผ.ถูกศาลปกครองพิพากษาว่าเป็นโมฆะ 2 ฉบับ ตัวเองในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโอกงการก็ไม่ยอมลาออก, คอร์รัปชั่นกันโครม ๆ ก็ไม่ออก, โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า ก็หน้าด้านอยู่ได้เรื่อย ๆ
ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
มีพฤติกรรมจาบจ้วง ใช้วาจาไม่เหมาะสม ละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำซ้อน หลายเรื่อง
ล่าสุดก็คือกรณีเปิดยุทธการชนฟ้าระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 กล่าวถึงผู้เสมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ทำลายสถาบันศาสนา
ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติของศาสนาพุทธ แบ่งแยกคณะสงฆ์ และสร้างความแตกแยกให้พี่น้องมุสลิม
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในสมัยรัตนโกสินทร์ แยกไม่ออกจากราชประเพณี โดยธรรมเนียมการแต่งตั้ง ต้องมีความเห็นชอบส่วนพระองค์ลงมาด้วย แต่บังอาจสร้างกติกาใหม่ เรื่องการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำให้เกิดสภาวะสมเด็จพระสังฆราชซ้อน 2 พระองค์ โดยไม่กราบทูลขอพระราชทานคำชี้แนะ
ทะเลาะกับองค์กรมุสลิมโลก — แนะให้เลขาธิการโอไอซี กลับไปอ่านอัลกุรอานใหม่
ศาสตราจารย์อิกเมเล็ดดิน อิซาโนกลู เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม (OIC) ออกแถลงการณ์ที่นครเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2548 แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยระบุว่า กังวลกับข่าวความรุนแรงต่อชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทย เน้นถึงความสำคัญของการเคารพในสิทธิมนุษยชนในทุกสถานการณ์ และการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
โลกมุสลิมมองว่าไทยเกี่ยวข้องกับการทำร้าย และไม่ให้สิทธิที่เท่าเทียมกับชาวมุสลิม เป็นปัจจัยเสริมให้ความรุนแรงในภาคใต้มากขึ้น
ล่าสุดสนับสนุนให้คนของตัวเองเข้าไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตั้งพรรคการเมืองใหม่
อภิมหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
สมัยก่อน “โคตรโกง” แต่สมัยนี้ “โกงกันทั้งโคตร” หนักไม่หนักคิดดูก็แล้วกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ต้องมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ทรงแช่ง
เป็นการโกงแบบใหม่ที่เนียนกว่าเก่า ใช้อำนาจหาผลประโยชน์มิชอบแก่ตนและพวกพ้อง ผ่านนโยบายสาธารณะที่มีวาระซ่อนเร้นทับซ้อนอยู่
สร้างมาตรฐานค่าคอมมิชชั่นใหม่ จากเดิม 10 % มาเป็น 30 %
ขายสมบัติของชาติ
เป็นการขายโดยผ่านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยึดสมบัติชาติเป็นสมบัติตัวและพวกพ้อง ผ่านทางการกระจายหุ้นในตลาด และให้ Nominee ทั้งไทยและฝรั่งเข้ามาถือครอง
ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมถือครองรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติชาติ
ขายสถานีโทรทัศน์ และดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเรื่องความมั่นคง ให้ต่างชาติ
แบ่งแยกดินแดน
กระบวนทัศน์แบบพ่อค้าทำให้ปัญหาภาคใต้ถึงวิกฤต และแบ่งแยกคนในชาติเป็นฝ่ายไทยรักไทย กับฝ่ายไม่ใช่ไทยรักไทย ตอนแรกคิดว่าโจรกระจอก เด็ดแต่ตัวหัว ๆ สัก 200 กว่าคนก็พอ
ประกาศสาเหตุว่าเพราะภาคใต้ไม่ได้รับการพัฒนา จึงทุ่มเงินลงทุน ซึ่งก็คือกระบวนท่าเงินฟาดหัวแบบเดิม ๆ ทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจ เชื่อขันทีใกล้ชิด รื้อโครงสร้างการจัดการใหม่ จนเหตุเลวร้ายถึงที่สุด
ทะเลาะกับมาเลเซีย และโลกมุสลิม
ไม่กล้าลงไปภาคใต้ ไม่เน้นพัฒนาภาคใต้จริง ๆ จัง ๆ เพราะภาคใต้ไม่เลือกไทยรักไทย
ประกาศว่าพื้นที่ไหนเลือกส.ส.พรรคไทยรักไทยยกจังหวัด จะมาช่วยก่อนเป็นอันดับแรก
ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
ละเลยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมก่อนการเผชิญหน้ากับกระแสทุนโลกาภิวัตน์
ภูมิคุ้มกัน = ปรัชญาแห่งความพอเพียง รู้เท่าทัน
เดินตามกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบรู้เท่าไม่ทัน เร่งรัดเอฟทีเอ. อย่างมีเงื่อนไขผลประโยชน์ตัวเองทับซ้อน (เจรจาดาวเทียม – สื่อสาร – ยานยนต์)
ความรู้เท่าทันและพอเพียง ต้องเริ่มจากระดับจิตใจ – กระบวนทัศน์ – โลกทัศน์ – คุณธรรม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มจากจุดนี้
นโยบายเศรษฐกิจแบบสุ่มเสี่ยงบ้าระห่ำ แทนที่จะ “ลดด้านทุกข์” กลับ “เพิ่มแต่ด้านสุข” โดยไม่บันยะบันยัง
ความสุขที่พอดี ๆ พอเพียงมีองค์ 4
1. สุขจาการหาทรัพย์
2. สุขจากการใช้ทรัพย์
3. สุขจากการไม่มีหนี้สิน
4. สุขจากการทำประโยชน์ให้สังคม
แต่รักษาการนายกรัฐมนตรีเถื่อนคนนี้ส่งเสริมแต่ “สุขด้านที่ 2″ ซึ่งก็คือ ส่งเสริมด้านมืดของมนุษย์ ส่งเสริมกิเลศ มอมเมาว่าการเป็นหนี้คือการสร้างตัวเอง วางนโยบายแต่ส่งเสริมการใช้จ่าย การบริโภค
มองอย่างตื้น ๆ – ในระยะแรกก็อาจเข้าใจว่าตัวเขาสำคัญผิด, หลงผิด
แต่เวลาผ่านมา – พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาและโคตรเหง้าบริษัทบริวารไปทำธุรกิจรองรับ
ทำลายวินัยการคลัง
สร้างธรรมเนียมใหม่ “การคลังที่ไม่ต้องผ่านสภาฯ” คือ ใช้เงินหวย ภายใต้การบริหารของเพื่อนร่วมรุ่นนรต. 26 ที่กลายเป็นกระเป๋าเงินติดสอยห้อยตามโตงแตงไปทุกที่ ทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์แจกเงินเป็นว่าเล่น ทั้ง ๆ ที่เป็นเงินที่ต้องแลกด้วยการตกต่ำทางด้านศีลธรรมจริยธรรมของสังคม
เศรษฐีขาดวินัย = บริหารโดยไม่ยึดวินัยทางการคลัง
โครงการที่ชี้นิ้วสั่งตรง เป็นโครงการไม่เหมาะสม เพียงต้องการหาเสียง เช่น ไนท์ซาฟารี เป็นต้น
โยกงบฯกลางมาใช้เองตามอำเภอใจ โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ และสภา
ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
กรณีโด่งดังที่นิติภูมิ นวรัตน์นำมาแฉ คือ ดอด (แจ๋น) ไปพบประธานาธิบดีเม็กซิโก ตื๊อขอนั่งเครื่องบินไปด้วยกัน เพื่อจะของานโทรศัพท์ให้บริษัทที่มีลูกเป็น Nominee ถือหุ้นแทน
ทะเลาะกับมาเลเซียทำปัญหาใต้ลุกลาม
เอาใจสิงคโปร์ให้มามีอธิปไตยเหนือดินแดนไทยบางส่วน เพราะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน ทำให้มาเลเซียยิ่งไม่พอใจ
ทำลายกระบวนการยุติธรรม
สร้างรัฐตำรวจ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน จนถูกจับตามองจากโลกทั้งโลก ติดบัญชีรัฐที่ปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด
ส่งสัญญาณอุ้มฆ่า, ฆ่าตัดตอน
ส่งเสริมกลไกรัฐตำรวจ และสร้างกองกำลังติดอาวุธของตนเอง เช่น กรณีชรบ.(ตำรวจบ้าน)เชียงราย มาบุกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
มาตรฐานการยุติธรรมตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ใช้กลไกยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คดีอื่น ๆ คืบหน้า แต่คดีชาวเชียงใหม่เถื่อนบุกชกต่อยขว้างน้ำปัสสาวะใส่อดีตนายกฯชวน หลีกภัยและคณะไม่คืบหน้า ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกและเกลียดชังระหว่างชาวใต้กับชาวเหนือ
คดีแจ้งความทักษิณ ชินวัตรไม่คืบหน้า แต่คดีแจ้งความนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืบหน้าเร็วเหลือเกิน
ทำลายรากเหง้า-จิตวิญญาณของชาติ
เป็นการทำลายชาติอย่างสมบูรณ์แบบในขั้นสุดท้าย จนไม่เหลือสิ้นกระทั่งจิตวิญญาณ นั่นคือละเมิดขนบธรรมเนียม ประเพณี ซึ่งเป็นสายใยยึดโยงชาติ ที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ แล้วสร้างแบบแผน-ธรรมเนียมใหม่ ให้คนในชาติหลงมัวเมาในวัตถุ หนี้สิน กระแสบริโภคนิยม
มอมเมาให้คนในชาติหลงยึดกับตัวบุคคล ผู้เป็นผู้นำหลักหนึ่งเดียว แล้ว ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก
รื้อทิ้งระบบคุณธรรม และมาตรฐานจริยธรรม
ตอกย้ำค่านิยมใหม่ให้แพร่หลาย จากเดิมนับถือคนดี มาเป็นนับถือความรวย
นายกรัฐมนตรีเดินแต่ห้างเอมโพเรียม สยามพารากอน กินกาแฟร้านแบรนด์เนมนอก ซื้อสบู่ราคาก้อนละ 2,000 บาท วันว่างก็ออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนเศรษฐี หยุดลองวีคเอนด์ก็ไปต่างประเทศ (ลอนดอน, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, สิงคโปร์)
เคยบ้างไหมที่จะไปวัดฟังธรรม
เคยบ้างไหมที่จะไปเดินเที่ยวตลาดนัดจตุจักร และตลาดอื่น ๆ
สรุปการจาบจ้วง
1. การถวายบัตรทอง
2. การทำบุญที่วัดพระแก้วคงไม่ได้ผิด แต่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ดังที่พลเอกพิจิตร องคมนตรีได้พูดไว้แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว การทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตวัดศุกร์เพื่อทำพิธีในวันอาทิตย์ก็ไม่เหมาะสม มีคำถามปลีกย่อยที่ไม่ได้ตอบ จริงๆแล้วโดนกล่าวหาว่าแก้เคล็ดเสริมดวงชะตาในโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะหมอดูบอกว่าต้องทำในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ วัดพระแก้วเปรียบเสมือนสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระอินทร์บน สวรรค์ ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และเปรียบเสมือนเป็นวัดส่วนพระองค์ ไม่เคยมีใครกล้าหาญชาญชัยไปทำอย่างนี้ ที่เคยเป็นมา และกระทำอย่างลุกลี้ลุกลน หากทำบุญประเทศจริงๆ อื่นได้ แม้จะให้นายวิษณุ เครืองาม และนายธงทอง จันทรางศุ ออกมาชี้แจง ประชาชนไม่เชื่อ
3. ตั้งสังฆราช 2 องค์ ทั้งที่อำนาจในการแต่งตั้งเป็นของพระมหากษัตริย์
4. เมื่อ ปธน.ฝศ.จ๊าก ชีรัค มาเยือนไทย และพระเจ้าอยู่หัวไปรับที่สนามบิน ทรงแนะนำให้จ๊าก ชีรัค รู้จักคนสำคัญฝ่ายไทย พอถึง พ.ต.ท.ทักษิณๆ พูดทักทายกับจ๊ากหลายนาทีโดยไม่สนใจในหลวงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเลย แสดงความสนิทสนมกับจ๊าก ชีรัค ซึ่งคนดูทีวีเห็นแล้วขัดลูกนัยน์ตา เพราะถ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ควรทักทายจ๊าก ชีรัคสั้นๆ เพราะวันรุ่งขึ้นก็ต้องพบปะเจรจากันอยู่แล้ว แต่นี่กล้าทำต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่สนใจพระเจ้าอยู่หัวเลย
5. การพูดว่านายกเซ็นโผทหารไปแล้วใครจะกล้าแก้หลังจากทูลเกล้า เป็นเรื่องไม่สมควร ในหลวงทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ซึ่งสูงที่สุดสำหรับทหาร การไปตีกอล์ฟเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าก็ไม่ใช่เรื่องควรปฏิบัติ
6. การที่แม่คุณหญิงไปที่จตุจักรแล้วพูดกับคาราวานคนจนแล้วพาดพิงสถาบัน ก็ไม่เหมาะ ใครจำได้ว่าพูดยังไงช่วยเติมให้หน่อย
7. การไม่น้อมรับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใส่ใจ ในขณะที่สหประชาชาติชื่นชม และ ดร ศุภชัย บอกว่านี้คือทางรอดของประเทศโลกที่ 3 ในหลวงทรงย้ำเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่เคยใส่ใจ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกของพรรคไทยรักไทย ได้ออกมาวิจารณ์ทำนองว่า พระราชดำริว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่น่าจะนำประเทศไปรอดได้ สิ่งที่จะนำประเทศไปรอด คือ ระบบทุนนิยม เท่านั้น
7.. การไม่นำเรื่อง BIO diesel ตามพระราชดำริ มาดำเนินการต่อเพราะมีผลกระทบต่อกำไร ปตท.
8. จากพระราชดำรัสวันที่ 4 ธค ที่ ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโครงการพระราชดำริไม่ค่อยได้รับความใส่ใจจากรัฐบาล โดยไม่จัดสรรเงินงบประมาณไปให้ ในหลวงต้องใช้เงินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนรัฐบาลก่อนๆ
9. การซื้อเครื่องบินส่วนตัวก่อนเครื่องบินพระที่นั่ง แถมยังขายเฮลิคอปเตอร์ส่วนพระองค์ด้วย รายละเอียดดูได้จาก VCD รู้ทันทักษิณที่ ให้ข้อมูลโดยทหารอากาศ ไปหาดูกันเอง
10.. การละเมิดพระราชอำนาจก็ชัดเจนในหนังสือของคุณประมวล รุจนเสรี ซึ่งไม่มีในห้องสมุดพรรคไทยรักไทย
ไม่เชื่อไปอ่านดู โดยเฉพาะบทนำที่ในหลวงทรงชื่นชมความถูกต้องของหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่ง
11. กลั่นแกล้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑากา ผู้ว่า สตง. ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะคุณหญิงไม่ยอมเป็นพวก โดยใช้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ โดยไม่คำนึงถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งที่ยังไม่มีอะไรมาลบล้าง ต่อมาแม้จะได้รับสัญญาณ อีกทั้งท่านราชเลขาธิการแจ้งให้ทราบว่าต้องทำอย่างไร ก็ยังไม่ทำจนกระทั่งถูกวิจารณ์อย่างมากและไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องทำเมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2549 ทั้งที่ปล่อยให้เรื่องค้างคามากกว่า 1 ปี 7 เดือน
12. ให้นายดุสิต ศิริวรรณ กล่าวโจมตี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อทำลายความเชื่อถือเพราะระแวงว่า ดร.สุเมธ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทาน
13. การพูดว่าให้เป็นเสือ อย่าเป็นหมา ก็หมิ่นเหม่เหลือเกิน ถ้าไม้ที่ไปแหย่นั้นหมายถึงศาลแล้ว เสือมันจะไปกัดคนถือไม้ ช่วงเวลาที่พูดก็น่าคิด หวังว่าไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้นะ
14. ทำไมต้องเอาตราครุฑออกจากบัตรประชาชนรุ่นใหม่หรือทำให้มองไม่เห็น กำลังคิดอะไรอยู่
15. การใช้ธงทรงพระเจริญมาให้ประชาชนโบกเชียร์ก็ดูไม่เหมาะสม ครั้งแรกอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มีครั้งที่สองอีก
16. การชอบปล่อยข่าวหลังเข้าเฝ้า ให้ประชาชนเข้าใจผิดในหลวงทรงรับรู้ทุกเรื่องแล้ว
17.ทำไมต้องเปลี่ยนบัตรข้าราชการซึ่งแปลว่าผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ(บาล)
18. การพูดจาที่ไม่เหมาะสมก็ไม่เคยออกมาขออภัยโทษ อาทิ “ถ้าผมไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี” และ “ถ้าพระเจ้าอยู่หัว กระซิบที่หูผมสักนิดว่า ทักษิณ ลาออกเถอะ ผมจะลาออกทันที” เป็นวาจาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ตีตนเสมอ
19. การเปิดเวบด่าศาลซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษก็ไม่มีการจัดการทางกฎหมาย
20. การเปิดคลื่นด่าศาลที่ 94.25 92.75 102 105 ก็ดูเหมือนน้อมรับแต่ปาก
21. การบังคับให้ ดร บวรศักดิ์ ทูลเกล้าเรื่องพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั้งๆที่ กกต จะอยู่หรือไป ก็ไม่สมควรทำ ต้องการให้มีผลคุ้มครอง กกต โดยไม่สนใจเรื่องอื่น
22. การส่งกฎหมายผิดๆถูกๆ ขึ้นทูลเกล้า ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องสมบูรณ์
พฤติฏรรมทักษิณ
1. นั่งทำพิธีในวัดพระแก้ว ที่สงวนไว้เฉพาะกษัตริย์
2. ตัดต่อภาพราชวงศ์ โดยเวปมาจากอเมริกา
3. รุกให้ประชาชน ติดตั้งอินเตอร์เนตทุกครัวเรือน เพื่อจะได้รับข้อมูลด้านลบ
4. จาบจ้วงในรายการทักษิณพบประชาชน
5. จาบจ้วงในรายการทักษิณพบแท็กซี่
6. ปลดสังฆราชโดยให้คนในกลุ่มขึ้นรักษาการณ์
7. นำธงทรงพระเจริญ ไปโบกต้อนรับ ในหลายจังหวัดและที่สนามหลวง
และอีกมากมาย นี่นะประชาธิปไตยของทักษิณ
มีนาคม 10, 2009 ที่ 3:09 pm
sonthi
ประมวลความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมาสรุปเป็นกลุ่ม ๆ ได้เป็น 11 กลุ่ม 11 ข้อหา ดังต่อไปนี้
1. ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540
2. ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ (ละเมิดพระราชอำนาจ)
3. ทำลายสถาบันศาสนา
4. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
5. ขายสมบัติชาติ
6. แบ่งแยกดินแดน
7. ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
8. ทำลายวินัยทางการคลัง
9. ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
10. ทำลายกระบวนการยุติธรรม
11. ทำลายจิตวิญญาณของชาติ
ขอขยายความแต่โดยสังเขปให้เหมาะกับเนื้อที่ ดังต่อไปนี้
ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยฯ คือการตรวจสอบ ถ่วงดุล เป็นระบบที่มีเหตุมีผล สังคมเปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะประชาธิปไตยเชื่อว่า สังคมเปิดที่ไม่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี จะเป็นเครื่องกำกับการใช้อำนาจของผู้ปกครอง แต่ระบอบทักษิณได้ทำลายกลไกทั้งหมด
* ทำลายและครอบงำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล — คือ ส.ส. (ใช้กุศโลบายยุบรวมพรรค) ส.ว. (ซื้อ, แทรกแซง) และองค์กรอิสระ (ซื้อ, แทรกแซง และเข้ากำกับตั้งแต่ขั้นสรรหาและขั้นเลือกในวุฒิสภา)
* ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ครอบงำสื่อ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนั้น ระบอบทักษิณยังทำลาย “วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย” อย่างถึงราก
รูปแบบการเมืองแบบประชาธิปไตยสากลจะใช้ได้ผล ต้องควบคู่ไปกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบ[ประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปากอ้างกติกา ๆ แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่รู้ว่ากติกาประชาธิปไตยสากลนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเลือกตั้งและเสียงข้างมาก เขาไม่เคยรู้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็คือ การเคารพสิทธิ การเคารพเสรีภาพ และการมีมาตรฐานทางจริยธรรม
นายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร ต้องมีมาตรฐานของความรับผิดชอบมากำกับ ยกตัวอย่างเช่น
* กฎหมายไม่ผ่านขั้นตอน – ต้องลาออก
* มีข้อครหาเรื่องคนใกล้ชิดและโคตรเหง้าคอรัปชั่น — ก็ต้องออก
* หรือแม้แต่ประชาชนจับได้ว่าโกหก — ก็ต้องออก
แต่นี่ – พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรท่องแต่คาถา “กูไม่ออก”, “กูไม่สน” และ “กูไม่ผิด” พระราชกฤษฎีกาแปรรูปกฟผ.ถูกศาลปกครองพิพากษาว่าเป็นโมฆะ 2 ฉบับ ตัวเองในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโอกงการก็ไม่ยอมลาออก, คอร์รัปชั่นกันโครม ๆ ก็ไม่ออก, โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า ก็หน้าด้านอยู่ได้เรื่อย ๆ
ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
มีพฤติกรรมจาบจ้วง ใช้วาจาไม่เหมาะสม ละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำซ้อน หลายเรื่อง
ล่าสุดก็คือกรณีเปิดยุทธการชนฟ้าระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 กล่าวถึงผู้เสมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ทำลายสถาบันศาสนา
ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติของศาสนาพุทธ แบ่งแยกคณะสงฆ์ และสร้างความแตกแยกให้พี่น้องมุสลิม
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในสมัยรัตนโกสินทร์ แยกไม่ออกจากราชประเพณี โดยธรรมเนียมการแต่งตั้ง ต้องมีความเห็นชอบส่วนพระองค์ลงมาด้วย แต่บังอาจสร้างกติกาใหม่ เรื่องการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำให้เกิดสภาวะสมเด็จพระสังฆราชซ้อน 2 พระองค์ โดยไม่กราบทูลขอพระราชทานคำชี้แนะ
ทะเลาะกับองค์กรมุสลิมโลก — แนะให้เลขาธิการโอไอซี กลับไปอ่านอัลกุรอานใหม่
ศาสตราจารย์อิกเมเล็ดดิน อิซาโนกลู เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม (OIC) ออกแถลงการณ์ที่นครเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2548 แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยระบุว่า กังวลกับข่าวความรุนแรงต่อชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทย เน้นถึงความสำคัญของการเคารพในสิทธิมนุษยชนในทุกสถานการณ์ และการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
โลกมุสลิมมองว่าไทยเกี่ยวข้องกับการทำร้าย และไม่ให้สิทธิที่เท่าเทียมกับชาวมุสลิม เป็นปัจจัยเสริมให้ความรุนแรงในภาคใต้มากขึ้น
ล่าสุดสนับสนุนให้คนของตัวเองเข้าไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตั้งพรรคการเมืองใหม่
อภิมหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
สมัยก่อน “โคตรโกง” แต่สมัยนี้ “โกงกันทั้งโคตร” หนักไม่หนักคิดดูก็แล้วกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ต้องมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ทรงแช่ง
เป็นการโกงแบบใหม่ที่เนียนกว่าเก่า ใช้อำนาจหาผลประโยชน์มิชอบแก่ตนและพวกพ้อง ผ่านนโยบายสาธารณะที่มีวาระซ่อนเร้นทับซ้อนอยู่
สร้างมาตรฐานค่าคอมมิชชั่นใหม่ จากเดิม 10 % มาเป็น 30 %
ขายสมบัติของชาติ
เป็นการขายโดยผ่านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยึดสมบัติชาติเป็นสมบัติตัวและพวกพ้อง ผ่านทางการกระจายหุ้นในตลาด และให้ Nominee ทั้งไทยและฝรั่งเข้ามาถือครอง
ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมถือครองรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติชาติ
ขายสถานีโทรทัศน์ และดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเรื่องความมั่นคง ให้ต่างชาติ
แบ่งแยกดินแดน
กระบวนทัศน์แบบพ่อค้าทำให้ปัญหาภาคใต้ถึงวิกฤต และแบ่งแยกคนในชาติเป็นฝ่ายไทยรักไทย กับฝ่ายไม่ใช่ไทยรักไทย ตอนแรกคิดว่าโจรกระจอก เด็ดแต่ตัวหัว ๆ สัก 200 กว่าคนก็พอ
ประกาศสาเหตุว่าเพราะภาคใต้ไม่ได้รับการพัฒนา จึงทุ่มเงินลงทุน ซึ่งก็คือกระบวนท่าเงินฟาดหัวแบบเดิม ๆ ทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจ เชื่อขันทีใกล้ชิด รื้อโครงสร้างการจัดการใหม่ จนเหตุเลวร้ายถึงที่สุด
ทะเลาะกับมาเลเซีย และโลกมุสลิม
ไม่กล้าลงไปภาคใต้ ไม่เน้นพัฒนาภาคใต้จริง ๆ จัง ๆ เพราะภาคใต้ไม่เลือกไทยรักไทย
ประกาศว่าพื้นที่ไหนเลือกส.ส.พรรคไทยรักไทยยกจังหวัด จะมาช่วยก่อนเป็นอันดับแรก
ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
ละเลยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมก่อนการเผชิญหน้ากับกระแสทุนโลกาภิวัตน์
ภูมิคุ้มกัน = ปรัชญาแห่งความพอเพียง รู้เท่าทัน
เดินตามกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบรู้เท่าไม่ทัน เร่งรัดเอฟทีเอ. อย่างมีเงื่อนไขผลประโยชน์ตัวเองทับซ้อน (เจรจาดาวเทียม – สื่อสาร – ยานยนต์)
ความรู้เท่าทันและพอเพียง ต้องเริ่มจากระดับจิตใจ – กระบวนทัศน์ – โลกทัศน์ – คุณธรรม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มจากจุดนี้
นโยบายเศรษฐกิจแบบสุ่มเสี่ยงบ้าระห่ำ แทนที่จะ “ลดด้านทุกข์” กลับ “เพิ่มแต่ด้านสุข” โดยไม่บันยะบันยัง
ความสุขที่พอดี ๆ พอเพียงมีองค์ 4
1. สุขจาการหาทรัพย์
2. สุขจากการใช้ทรัพย์
3. สุขจากการไม่มีหนี้สิน
4. สุขจากการทำประโยชน์ให้สังคม
แต่รักษาการนายกรัฐมนตรีเถื่อนคนนี้ส่งเสริมแต่ “สุขด้านที่ 2” ซึ่งก็คือ ส่งเสริมด้านมืดของมนุษย์ ส่งเสริมกิเลศ มอมเมาว่าการเป็นหนี้คือการสร้างตัวเอง วางนโยบายแต่ส่งเสริมการใช้จ่าย การบริโภค
มองอย่างตื้น ๆ – ในระยะแรกก็อาจเข้าใจว่าตัวเขาสำคัญผิด, หลงผิด
แต่เวลาผ่านมา – พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาและโคตรเหง้าบริษัทบริวารไปทำธุรกิจรองรับ
ทำลายวินัยการคลัง
สร้างธรรมเนียมใหม่ “การคลังที่ไม่ต้องผ่านสภาฯ” คือ ใช้เงินหวย ภายใต้การบริหารของเพื่อนร่วมรุ่นนรต. 26 ที่กลายเป็นกระเป๋าเงินติดสอยห้อยตามโตงแตงไปทุกที่ ทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์แจกเงินเป็นว่าเล่น ทั้ง ๆ ที่เป็นเงินที่ต้องแลกด้วยการตกต่ำทางด้านศีลธรรมจริยธรรมของสังคม
เศรษฐีขาดวินัย = บริหารโดยไม่ยึดวินัยทางการคลัง
โครงการที่ชี้นิ้วสั่งตรง เป็นโครงการไม่เหมาะสม เพียงต้องการหาเสียง เช่น ไนท์ซาฟารี เป็นต้น
โยกงบฯกลางมาใช้เองตามอำเภอใจ โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ และสภา
ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
กรณีโด่งดังที่นิติภูมิ นวรัตน์นำมาแฉ คือ ดอด (แจ๋น) ไปพบประธานาธิบดีเม็กซิโก ตื๊อขอนั่งเครื่องบินไปด้วยกัน เพื่อจะของานโทรศัพท์ให้บริษัทที่มีลูกเป็น Nominee ถือหุ้นแทน
ทะเลาะกับมาเลเซียทำปัญหาใต้ลุกลาม
เอาใจสิงคโปร์ให้มามีอธิปไตยเหนือดินแดนไทยบางส่วน เพราะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน ทำให้มาเลเซียยิ่งไม่พอใจ
ทำลายกระบวนการยุติธรรม
สร้างรัฐตำรวจ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน จนถูกจับตามองจากโลกทั้งโลก ติดบัญชีรัฐที่ปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด
ส่งสัญญาณอุ้มฆ่า, ฆ่าตัดตอน
ส่งเสริมกลไกรัฐตำรวจ และสร้างกองกำลังติดอาวุธของตนเอง เช่น กรณีชรบ.(ตำรวจบ้าน)เชียงราย มาบุกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
มาตรฐานการยุติธรรมตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ใช้กลไกยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คดีอื่น ๆ คืบหน้า แต่คดีชาวเชียงใหม่เถื่อนบุกชกต่อยขว้างน้ำปัสสาวะใส่อดีตนายกฯชวน หลีกภัยและคณะไม่คืบหน้า ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกและเกลียดชังระหว่างชาวใต้กับชาวเหนือ
คดีแจ้งความทักษิณ ชินวัตรไม่คืบหน้า แต่คดีแจ้งความนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืบหน้าเร็วเหลือเกิน
ทำลายรากเหง้า-จิตวิญญาณของชาติ
เป็นการทำลายชาติอย่างสมบูรณ์แบบในขั้นสุดท้าย จนไม่เหลือสิ้นกระทั่งจิตวิญญาณ นั่นคือละเมิดขนบธรรมเนียม ประเพณี ซึ่งเป็นสายใยยึดโยงชาติ ที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ แล้วสร้างแบบแผน-ธรรมเนียมใหม่ ให้คนในชาติหลงมัวเมาในวัตถุ หนี้สิน กระแสบริโภคนิยม
มอมเมาให้คนในชาติหลงยึดกับตัวบุคคล ผู้เป็นผู้นำหลักหนึ่งเดียว แล้ว ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก
รื้อทิ้งระบบคุณธรรม และมาตรฐานจริยธรรม
ตอกย้ำค่านิยมใหม่ให้แพร่หลาย จากเดิมนับถือคนดี มาเป็นนับถือความรวย
นายกรัฐมนตรีเดินแต่ห้างเอมโพเรียม สยามพารากอน กินกาแฟร้านแบรนด์เนมนอก ซื้อสบู่ราคาก้อนละ 2,000 บาท วันว่างก็ออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนเศรษฐี หยุดลองวีคเอนด์ก็ไปต่างประเทศ (ลอนดอน, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, สิงคโปร์)
เคยบ้างไหมที่จะไปวัดฟังธรรม
เคยบ้างไหมที่จะไปเดินเที่ยวตลาดนัดจตุจักร และตลาดอื่น ๆ
มีนาคม 10, 2009 ที่ 3:16 pm
sonthi
http://www.managerradio.com/
มีนาคม 10, 2009 ที่ 3:34 pm
sonthi
http://pics.manager.co.th/ShowImage.html?Image=%2fImages%2f552000002962402.JPEG&Width=750&Height=723
มีนาคม 12, 2009 ที่ 9:11 pm
pantip
“แม้ว”กำเริบขออภัยโทษ ถวายฎีกา ดิ้นหนีผิดอาญาแผ่นดิน
เหิมตั้งเงื่อนไขไม่ต้องสู้กันอีก โวดดลงเลือกตั้งเมื่อไรชนะแน่
นายกฯขึ้นเวทีพูดม.อ็อกฟอร์ด เชิญ”เหลือง-แดง”แลกเปลี่ยน
วันที่ 12 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน ได้ใช้เวลาเกือบ 50 นาที ในการเชื่อมสัญญาณจากสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ไปพูดคุยกับสื่อมวลชนต่างประเทศที่เกาะฮ่องกงในหัวข้อ “วิกฤตเศรษฐกิจโลกทำไมจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตทางปัญญา” ซึ่งการพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ หนนี้ ได้อ้างตำแหน่งว่า เป็นประธานมูลนิธิสร้างอนาคตที่ดีกว่า (The Building a Better Future Foundation) และอดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศไทย
แม้วฟุ้งทางรอดวิกฤติ”เอเชีย”
โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดเชิงวิชาการถึงวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันว่า เกิดจากนักการเงินใช้เงินเกินตัว การโยกย้ายเงินทุนเร็วอย่างไรเหตุผล รวมทั้งการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไร้ประสิทธิ์ภาพ ถือว่าเป็นวิกฤติทางปัญญาของโลกแถบอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อเอเซียด้วย
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเสนอทางรอดของเอเซีย ว่าจะต้องเร่งสร้างประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ทุกด้าน ต้องช่วยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่กำลังจะล่มสลาย ต้องซื่อสัตย์ทางปัญญา และปฎิเสธความไม่ถูกต้อง ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังสรุปในตอนท้าย โดยยกผลการศึกษาของ “อมาตยา เซน” (Amartya Sen) ที่แสดงให้เห็นว่า “ระบอบประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยป้องกันปัญหาความอดอยาก”
ยืนยันความจงรักภักดี
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวยืนยันด้วยว่า ตนเองนั้นมีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นในขณะนี้ หรือในสมัยที่ตนเองยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ตาม
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยมีสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลง พ.ต.ท.ทักษิณ จะแก้ไขอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยินดีและพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อประเทศอันเป็นที่รัก แต่ประเทศไทยต้องมีความเป็นประชาธิปไตยและความถูกต้องชอบธรรมกลับมาก่อน
ออกลายอ้างถวายฎีกาอภัยโทษ
วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่าหนังสือพิมพ์เจแปน ไทมส์ของญี่ปุ่น ฉบับภาษาอังกฤษ ได้ตีแผ่คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กล่าวว่า “ผมเคยเขียนหนังสือถึงพระองค์ 3 ฉบับแล้ว เพราะเชื่อในพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า “หากผมได้รับการอภัยโทษ ผมรู้ว่าผู้สนับสนุนผมจะมีความสุข และเราก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ เพื่อพิสูจน์อะไรอีกต่อไป” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า พร้อมจะกลับมาเลือกตั้งและมั่นใจจะได้รับชัยชนะ เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขายังมีอีกมากในประเทศไทย
“ลิ่วล้อ”โผล่ปูดข่าวดิสเครดิตมาร์ค
วันเดียวกันที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษในวันที่ 14 มีนาคม ว่า Mr.Lee Jones นักวิจัยและอาจารย์สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ได้ส่งจดหมายไปที่ยัง Sir Michael Scholar ผู้บริหารของ St.John College มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ซึ่งเนื้อหาในจดหมายระบุว่า การเชิญ นายอภิสิทธิ์ ไปกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แม้ นายอภิสิทธิ์ จะจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดก็ตาม เพราะที่มาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มาจากวิถีของประชาธิปไตยแต่ได้มาจากการปฎิวัติรัฐประหาร จึงเป็นเรื่องน่าละอายหากเชิญ นายอภิสิทธิ์ ไปพูด
โฆษกรัฐบาลออกโรงโต้ทันควัน
ด้าน นายปณิธาณ วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลอังกฤษเป็นผู้เชิญ นายอภิสิทธิ์ ไปเยือน ระหว่างวันที่ 13 – 15 มีนาคม และการไปปาฐกถาพิเศษให้กับนักศึกษา ก็เป็นไปตามคำเชิญของมหาวิทยาลัย ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
และกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดเกี่ยวกับการบริหารความท้าทายของประชาธิปไตยไทย ซึ่งจะพูดตั้งแต่แรงบันดาลใจจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่ทำให้เกิดความสนใจ และก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง
เชิญเหลือง-แดงเข้ารับฟังด้วย
“นายกรัฐมนตรียังจะทำหนังสือเชิญคนไทยในอังกฤษ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผ่านทาง e-mail ให้มาร่วมรับฟัง และพบปะพูดคุย และยังจะหาโอกาสไปเยือนสถานศึกษาต่างๆ ในอังกฤษ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตย” นายปณิธาณ กล่าว
นายปณิธาณ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังจะถือโอกาสชี้แจง ในฐานะไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับอังกฤษ และประชาคมโลก เพื่อแก้วิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และอาจจะชี้แจงถึงปัญหาชาวโรฮิงญาด้วย
ต่อข้อถามว่า หากมีกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มคนรักทักษิณ ไปรอที่อังกฤษ จะมีมาตรการดูแลอย่างไร นายปณิธาณ กล่าวว่า เรื่องการดูแลความปลอดภัย เป็นหน้าที่ของทางการอังกฤษ ตั้งแต่การเดินทาง และการพบปะกับบุคคลต่างๆ แต่นายกรัฐมนตรียินดีพบปะกับพูดคุยกับทุกคน ที่ต้องการมาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
ปชป.แฉคนป่วนที่แท้เพื่อน”ใจ”
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าจากการตรวจสอบทราบว่า Mr.Lee Jones เป็นนักวิชาการที่เคลื่อนไหวในแถบประเทศพม่าและประเทศไทย และมีส่วนข้องกับ นายใจ อึ้งภากรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยาม ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน และหลบหนีไปอยู่ในประเทศอังกฤษ
ดังนั้น เชื่อว่าเป็นความพยายามของนายใจที่ร่วมกับ Mr.Lee Jones ที่ต้องการคัดค้านการปาฐกถาของนายอภิสิทธ์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่าทางมหาวิยาลัยฯ ยืนยันแล้วว่าให้นายกรัฐมนตรีปาฐกถาตามกำหนดการเดิม ซึ่งเป็นโอกาสหากเจอนายใจก็ได้อธิบายชี้แจงทำความเข้าใจ
“เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยพยายามที่จะดิสเครดิตโดยอ้างข้อมูลจากต่างประเทศ เพื่อทำลายความน่าเชื่อของนายอภิสิทธ์ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นไปตามแผนโลกล้อมประเทศไทย ใช้ความแตกแยกของชาติที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว 1 ครั้ง จากกรณีความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขยายพลมาเป็นความแตกแยกของคนในชาติ” นายเทพไท กล่าว
ด้าน นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ว่า ในฐานะนักเรียนเก่าอังกฤษไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทย อ่านภาษาอังกฤษออกหรือไม่ เพราะพรรคทราบเรื่องของอาจารย์คนดังกล่าวมานานแล้ว แต่ทางฝ่ายค้านคงเพิ่งจะเห็นจดหมายและคงไม่ถนัดเรื่องของภาษาสักเท่าไหร่จึงนำเรื่องไปโยงกับทางมหาวิทยาลัยดังกล่าว
กษิตเย้ย”ทักษิณ”เด็กขี้แย
ด้าน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ถ้าตนเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะไม่ทำ และจะไม่มาด่าทอ บ่อนทำลายประเทศไทย เป็นคนขี้แพ้ชวนตี เป็นเด็กขี้แย เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว ไม่ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่
พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวได้ตรวจสอบการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง แล้วเบื้องต้นยังไม่พบข้อความผิดกฎหมาย แต่จะตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง
ต้อนรับมาร์คเยือนชลบุรี
วันเดียวกัน พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ะ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ในวันที่ 21 มีนาคมว่าตำรวจได้เตรียมพร้อมเต็มที่ และไม่ได้ห่วงประชาชนในพื้นที่ แต่เกรงว่าจะเป็นคนนอกพื้นที่มาก่อความไม่สงบมากกว่า
“อยากให้คนชลบุรีช่วยกันตรวจสอบคนพื้นที่อื่นๆ ที่จะมาก่อความไม่สงบ ทุกคนต้องช่วยกันดูแล ชลบุรีเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของคนทั้งประเทศ อย่าปล่อยให้บุคคลอื่นมาสร้างความเสียหายให้กับจังหวัดชลบุรี หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดทุกฝ่าย ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กล่าว
ทางด้านนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ช่วงที่นายกฯไปชลบุรี ตนรู้มาว่า ผวจ.ชลบุรี จะไปต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ประกอบกับนายกรัฐมนตรีเปรียบเสมือนผู้บังคับบัญชาโดยตรงจะเดินทางมาชลบุรี ยังไม่มีการประชุมเตรียมความพร้อม ในต่างประเทศมีการประชุมเป็นเดือนๆ เพื่อวางแผนป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้นำของตนเอง
มีนาคม 12, 2009 ที่ 9:13 pm
pantip
พสกนิกรแห่เข้าเฝ้าฯแน่นศิริราช รอผลตรวจพระวรกายในหลวง
รอเฝ้าฯรับเสด็จ : ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมารอเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรอฟังผลการตรวจพระวรกายที่โรงพยาบาลศิริราช อย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งแม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ทุกคนก็ไม่ยอมหนีหายไปไหน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงตรวจพระวรกายตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์ โดยมีพสกนิกรจำนวนมากเฝ้าฯรับเสด็จและเฝ้าติดตามพระอาการอย่างเนืองแน่น
เมื่อเวลา 20.53 น.วันที่ 11 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงตรวจพระวรกายตามหมายกำหนดเวลา โดยการกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์ ในการนี้
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ โดยเสด็จด้วย ทั้งนี้ พระองค์ทรงประทับแรม ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงเข้าตรวจพระวรกายในวันที่ 12 มีนาคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดวันที่ 12 มีนาคม มีประชาชนจำนวนมากที่รับทราบข่าวเดินทางมาจับจองพื้นที่บริเวณใต้อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเฝ้าติดตามผลตรวจพระวรกายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเฝ้าฯรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จฯมาติดตามพระอาการ
โดยหลายคนมาเฝ้ารอรับเสด็จฯตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา หลังทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงตรวจพระวรกาย
ทั้งนี้ ในเวลา 08.45 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางมายังอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อติดตามพระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายอมรินทร์ ปิยะสัจจะเดช ประธานฝ่ายกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาและวัฒนธรรม ชมรมนามธารีเดินทางมาเฝ้าติดตามพระอาการพร้อมอ่านคำกลอนถวายพระพรที่แต่งขึ้น มีเนื้อหาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงพระเจริญ ทรงมีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน
นายอมรินทร์กล่าวว่า หลังทราบข่าวทางโทรทัศน์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายก็รู้สึกเป็นห่วง จึงเดินทางมาเฝ้าฯติดตามพระอาการ โดยตั้งใจแต่งกลอนมาถวาย แต่เนื่องจากสำนักพระราชวังไม่ได้ตั้งโต๊ะให้ประชาชนลงนามถวายพระพร จึงมาชวนประชาชนร่วมกันถวายพระพรไปพร้อมๆกัน
ต่อมาเวลา 19.18น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงติดตามพระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จฯ และพร้อมใจเปล่งเสียงทรงพระเจริญตลอดเส้นทาง
มีนาคม 13, 2009 ที่ 8:42 am
wrerar
นรกกินหัว “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น แสดงท่าทีห้าวหาญบังอาจ อยากขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในความผิดคดีทุจริต บอกเขียนหนังสือขอพระราชทานฯ มา 3 ครั้งแล้ว อยากกลับมาเล่นการเมือง มั่นใจจะชนะเลือกตั้ง ยอมรับอยู่ดูไบ บ้านเมืองไทยจะไม่มีทางสงบ จนกว่าจะมีการใช้ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” และพวก “เสื้อแดง” จะหยุดเคลื่อนไหว ต่อเมื่อได้ลงคะแนนเสียงอย่างแท้จริง ปชป.รุมสวดเหิมหนัก คิดเอามวลชนกดดันเบื้องสูงขออภัยโทษ ทั้งที่หมิ่นพระบรมฯมาตลอด ทีมที่ปรึกษานายกฯชี้ต้องมารับโทษก่อน วอร์รูมจับตาเกมใช้เวทีโลกกดดันรัฐบาลไทย “กษิต” อัด นช.แม้วทำตัวเหมือนเด็กขี้แยขี้แพ้ชวนตี “ส.ว.คำนูณ” ย้ำต้องรับโทษก่อนขอพระราชทาน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างหลบหนีความผิดคดีทุจริตที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์แจแปนไทมส์ อันเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของญี่ปุ่น ที่นำออกเผยแพร่วานนี้ (12 มี.ค.) ว่า “ผมเคยเขียนหนังสือถึงพระองค์ 3 ฉบับแล้ว เพราะผมเชื่อในพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
“หากผมได้รับการอภัยโทษ ผมรู้ว่าผู้สนับสนุนผมจะมีความสุข และเราก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ตอบโต้กลับอะไรอีกต่อไป เพื่อพิสูจน์อะไรอีกต่อไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพระองค์ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์”
พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าตนเองบริสุทธิ์ และพูดอธิบายแบบตั้งคำถามต่อระบบศาลยุติธรรมของไทยว่า “ผมไม่สามารถแก้ต่างให้ตัวเอง และไม่ได้รับความยุติธรรม เนื่องจากขณะนี้ผมถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว .. และพวกปรปักษ์ทางการเมืองของผมก็เป็นผู้หนุนหลังคณะกรรมการที่สอบสวนผม
“ประเทศไทยในขณะนี้ไร้ซึ่งหลักนิติธรรมในกรอบของประชาธิปไตยที่ถูกต้องเหมาะสม” เขากล่าว
นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ระบุว่าเขาไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเขายืนยันว่า “มีความจงรักภักดี และเคารพเทิดทูนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
“พวกเขา (กลุ่มพันธมิตรฯ) บอกว่า ผมต้องการเป็นประธานาธิบดี และเปลี่ยนแปลงระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เขากล่าว “มันไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยมีความทะเยอทะยานอะไรอย่างนั้น พวกศัตรูของผมเปลี่ยนแปลงอำนาจเพื่อให้เป็นที่พอใจของพวกเขา ด้วยการบอกว่าผมไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
ยิ่งไปกว่านั้น ทักษิณยังออกปากว่าอยากกลับมาเล่นการเมืองในไทยด้วย
“ผมต้องกลับไป ผมมีความผูกพันกับผู้สนับสนุนผม และขวัญกำลังใจของพวกเขา” นช.ทักษิณกล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “หากมีการเลือกตั้งในวันนี้ ผมจะชนะอย่างแน่นอน”
วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงปาฐกถาต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศของฮ่องกง ผ่านทางระบบวิดีโอลิงก์ ในหัวข้อ “ วิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำไมจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตทางปัญญา ” โดยระบุว่า เวลานี้เขาอยู่ในดูไบ แถมคุยอวดว่า หลังจากที่ประเทศไทยคุกคามที่จะระงับหนังสือเดินทางของเขา ก็มีผู้นำของประเทศจำนวนมากเสนอที่จะออกหนังสือเดินทางของประเทศนั้นๆ ให้แก่เขา แต่เขาได้แต่ขอบคุณและไม่ขอรับ เพราะยังเชื่อในความเป็นพลเมืองไทยของตนเอง
พ.ต.ท.ทักษิณยังพูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองไทยว่าต้องการให้ยุติการต่อสู้ทางการเมืองอย่างขมขื่นที่กำลังแบ่งแยกประเทศไทย เขาบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะต้อง “สงบศึก และเข้ามาร่วมมือกัน” ทว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าหากประเทศไทยไม่ได้มีการนำเอา “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” กลับคืนมา
“ผมปรารถนาที่จะเห็นประเทศของผมกลับคืนสู่ภาวะปกติ และไม่ต้องแบ่งแยกกันเช่นนี้” น.ช.ทักษิณบอก “ทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้ามาทำความตกลงกัน”
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองการณ์ในแง่ดีเลยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะช่วยยุติวงจรแห่งการประท้วงและต่อต้านการประท้วงที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุดนี้ “ถ้าคุณต้องการจับมือของคุณ คุณจำเป็นต้องเอามือทั้งสองข้างเข้ามาหากัน ไม่ใช่แค่มือเดียว” และเชื่อว่าพวก “เสื้อแดง” จะยุติการชุมนุมประท้วง ถ้าพวกเขาได้รับการเสนอให้มีการลงคะแนนเสียงอย่างแท้จริง “ผมคิดว่า คน “เสื้อแดง” … ความคิดของพวกเขาคือเพื่อประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม” เขาคุย
อนึ่ง ในการพูดผ่านวิดีโอลิงก์สู่ฮ่องกงคราวนี้ เขายังทำเป็นปล่อยมุขว่า การที่เขาถูกยึดทรัพย์ระหว่างที่ไทยเกิดรัฐประหาร ช่วงปกป้องทรัพย์สมบัติของเขาให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
“ผมไม่รู้ว่าจะประณาม หรือขอบคุณรัฐบาลทหารดีที่ยึดทรัพย์สินของผมในประเทศไทย ไม่เช่นนั้น ผมอาจจะเอาเงินจำนวนมากไปลงทุนในตลาดหุ้นและก็สูญเสียมันไป” พ.ต.ท.ทักษิณระบุและว่า ขณะนี้ตัวเองกำลังขาดเงิน โดยแค่มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และใช้ในการดำเนินชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตน อย่างไรก็ตาม กำลังพิจารณาการลงทุนในด้านโทรคมนาคม
***ปชป.ทนไม่ไหวรุมสวด
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การเอาความลับเรื่องนี้มาเปิดเผยถือว่าเป็นการกดดันพระราชอำนาจ การจะอภัยโทษหรือไม่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจโดยแท้ว่าจะมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเรื่องดังกล่าวหรือไม่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร หากพ.ต.ท.ทักษิณยังมีฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งก็ควรจะรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีใครล่วงละเมิดต่อสถาบันได้ การสัมภาษณ์พาดพิงโดยเอาความต้องการหรือประโยชน์ของตนเองมาต่อรองกับพระราชอำนาจเป็นเรื่องที่สังคมไทยรับไม่ได้ การที่บอกว่าหากมีการพระราชทานอภัยโทษ ก็จะยุติความเคลื่อนไหวทางการเมือง และกลุ่มคนที่สนับสนุนตนเองก็จะมีความสุขด้วยนั้น เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นำเอามวลชนที่สนับสนุนตนเองมาต่อรองกับการอภัยโทษ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณอยู่เบื้องหลังและมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณเพียงผู้เดียว และเงื่อนไขดังกล่าวก็ไม่มีความน่าเชื่อถือเพราะพ.ต.ท.ทักษิณได้มีแนวความคิดเรื่องการแสดงบทบาททางการเมืองกลับไปกลับมาหลายครั้งแล้ว ขาดความน่าเชื่อถือ
“พ.ต.ท.ทักษิณจะเอาความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาต่อรองกับสถาบันเบื้องสูงได้อย่างไร ในวันที่ตัวเองได้ประโยชน์ก็บอกว่าจะยุติบทบาททางการเมืองแล้ว แต่ในวันที่ตัวเองจนตรอกก็ประกาศว่าจะเล่นการเมืองต่อ และจะต่อสู้จนถึงที่สุด ไม่ว่าในนรก หรือบทสวรรค์ ดังนั้นคำพูดใดๆของพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว เพราะอยู่ในฐานะโมฆะบุรุษ” นายเทพไทกล่าวและว่าการที่ผู้ใดได้รับอภัยโทษในอดีตที่ผ่านมาบุคคลผู้นั้นต้องอยู่ในฐานะที่เป็นนักโทษที่ถูกจองจำตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งต่างกับกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณที่หนีคำพิพากษาไม่ยอมถูกจองจำ แต่กลับใช้สื่อโจมตีกระบวนยุติธรรมตลอดเวลา ทุกครั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยก็จะพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรมและสถาบันเบื้องสูงตลอดเวลา อย่างนี้จะมีหน้ามาขอพระราชทานอภัยโทษได้อย่างไร และเชื่อว่าการขอพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้เป็นการดิ้นรนสุดชีวิตอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศปิดประตูตายเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ด้านนายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมวอร์รูมพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณพยายามที่จะทำให้ตัวเองกลับมามีบทบาทในเวทีโลกอีกครั้ง เสมือนหนึ่งเป็นมิตรประเทศกับ จีน และสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ตนเองหมดสภาพความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติแล้ว และการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นความพยายามของพ.ต.ท.ทักษิณที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จ ตนเชื่อว่าจะมีการใช้เกมแบบนี้ต่อไปในเวทีต่างๆ และขอให้จับตาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะประเด็นในการอภิปรายไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่พยายามที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสภาซึ่งเป็นเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยตั้งใจให้เป็น
ขณะที่นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม . คณะทำงานที่ปรึกษาด้านกฎหมายนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขอพระราชทานอภัยโทษผู้ที่จะขอต้องมารับโทษก่อน ไม่ใช่หลบหนีในต่างประเทศแล้วมาขอ ซึ่งตามหลังของกฎหมายและประเพณีปฏิบัติไม่เคยมีใครขอในระหว่างที่ยังไม่ได้รับโทษ และหลบหนีคดีแบบที่พ.ต.ท.ทักษิณกลังทำอยู่ในขณะนี้ หรือแม้แต่กรณีนักเขียนชาวออสเตเลีย ที่ถูกพิพากษาจำคุก กรณีเขียนหนังสือหมิ่นเบื้องสูงก็ยังต้องรับโทษติดคุกก่อน จึงจะมีการพระราชทานอภัยโทษให้ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าการออกมาพูดออกพ.ต.ท.ทักษิณจะได้รับการอภัยโทษ เพราะถือเป็นกรณีกัน
***กษิตอัดเหมือนเด็กขี้แยขี้แพ้ชวนตี
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่หนีศาล และพรรคถูกยุบไปแล้ว 5 ปี ซึ่งจะต้องไม่มีกิจกรรมทางเมืองใดๆ ทั้งสิ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่ได้ทำอยู่ตอนนี้นั้น เป็นการบ่อนทำลายประเทศไทยอยู่หรือเปล่า แต่ตัวเองกลับเป็นนักโทษหนีคุกจะทำอย่างไร เคยคิดบ้างหรือไม่ จากคนที่เคยเป็นผู้นำประเทศเป็นนักเรียนทุน เป็นนายตำรวจ แต่กลับทำอะไรที่ละเมิดกฎหมาย สิ่งที่ดีที่ควรกลับไม่ค่อยจะทำ อย่างนี้มันถูกแล้วหรือ
“พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องถามและตอบตัวเองให้มาก ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ด่าทออยู่อย่างนี้ เหมือนคนขี้แพ้ชวนตี เป็นเด็กขี้แย เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว ไม่เคยทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่” นายกษิตกล่าว
***ส.ว.ย้ำต้องรับโทษก่อนขอพระราชทาน
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่าอยากขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในข้อกล่าวหาทุจริตขายชาติ ว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะโดยปกตินั้นการขอพระราชทานอภัยโทษต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขอพระราชทานฯ รับโทษอยู่และได้สำนึกในความผิดนั้นแล้ว เช่นกรณีของนายแฮร์รี่ นิโคไลเดส นักเขียนออสเตรเลียวัย 41 ปี ผู้ต้องโทษจำคุก 3 ปีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเสียก่อนให้ถูกขั้นตอนจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้
นายคำนูณ กล่าวอีกว่าที่ผ่านแนวทางการต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าต่อสู้อย่างถูกต้องต้องกลับมารับโทษตามคำสั่งของศาลก่อน เป็นการขัดกันระหว่างกับคำพูดและการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งพรรคพวกของเขาบางส่วนก็ทำการเคลื่อนไหวให้ออกกฏหมายนิรโทษกรรม ซึ่งถือว่าเป็นคนละเรื่องกับการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษ ถือเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การออกมาให้สัมภาษณเช่นนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่า ตามข้อกฏหมายที่บัญญัติไว้ชัดเจนถึงกระบวนการที่จะมีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษคือ 1.ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด (ติดคุกอยู่) 2.ได้สำนึกในความผิดนั้นแล้ว 3. หน่วยงานคือกระทรวงยุติธรรมจะพิจารณาความเห็นและถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษซึ่งอยู่ในพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถ้าไม่อยู่ในกระบวนการ 3 ข้อนี้แล้วถือว่าผิดกระบวนการขั้นตอนของการขอพระราชทานอภัยโทษ
***สันติบาลแกะคำปาฐกถาแม้วรู้ผลวันนี้
พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่ฮ่องกง ว่า ไดัมีการจัดทีมงานมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้วโดยได้มีการบันทึกเทปที่มีการถ่ายทอดสดไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ มาแปลถ้อยคำที่มีการโฟนอินว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือมีข้อความหมิ่นพระบรมราชานุภาพหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบแปลถ้อยคำอยู่ ซึ่งยังไม่พบว่ามีข้อความใดผิดกฎหมาย โดยคาดว่าในวันนี้ (13 มี.ค.) จะแล้วเสร็จ ส่วนที่สถานีโทรทัศน์ ดีทีวี นำคำปาฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ มาถ่ายทอดสดนั้นไม่ถือว่าผิดกฎหมายสามารถกระทำได้ แต่หากมีความใดผิดกฎหมาย หรือหมิ่นประมาท สถานีโทรทัศน์ ดีทีวี ก็จะมีความผิดร่วมด้วยเช่นกัน.
มีนาคม 13, 2009 ที่ 10:51 am
i c u
“โฆษก ปชป.” จวก “แม้ว” ตีสองหน้าผ่านสื่อ โกหกเรื่องขออภัยโทษ
“นพ.บุรณัชย์” จวก “ทักษิณ” ตีสองหน้า พูดสองทาง บอกสื่อต่างชาติอ้างส่งจดหมายขอพระราชทานอภัยโทษ แต่กลับขยิบตาให้ “พงศ์เทพ” แก้ตัวกับสื่อไทยแทน ชี้ แค่หวังเกาะพื้นที่สื่อ ฉะฝ่ายค้านผลีผลามยกอ้างจดหมาย “ลี โจนส์” หวังโจมตี “อภิสิทธิ์” ทั้งที่เจ้าตัวประกาศผ่านเว็บบอร์ดไม่อยากถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เผย “อภิสิทธิ์” หวังใช้โอกาสเยือนอังกฤษประกาศเจตนารมณ์เอาจริงการละเมิดสิทธิมนุษยชน
วันนี้ (13 มี.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินผ่านวิดีโอลิงก์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ได้ทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษไปแล้ว ว่า ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกคน ทุกฝ่าย หากผู้นั้นหรือฝ่ายนั้นๆ มีความหวังดีต่อประเทศชาติ แต่การเดินสายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พูดผ่านสื่อต่างประเทศอย่างหนึ่ง แต่เมื่อโฟนอินมาที่ประเทศไทย เพื่อให้ปรากฏเป็นข่าวก็จะพูดอีกอย่างหนึ่ง เช่น กรณีที่ระบุว่าได้ทำหนังสือเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษถึง 3 ฉบับแล้ว ผ่านหนังสือเจแปนไทมส์ ของญี่ปุ่น โดยพูดในลักษณะผูกโยงเงื่อนไขการได้รับอภัยโทษกับเงื่อนไขด้านมวลชน แต่กลับให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของตนเองออกมาให้ข่าวปฏิเสธกับสื่อในประเทศไทย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีการเขียนจดหมายเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งกรณีนี้ถือว่าไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกในการออกมาเปิดเผยกับสื่อต่างประเทศ จึงเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะไม่ให้พื้นที่ข่าวในสื่อทั้งในและนอกประเทศของตนลดลง และสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้รัฐบาลต้องทำงานยากขึ้นทั้งในการชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงต่อสื่อในขณะที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนคนไทยไปด้วย
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนไม่อยากให้พรรคฝ่ายค้านดึงเรื่องเหล่านี้มาเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เช่น กรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาระบุโดยเปิดเผยถึงความเห็นส่วนตัวของ นายลี โจนส์ ที่เกี่ยวกับการจะไปปาฐกถาของนายกฯ ที่ประเทศอังกฤษ โดยระบุว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดไม่อนุญาตให้นายกฯ ไทยไปพูด เพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง ซึ่งความจริงแล้ว นายลี โจนส์ ได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเทศไทย โดยการเชิญ นายใจ อึ๊งภากรณ์ ให้ไปพูดเกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งมีเนื้อหาที่หมิ่นสถาบันเมื่อปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งล่าสุด นายลี โจนส์ ได้แสดงความเห็นผ่านเว็บบล็อกของตนเองระบุว่า ไม่อยากให้ความเห็นของตนเองถูกนำมาขยายประเด็นเพื่อใช้เป็นประโยชน์เป็นเครื่องมือทางการเมือง และไม่มีเจตนาที่จะขัดขวางการเดินทางมาปาฐกถานายกฯ ของไทยแต่อย่างใด
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ได้รับการยืนยันจากนายกฯ ว่า พร้อมที่จะใช้โอกาสนี้สร้างความมั่นใจในทุกด้านที่จะรักษาชื่อเสียงของประเทศชาติในสายตาของอารยะประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมและนานาชาติ เช่น การประกาศเอาจริงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต ในหลายกรณี อาทิ การหายตัวของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ของรัฐบาลในอดีตที่อ้างว่าทำสงครามกับยาบ้า จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่นายกฯ จะเรียกความเชื่อมั่นในทุกๆ ด้าน ในการเดินทางไปเป็นแขกของรัฐบาลอังกฤษในครั้งนี้ โดยเฉพาะการปาฐกถาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งจะมีสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมซักถาม
มีนาคม 13, 2009 ที่ 10:57 am
i c u
ธาตุแท้ “ทักษิณ” โกหกลวงโลกโดยสายเลือด!
การประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายกรเทพ วิริยะ หรือ ชิปปิ้งหมู พยานสำคัญในคดีหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรของบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ที่ถูกคนร้ายจ่อยิงสังหารอย่างโหดเหี้ยมในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งภายหลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.และพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.รื้อฟื้นคดีสำคัญรวม 4 คดีขึ้นมาอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญ ที่ พล.ต.อ.ธานี ออกมาระบุภายหลังประชุมพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ว่า คดีฆาตกรรมชิปปิ้งหมูนั้น พนักงานสอบสวนชุดเดิมไม่ได้มุ่งประเด็นที่ นายกรเทพ เป็นพยานในคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินแซท แต่กลับมุ่งไปยังประเด็นยาเสพติด ซึ่งพนักงานสอบสวนชุดนี้ ไม่พบว่า การเสียชีวิตของชิปปิ้งหมู ไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดแต่อย่างใด คำถามจึงเกิดตามมาว่า เหตุไฉน พนักงานสอบสวนชุดเดิม จึงมุ่งการฆาตกรรมชิปปิ้งหมูว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรื่องนี้ ทำให้เรานึกคำตอบได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และคำตอบนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครที่ไหน แต่อยู่ที่ชายผู้มีนามว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เชื่อตามไปดูกัน
ย้อนกลับไปปี 2545 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งนั้นมีการแฉคดีเลี่ยงภาษีการนำเข้าอุปกรณ์สื่อสารของบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ จำกัด ของตระกูลชินวัตร โดยนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับข้อมูลสำคัญมาจาก นายกรเทพ นั่นเอง และหลังจากที่เรื่องดังกล่าวถูกเปิดโปงขึ้น นายกรเทพ ซึ่งถือเป็นพยานคนสำคัญ ต้องระเห็จหลบหนีไปกบดานยังสถานที่ต่างๆ แต่สุดท้ายเมื่อวันที่ 26 มี.ค.2546 นายกรเทพ หรือ ชิปปิ้งหมู ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตด้วยอาวุธปืน 9 มม.เข้าท้ายทอย กกหูซ้าย และลำตัวรวม 3 นัด บริเวณทางขึ้นดอยพื้นที่หมู่บ้านแสนใจ รอยต่อระหว่าง ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน กับ ต.แม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทราบข่าวการเสียชีวิตของชิปปิ้งหมู ได้ออกมาระบุเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2546 ว่า “หากถามว่า รู้จักประวัติของชิปปิ้งหมูมากน้อยแค่ไหน เข้าใจว่าจะรู้จัก นายสุภาพ สีแดง ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ถูกจับไปเมื่อคืนนี้มากกว่า….ผมทราบเรื่องเมื่อคืน ดูข่าวแล้วก็ตกใจว่า เกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบริษัท ชินฯเลย บริษัท ชินฯ เขาเสียภาษีหรือเสียค่าตอบแทนให้กับรัฐปีหนึ่งสองหมื่นกว่าล้านบาท ไอ้ที่พูดกันนี่มันนิดเดียว ทุกฝ่ายก็ออกมาระบุแล้วว่า มันถูกต้อง มันไม่มีอะไร ทำไมต้องไปวิตก ไม่เห็นมีอะไรน่าวิตก คนที่วิตกไปเอง คือ คนที่หาเรื่องมากกว่า”
ถัดมาวันที่ 28 มี.ค.2546 พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงการเสียชีวิตของชิปปิ้งหมูอีกครั้งว่า “นายกรเทพ ไปอยู่ที่เชียงราย ก่อนเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2543 และไปมีภรรยาเป็นชาวอีก้อ นายกรเทพ ยังไปอยู่ในหมู่บ้านที่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ผมก็จำไม่ได้ แต่ทราบว่า ถูกยึดทรัพย์ในคดียาเสพติด และบริเวณนั้นเป็นย่านที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากมาย”
คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ได้พูดถึง 2 ครั้ง ในเวลา 2 วันติดต่อกัน ย่อมเป็นคำตอบที่กระจ่างว่า เหตุไฉน พนักงานสอบสวนชุดเดิม จึงมุ่งการฆาตกรรมชิปปิ้งหมูว่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แถมบวกประเด็นชู้สาวเข้าอีกประเด็นหนึ่งด้วย
วจีอันเสนาะโสตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นเงื่อนปมที่ย้อนกลับมามัดตัวเองในคดีฆาตกรรมชิปปิ้งหมูเท่านั้น เมื่อคดีถูกพนักงานสอบสวนชุดใหม่ขุดคุ้นขึ้นมา แม้แต่คดีการหายตัวไปของ นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน ก็กลายเป็นเงื่อนกระตุกที่กลับมารัดคอ พ.ต.ท.ทักษิณ เองเช่นกัน
นายสมชาย หายตัวออกจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2547 โดยมีพยานยืนยันว่า นายสมชาย ถูกอุ้มไปจากหน้าโรงแรมชาลีนาในซอยมหาดไทย ย่านลาดพร้าว เมื่อการหายตัวไปของทนายสมชายเป็นข่าวคึกโครม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ออกมาระบุหลังจากนั้นไม่กี่วันว่า “นายสมชาย ไม่ได้หายตัวไปไหน เพียงแต่มีปัญหาทะเลาะกับภรรยาจึงหลบมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และตัดขาดการติดต่อจากคนอื่น”
วันเวลาผ่านไปหลายปี จนเป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ทนายสมชาย ถูกอุ้มไปสังหาร ทว่ารัฐบาลในขณะนั้นยังไม่ยอมรับ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นการมัดคอตัวเองอีกครั้งว่า “ที่ผ่านมา มันเป็นคดีหน่วงเหนี่ยว ไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย เพราะปกติการจะตั้งข้อหาฆ่าคนตาย ต้องพบหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าคนนั้นตายแล้ว ถึงจะบอกได้ว่าเป็นคดีฆ่าคนตาย ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังทำสำนวนเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่คดีฆ่าคนตาย”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การติดตามตัวทนายสมชายจะดำเนินการอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า “เขาพบร่องรอยบางอย่าง” เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ระบุได้หรือยังว่า ทนายสมชาย เสียชีวิตแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า “ทราบว่า เสียชีวิตแล้ว แต่ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องทางคดี ให้ดีเอสไอเขาสรุปสำนวน ประมาณเดือน ก.พ. จะสรุปสำนวนเสร็จ”
ลมปากของ พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้เพิ่งมาโกหกพกลมในช่วงที่หมดอำนาจวาสนา ไร้ถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างในปัจจุบันเท่านั้น แม้แต่ในอดีต เมื่อครั้งยังเรืองอำนาจ มากล้นด้วยบารมี และเหล่าบริวาร ก็ได้แสดงให้เห็นธาตุแท้แล้วว่า แม้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็สามารถพูดจาโกหกพกลมได้ โดยไม่ได้ให้เกียรติและคำนึงถึงร่างที่ไร้วิญญาณของนายกรเทพ วิริยะ หรือชิปปื้งหมู รวมทั้งวิญญาณที่ไร้ร่างของนายสมชาย นีละไพจิตร แม้แต่น้อย เขาล่ะ…“นช.พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ไม่ต่างจาก “นนทุก” ที่ถึงกาลวิบัติเพราะจิตอาฆาต และต้องมาดับชีวิตด้วยนิ้วเพชรพิฆาตของตัวเอง!!!
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000029126
มีนาคม 13, 2009 ที่ 9:30 pm
banchee
แหล่งข่าวทำเนียบองคมนตรีไม่เชื่อ “ทักษิณ”ต้องการอภัยโทษจริง เหตุยังไม่หยุดโฟนอินโจมตีรัฐบาล-ศาล-สถาบันต่างๆ ด้าน “บิ๊กทหาร”ซัด“นช.แม้ว”กำลังกดดันในหลวง ไม่สมควรขอพระราชทานอภัยโทษ ตราบใดที่ยังไม่หยุดป่วนชาติ เอาแต่ประโยชน์เข้าตัว แถมยังไม่ยอมรับผิดด้วยซ้ำ
แหล่งข่าวทำเนียบองคมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เจแปนไทม์สว่า เคยส่งหนังสือเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษถึง 3 ฉบับว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือขออภัยโทษดังกล่าว เข้ามายังทำเนียบองคมนตรี อีกทั้งไม่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยื่นหนังสือเพื่อขออภัยโทษ เพราะถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการขออภัยโทษจริงๆ ควรจะหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปนานแล้ว และคงไม่มีการโฟนอินเข้ามาว่ากล่าวโจมตีรัฐบาล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และสถาบันต่างๆ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะเดินทางกลับเข้าประเทศเพื่อรับโทษตามคำตัดสินของศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากกว่า ก่อนที่จะมาขออภัยโทษ
แหล่งข่าวทำเนียบองคมนตรี บอกว่า สำหรับขั้นตอนในการยื่นหนังสือขออภัยโทษสามารถทำได้หลายทาง โดยยื่นหนังสือที่กระทรวงยุติธรรม หรือ ที่สำนักราชเลขาธิการพระราชวัง ทั้งนี้หากยื่นหนังสือผ่านทางสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง ทางสำนักเลขาธิการพระราชวังก็จะต้องนำเรื่องส่งให้กับทางกระทรวงยุติธรรม ก่อนที่จะส่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา หลังจากนั้นเมื่อขั้นตอนการพิจารณาจากนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งมายังสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง เพื่อนำเสนอให้กับคณะองคมนตรีเพื่อพิจารณาก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป
แหล่งข่าวจากนายทหารระดับสูง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยในการขอนิรโทษกรรม หรืออภัยโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่เหมาะสมที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ควรเข้ามารับโทษในประเทศไทยก่อนถึงจะขออภัยพระราชทานอภัยโทษอีกที แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ หนีไปโดยไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นกลับสถาบันศาลที่มีการพิจารณาคดีความ ทั้งนี้หลักการนิรโทษกรรมส่วนใหญ่เราก็เห็นด้วยที่อยากให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ แต่ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เลิกและไม่หยุดที่จะป่วนก็เหมือนเอาประโยชน์ใส่ตัวเองเป็นหลัก จะทำทุกวิถีทางที่จะเอาประโยชน์เข้าตัว ไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวมก่อน เสียสละเพื่อประเทศชาติ ยอมรับโทษทัณฑ์แล้วถึงมาสู่ขั้นตอนการขอนิรโทษกรรม แต่กลับไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ยอมรับผิดด้วยซ้ำ ทั้งนี้การนิรโทษกรรมขึ้นอยู่กับพระองค์ท่านที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
“ภาพที่ออกมาเหมือนเป็นการกดดันพระองค์ท่าน เพราะเท่าที่ผ่านมาปกติพระองค์ท่านจะให้พระราชทานอภัยโทษอยู่แล้ว แต่บนพื้นฐาน พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเข้ามารับผิดในคดีความก่อน แต่ขณะนี้ยังไม่ยอมรับผิดเลยและคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ หากมองในหลักข้อเท็จจริงคิดว่าควรจะรอเวลาสักนิด และเมื่อกลับเข้ามาในประเทศก็รับโทษสักระยะ แล้วถึงทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษถึงจะเหมาะสมกว่า แต่ตอนนี้เหมือนเป็นการกดดันมากกว่า ทั้งนี้การกระทำ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนเป็นการโยนหินถามทางเพื่อดูทิศทางมากกว่า และพยายามเคลื่อนไหวเดินเกมเพื่อกดดัน รัฐบาล และกองทัพ” แหล่งข่าวระบุ
มีนาคม 17, 2009 ที่ 12:36 am
mahachao
ก่อสงครามกลางเมือง เพื่อ”ทักษิณ ชินวัตร”???? (ประชาไท ธนณรงค์)
ผมได้อ่านเอกสาร”ลับ”ที่เพื่อนฝูงส่งมาให้กองบก.แนวหน้า พร้อมกับนำมาตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ขวามือ อ่านจบทั้ง4หน้าตัวเต็มๆไม่ได้เว้นจุดไข่ปลาเอาไว้ แล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ผมจะยังไม่สรุปว่า “แผนตากสิน”ในเอกสารลับดังกล่าว เป็นการวางแผนของกลุ่มที่สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองจริงหรือไม่จริง แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์จากเอกสาร อ่านหลายรอบแล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นเรียงลำดับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเรา นับแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเดินตาม”แผนตากสิน”ทุกขั้นตอน
ตอนท้ายของ “แผนตากสิน”ซึ่งหากเป็นภาษาอังกฤษ จะเขียนว่า “Thaksin Plan”หรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ระบุไว้ว่า”รวมการวางแผน แยกการปฏิบัติ”
ผมจะรู้สึกเฉยๆหากแผนดังกล่าวเป็นแผนการณ์ของนักการเมืองที่รวมกันเพื่อแย่งอำนาจรัฐ อำนาจการปกครองประเทศ เพราะทุกยุคทุกสมัย ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลก็มักจะกล่าวหาฝ่ายค้านว่าจ้องล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่ฝ่ายค้านต้องล้มรัฐบาลเพื่อตัวเองจะมาเป็นรัฐบาลแทน อันนี้ไม่ว่ากัน เนื่องจากในสังคมประชาธิปไตย ภายใต้บทบัญญัตของรัฐธรรมนูญ มีหลากหลายวิธีในการเข้าสู่อำนาจรัฐ
ถ้ารัฐบาลไม่ลาออก ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ใครชนะก็มาเป็นรัฐบาลได้อำนาจรัฐไป ใครที่เป็นรัฐบาลแล้วไปเป็นฝ่ายค้านก็ต้องทำเช่นเดียวกันเพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก
แต่ว่าใน “แผนตากสิน”มันไม่ปกติ ไม่ใช่วิธีการเอาชนะคะคานกันในทางการเมืองตามกติกาที่วางเอาไว้ คือไล่รัฐบาล ลาออกหรือยุบสภาก็ไปเลือกตั้งใหม่ เท่านั้น แต่มีกระบวนการในการปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
โดยพุ่งเป้าไปที่สถาบันเบื้องสูง กองทัพ รัฐบาล พรรคการเมือง นักวิชาการ องค์กรประชาธิปไตยต่างๆ สื่อมวลชน และคนรากหญ้า หรือแม้กระทั่งนักการทูตที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่เว้น
การปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง การเคลื่อนไหว การจัดตั้งม็อบการเมือง โดยเน้นไปที่การใช้ความรุนแรง กระจายจากในเมือง(กทม.)ไปตามหัวเมืองใหญ่ๆและต่างจังหวัด ถึงขั้นใช้กำลังให้เกิดการจลาจล เกิดสถานการณ์ที่ยากแก่การควบคุมดูแล และในที่สุดจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ระหว่างประชาชนที่ถูกจัดตั้งมาทั้งสองฝ่าย
แน่นอนย่อมไม่พ้น เหลืองและแดง
ผมอยากถามว่าคนที่คิดทำเช่นนี้ เป็นคนไทยหรือไม่ ผมอยากถามว่าคนที่วางแผนการอย่างนี้ มีความรักชาติบ้านเมืองหรือไม่ ผมอยากถามว่าคนที่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศไทย เขาปรารถนาดีต่อประเทศไทยหรือไม่
ตาม”แผนตากสิน”ที่วางเอาไว้ เป็นแผนการณ์ที่แตกต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 หรือแม้กระทั่ง พฤษภาปี2535
เพราะ 3 เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นการต่อสู้และเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อประเทศชาติโดยรวม ไม่ใช่เป็นการต่อสู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนในแผนตากสินเลย
ใครจะก่อสงครามกลางเมืองเพื่อ คุณทักษิณ ชินวัตร?????
มีนาคม 17, 2009 ที่ 5:49 am
hitaksin
December 25
หมอดู “ทักษิณชะตาขาดปี 2552″
หมอดูฟันธง’ทักษิณ’ชะตาขาด!’อภิสิทธิ์’ เผชิญศึกใน-นอก- สิงหาฯ.มีสิทธิ์ปิ๋ว
จับตาศึกใน-ศึกนอกรุมเร้า “อภิสิทธิ์1″ อ่วม ! ทั้งศก.-ความมั่นคง-ยุติขัดแย้ง “ม็อบเสื้อแดง-เหลือง” ภาคธุรกิจเตือน “มาร์ค”บริหาร “ผลประโยชน์”ของชาติก่อนกลุ่มการเมือง ชี้เสียงพรรครัฐบาล “ปริ่มน้ำ”-พรรคร่วมตีรวน ส่อทำเกมในสภาฯวุ่น หมอดูเผย “มาร์ค”ต้องใช้ความหนักแน่น อดทนบริหารประเทศ เตือนเดือนส.ค.มีสิทธิ์ตกเก้าอี้ ส่วน “เนวิน”สิ้นบารมีปี52 ด้าน “ทักษิณ”ดวงชะตาถึงฆาต-ระวังถูกลอบทำร้าย
เสียงตอบรับที่สังคมมีต่อรัฐบาล ‘อภิสิทธิ์ 1′ ในเวลานี้เต็มไปด้วยกระแสด้านบวกแทบทั้งสิ้นทั้งจากภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ , กองทัพ รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในฐานะแกนนำการเมืองภาคประชาชนที่หยุดเคลื่อนไหวรัฐบาลใหม่เป็นการชั่วคราว ยอมเปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่ได้แสดงฝีมือพิสูจน์ความตั้งใจจริงตามที่ได้ให้สัญญากับประชาชนเอาไว้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าในความเป็นจริงแล้วสถานภาพรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนหลักนั้นอาจไม่ได้มีความมั่นคง แข็งแกร่งเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ สะดวกราบรื่นไปทั้งหมด
เนื่องจากประเด็นปัญหาที่กำลังรอท้าทายฝีมือของนายกฯคนใหม่และขุนพลทีมเศรษฐกิจจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศความเป็นมืออาชีพมาโดยตลอดนั้น กลับเต็มไปด้วยสารพัดวิกฤต ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งหลายคนต่างคาดหวังที่จะเห็นการขจัดให้หมดไปจากสังคมในรัฐบาลชุดใหม่ นั้นจะมีความเป็นจริงได้หรือไม่?
ศึกใน-นอกรุมรัฐบาล-”
ศก.-การเมือง-ความมั่นคง”
แม้ผู้นำอย่างอภิสิทธิ์ จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือกว่ารัฐบาลสมัคร สุนทรเวชและสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ตาม แต่ในสภาพการดำรงอยู่เป็นรัฐบาลพรรคร่วมนั้น กลับมีบุคคลแวดล้อมทั้งเปิดเผยและเบื้องหลังมีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตไม่ต่างไปจากการเมืองยุคเก่าได้อย่างที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะหน้าตาครม.ชุดใหม่นั้นมีความ “ขี้เหร่” ไม่ห่างไปกว่าสมัย “สมัคร1″ เท่าใดนัก ทั้งที่หลายคนจะรู้ดีว่าการตั้งครม.รอบนี้พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องอาศัยนักการเมืองที่มีตำหนิ และอยู่ภายใต้การต่อรองผลประโยชน์ก็ตาม แต่ก็ยากต่อการหลีกเลี่ยงเสียง วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมไม่ได้
โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่หลายคนฝากความหวังเอาไว้มากที่สุด กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความรู้ ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น “พรทิวา นาคาสัย” ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยของสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ถูกโจมตีอย่างหนักว่าไม่เหมาะสมกับเก้าอี้รมว.พาณิชย์ ทั้งด้วยความรู้ความสามารถและการเกี่ยวพันกับธุรกิจสถานบันเทิงชื่อดัง
ส่วน ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง นั่งเป็นรมว.อุตสาหกรรม นั้นจะได้รับความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจหรือไม่ และว่าที่ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี กลับได้เข้ามาคุมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่
ส่วนรัฐมนตรีที่กำลังกลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้านมากที่สุด เวลานี้คือ “กษิต ภิรมย์” รมว.ต่างประเทศ เป็นเพราะได้รับการผลักดันจากกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะ “ขาประจำ”ร่วมเวทีพันธมิตรฯ
ความเชื่อมั่นที่สังคมกำลังมีต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีกระทรวงหลักๆของรัฐบาลชุดนี้ ได้กลายเป็นเรื่องร้อนที่นายกฯอภิสิทธิ์ พยายามที่จะเร่งทำความเข้าใจมากที่สุด ล่าสุดในการประชุมครม.
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธค2551 ที่ผ่านมา ด้มีการวางกฎเหล็กให้รัฐมนตรีในครม.ทุกคนต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม ไม่มีการทุจริต รวมทั้งยังขู่ว่าพร้อมเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีทันทีหากพบว่าใครไร้ฝีมือและไม่ทำงานอย่างจริงจัง นั้นเป็นเพราะเขารู้ดีว่าหากไม่เร่งจัดการปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเร็วแล้ว การแก้ไขปัญหาใหญ่ๆคงเดินหน้าต่อไม่ได้
ยุติขัดแย้ง
“ม็อบเสื้อแดง-เสื้อเหลือง”
ขณะเดียวกันประเทศไทย กำลังประสบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รอการแก้ไขจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรณีอัตราคนว่างงานที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในปีหน้าถึงหลักล้าน , การหาทางเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ,การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อลดการขาดทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนชั้นกลางและรากหญ้าอย่างหนัก
อีกทื้งการเร่งแก้ไขกรณีไฟใต้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกลายเป็นปัญหายืดเยื้อ ท้าทายความสามารถของรัฐบาลมาแล้วทุกยุค จะสามารถคลี่คลายลงได้หรือไม่ โดยเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ใต้หลายคนที่รู้และเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ส่วนความขัดแย้งระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีเรื่องร้อนรออยู่ถึงสองเรื่องคือกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะมีการเจรจาของทั้งสองฝ่ายขึ้นอีกครั้งใน เดือนม.ค.2552 และการปักปันเขตแดน
นอกจากนี้การหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างคนในสังคมภายใต้กลุ่ม “ม็อบเสื้อแดง-ม็อบเสื้อเหลือง” ยังเป็นภารกิจด่วนที่นายกฯอภิสิทธิ์ ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะหากไม่สามารถบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มได้แล้ว แนวโน้มที่ความปั่นป่วนวุ่นวายจากการปะทะกัน จนเกิดจลาจลกลางเมืองเหมือนที่ผ่านมา ย่อมปะทุขึ้นได้อีก
ขณะเดียวกันจากการจัดสรรเก้าอี้ครม.ในรอบนี้ ยังส่งผลให้เกิด “ศึกใน”ภายในประชาธิปัตย์ขึ้น แกนนำในพรรคหลายคนต้องพลาดหวังจากเก้าอี้ ทั้งที่มีชื่อติดโผมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ,จุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลกหรือ เฉลิมพล ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบฯ จนในที่สุดประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ชวน หลีกภัย ต้องออกมาเรียกร้องให้คนเหล่านั้นอดทน รอคอยไปจนหลังเลือกตั้ง แต่ความขัดแย้งในรอบนี้ ยังไม่มีสามารถบอกได้ว่าทุกอย่างจะสงบลงจริง และไม่กลายเป็นคลื่นใต้น้ำในวันหน้า
ภาคธุรกิจแนะจัดการ
ประโยชน์ “ชาติ-การเมือง”
ทางด้านว่าที่ร.ต.จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า การเข้ามารับหน้าที่นายกฯคนใหม่ของอภิสิทธิ์ ต้องยอมรับว่าเป็นทุกข์ลาภ เนื่องจากใครก็ตามที่เข้ามาทำงานในเวลานี้ เป็นเรื่องที่หนักและเหนื่อย เพราะบ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ผิดปกติ เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงกว่าปี2540 โดยในช่วงนั้นมีกลุ่มทุนที่ได้รับผลกระทบน้อยราย แต่มูลค่าความเสียหายมหาศาล แต่ในปี2551 แม้จะมีมูลค่าความเสียหายน้อยกว่า ในปี2540 แต่มีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากราย ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่
นอกจากนี้ยังเห็นว่าปัจจัยทางด้านการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความเป็นเอกภาพมากพอ ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อ
เสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
” ท่าทีของรัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลชุดนี้ก็ดูเหมือนว่าจะตั้งใจจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แต่ทั้งนี้ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงาน และความจริงใจ”
วอนทุกฝ่ายเสียสละเพื่อชาติ
เขา กล่าวอีกว่า ที่มาของการเป็นรัฐบาลนั้นไม่ใช่จุดอ่อนสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในการจับขั้วกับพรรคอื่นๆเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้านายกฯอภิสิทธิ์ จะสามารถบริหาร “ผลประโยชน์ชาติ”กับ “ผลประโยชน์การเมือง” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลให้มีความสมดุลได้อย่างไร เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่าย
” คุณอภิสิทธิ์ ต้องคำนวณดูว่าจะเลือกบริหารอย่างไร ให้เสียหายน้อยที่สุด ขัดแย้งกันน้อยที่สุด แม้ภาคธุรกิจจะเรียกร้องหรือเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายการเมือง จะยอมลดผลประโยชน์ของตัวเองลงบ้าง เพื่อทุ่มเททำเพื่อบ้านเมืองในยามนี้ก่อน เพราะต้องไม่ลืมว่าถ้าประเทศชาติไม่รอด ทุกคนก็เดือดร้อนกันทั้งหมด”
บริหารเงื่อนไข
“พรรคร่วม-พธม.”ให้ลงตัว
ด้านแกนนำจากพรรคเพื่อแผ่นดินระบุว่า ขณะนี้ต้องจับตา การบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มเนวิน ชิดชอบ ถือเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งในเรื่องของ “งบประมาณ”และคดีทุจริตต่างๆที่มีแกนนำจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง
ทั้งคดีการบุกรุกที่ดิน ในอำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ ที่มีชื่อของชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯ พ่อของเนวิน มีชื่อพัวพัน ,กรณีการทุจริตโครงการฝายแม้ว ซึ่งมีอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังมีโครงการเมกกะโปรเจคที่กลุ่มพันธมิตรฯ เฝ้าจับตาอย่าง โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ซึ่งเคยได้รับการผลักดันจากกลุ่ม “แก็งค์ออฟโฟร์” ของเนวิน เป็นส่วนได้ส่วนเสียจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
รวมทั้งการมีคำสั่งดึงพล.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)กลับคืนเก้าอี้เดิม หลังจากที่ครม.สมชาย มีคำสั่งเด้งให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ วิพากษ์วิจารณ์ถึงคำสั่งอุ้มแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ว่ามีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ทั้งที่พล.อ.พัชรวาท และพรรค เคยถูกคณะกรรมการสอบสวน ระบุว่ามีความผิดจริงในการประมูลงาน ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
“ถามว่าปัญหาอย่างนี้นายกฯอภิสิทธิ์ จะทำอย่างไร ถ้ายังดึงดันอุ้มพล.อ.พัชรวาท แล้วจะถูกกลุ่มพันธมิตรฯจะต่อต้านหรือไม่”
เตือนพรรคร่วมตีรวน
ในสภาฯ-พท.ฟื้นชีพ
ดังนั้นเงื่อนไขที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหน้าระหว่างการบริหารประเทศคือการหาทางลดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และการตอบรับกับเงื่อนไขของกลุ่มพันธมิตรฯควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้สูงว่าปัญหาความไม่เป็นเอกภาพจากพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อแผ่นดิน และการต่อรองผลประโยชน์ของกลุ่มเนวิน นั้นอาจกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่จะกลายเป็นอุปสรรคการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลได้ เพราะจำนวนส.ส.ของรัฐบาลที่มีทั้งสิ้น 237 เสียงและพรรคฝ่ายค้านมีอยู่ 198 เสียงนั้นไม่แตกต่างกันมากนัก
“อย่างพรรคเพื่อแผ่นดินมีการแตกออกเป็นสองกลุ่ม คือฝ่ายของพล.ต.อ.ประชา และกลุ่มของคุณพินิจ จารุสมบัติ ที่ได้ตำแหน่งในรัฐบาล ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ ทำให้เสียงในสภาฯล่อแหลมได้โดยเฉพาะในการโหวตเรื่องสำคัญ ทั้งกฎหมายการเงิน การลงมติอภิปรายนายกฯและอาจเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทยฟื้นขึ้นมาได้ ”
รัฐนาวา “อภิสิทธิ์1″ถูกจับตามองมาตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือทำงานว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคและพรรคการเมืองที่เข้ามาผสมอยู่นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นรัฐบาลซึ่งมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่อต้าน
ทั้งนี้ทั้งนั้นในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้จะต้องอาศัยฝีมือในการทำงานเพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นวิกฤตที่หนักหนาเอาการ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องใช้ “ดวง”ในการค้ำจุนบัลลังก์เช่นกัน ดังนั้น “ดวง”ของผู้นำ และ “ดวง”ของฝ่ายค้านก็มีส่วนที่จะทำให้เราได้รู้ว่าอนาคตของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1″จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เดือน ส.ค. นายกฯ
มีสิทธิ์ตกเก้าอี้
อาจารย์ธนกร สินเกษม นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระราชินูปถัมภ์ บอกว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามถูกกำหนดชีวิตด้วย “ดวงชะตา”อยู่แล้ว ดังนั้นในการดำเนินชีวิตทั้งหน้าที่การงาน การเงิน ความรัก จะสามารถวิเคราะห์อนาคตได้ก็ด้วย “ดวงชะตา”นี่เอง
สำหรับดวงของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 ที่ประเทศอังกฤษ เวลา 6.30 น.ตรงกับวันจันทร์ เดือน 8 ปีมะโรง ลัคนาอยู่ในราศี กรกฏ อายุย่าง 45 ปี ดาวที่ส่งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคือดาวอาทิตย์เป็นศรีกุมลัคน์ (ดาวอาทิตย์คือดาวการเมือง)อยู่ในตำแหน่งมหาจักร สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ดาวเสาร์กาลีจรมาทับดาวพุธเอกสาร จะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับเอกสารการเกณฑ์ทหารได้ และมีปัญหาหนักอกในการกุมเสียงในสภากับพรรคร่วมรัฐบาล(ดาวเสาร์ปัตนิเป็นกาลี) ทำให้นายกฯบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก ประกอบกับดวงเมืองหลังวันที่ 21 เมษายน 2552 ดาวอาทิตย์จะเป็นกาลี ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่และเมื่อเลยวันที่ 3 สิงหาคม 2552 แล้วดาวอาทิตย์จะเป็นกาลีกุมลัคน์ และดาวพุธเดชอยู่เรือนกาลี ซึ่งไม่น่าจะเกินเดือนสิงหาคม 2552 จะทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้
ขณะที่อาจารย์สิน มีสัตย์ ผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์หลายแขนงบอกว่า การที่นายกอภิสิทธิ์ มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารประเทศในครั้งนี้เนื่องจากดาวอาทิตย์ซึ่งเป็นดาวการเมืองเป็นศรี แต่ในช่วง 8 เดือนแรกการบริหารงานไม่ง่ายนักเพราะดาวเสาร์ปัตนิและ กัมมะเป็นกาลี เพราะพรรคการเมืองผสมร่วมรัฐบาลจะมีความขัดแย้งในการทำงาน และตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจะทำงานลำบาก ในช่วงนี้จะมีการปรับ ครม.หลายครั้งถ้าไม่เช่นนั้นอาจอยู่ไม่ได้(ดาวอาทิตย์เป็นกาลี)แต่ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากทหาร ขณะเดียวกันตัวนายกรัฐมนตรีเองจะต้องระวังสุขภาพให้มากเช่นเดียวกันเพราะช่วงดังกล่าวนั้นอาจจะมีเกณฑ์ผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุได้(ดาวอังคารตกหินะ)
หมอดูพม่าเผย
“มาร์ค”คนรอบข้างทำพิษ
ด้านอาจารย์เหลี่ยงเจริญสุข ผู้เชียวชาญโหราศาสตร์พม่า บอกว่า ดวงนายกฯอภิสิทธิ์ตกปูมพฤหัสบดี มีดวงดาว 3 ดวงทำงานในระยะนี้คือ 5 – 3 – 1 หมายถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวนายกฯอยู่เรือนลำบาก ทำให้ทำงานทุกอย่างเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะพฤหัสบดีธาตุดินแข็ง วิธีแก้คือต้องรู้จักทำจิตใจให้มั่นคง หนักแน่น รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ต้องวางใจให้เป็นกลาง
นอกจากนี้ดาวอังคารอยู่หัวเสาพฤกษาชาตา ได้รับเกียรติเป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถทำงานได้ดี แต่ต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง มั่นคง อังคารมาสถิตราศีธนูเรือนพฤหัสบดีได้ตำแหน่งอริขิงลัคนา หมายถึงปัญหาจะเกิดจากคนรอบข้างโดยเฉพาะผู้ใหญ่
ดาวสุดท้ายที่ทำงานคือดาวอาทิตย์ อาทิตย์เป็นศรีในรอบอายุ 45 ปี และเป็นราชาด้วยผลักดันให้เจ้าชะตามีเกียรติ มีชื่อเสียงได้รับการยกย่องจากคนรอบข้าง แต่ดาวอาทิตย์ธาตุไฟเดินเข้ามสู่ราศีธนูเหมือนกันได้เรือนมิตรแต่ตำแหน่งเรือนเป็นอริจะทำให้ “มิตรกลายเป็นศัตรู” ทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามหลังจากเดือนมีนาคม ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2552 จะเกิดปัญหาด้านการงาน การเงิน เพราะดาวเสาร์เดินอยู่ในเรือนกดุมภะเรือนของอาทิตย์ นายกฯจะทำงานอย่างยากลำบากมากขึ้นและต้องใช้ความอดทน อดกลั้นอย่างมาก และหากสามารถประคองตัวเองผ่านเดือนมิถุนายนไปได้นายกฯจะสามารถอยู่ในตำแหน่งนี้ไปอีกถึง 3 ปีทีเดียว
ตุลา 52 “เนวิน”หมดบารมี
นอกจากนี้ยังได้ตรวจ ดวงชะตาของผู้มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ซึ่งหมายถึง “ผู้ชักใย”อยู่เบื้องหลังอย่างเนวิน ชิดชอบ ถือว่ามีความสำคัญเพราะหากไม่มีเขาในวันนั้นก็จะไม่เกิดรัฐบาลในวันนี้
อาจารย์ธนกร บอกว่า ดวงชะตาของเนวิน ถือเป็นคนที่มีอำนาจทางการเมืองเนื่องจากดาวอาททิตย์เป็นศรีกุมดาวศุกร์เดช เขาเกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2501 ตรงกับวันเสาร์ เดือน 10 ปีจอ อายุย่าง 51 ปี ในการตั้งรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1 “นั้นถือว่าเนวิน เป็นตัวแปรสำคัญ แต่ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2552 เนวินจะมีอายุย่าง 52 ปี ช่วงนี้จะเกิดการพลิกผันกับชีวิตเพราะดาวอาทิตย์ที่เป็นดาวการเมืองจะเป็นกาลีและดาวพุธเดชถูกกาลีกุม จะทำให้เนวิน หมดสิ้นอำนาจทางการเมือง
ขณะที่อาจารย์ สิน บอกว่า เนวิน เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2501 ปีนี้อายุย่าง 51 ปี ในครั้งนี้เขามีบทบาทเด่นเพราะเป็นผู้วิ่งเต้นอยู่เบื้องหลังการผลักดันส่งเสริมให้เพื่อนในกลุ่มเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญสำเร็จ(ดาวอาทิตย์เป็นศรี )ในกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม(ดาวพุธเป็นมนตรี) แต่ใน 10 เดือนแรกอาจจะต้องเครียดกับกระแสต่อต้านของประชาชนบางกลุ่มเนื่องจากการแปรพักตร์ของตัวเขาเอง(ดาวเสาร์ปุตตะเป็นกาลี) ทำให้กระเทือนต่อตำแหน่งที่ปรึกษาในกลุ่มเพื่อนเนวิน แต่อุปสรรคนี้คงไม่ทำให้หวั่นไหวเพราะในกลุ่มเขายังมีความเหนียวแน่น
แต่หลังจาก 4 ตุลาคม 2552 เส้นทางการเมืองของเขาคงไม่ราบรื่นเพราะจะเกิดปัญหา (ดาวอาทิตย์เป็นกาลี) กับความยุ่งยากในคำติฉินนินทา (ดาวราหูเป็นอุตส่าห์)และมีแนวโน้มว่านายหญิงเก่าที่เคยให้ความเคารพจะแข็งไม่ยอมและมีความต้องการเข้ามาสะสางและกอบกู้ชื่อเสียงเครดิตของตนให้กลับคืนมา (ดาวอังคารมาตาเป็นเดชสัมพันธ์มรณะ)แต่โดยส่วนตัวแล้วคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเพราะมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนๆให้ความมั่นคงแก่ตน
ในช่วงอายุย่าง 52 ปีอาจจะมีบุญหล่นทับโดยไม่รู้ตัว(ดาวเสาร์ปุตตะเป็นศรี) แต่ทั้งนี้จะต้องระวังในการบาดเจ็บชนิดถูกยัดเยียด(ดาวอังคารเป็นอายุ)และอย่างดันทุรังมากนักเพราะอาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจและความดัน
ส่วนอาจารย์เหลี่ยง ทำนายดวงของเนวิน ชิดชอบตามหลักโหราศาสตร์พม่าว่า พฤกษาชาตาดวงของเนวิน ชิดชอบนั้น ตกปูมราหู ได้ 7 – 8 ได้ดาวคู่มิตรตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ชีวิตได้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้พอสมควร ทำให้ได้ที่ทำการใหม่ เสาร์อยู่ในอยู่ตำแหน่งเดินทางจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เสาร์เป็นตัวทำงานในรอบอายุนี้ เนวินจะได้ที่ทำการใหม่ แต่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ 7 เป็นปิตาในแผนธาตุดวงชะตา มีอำนาจสั่งการดีขึ้น
ดาวเสาร์เป็นมหัศจรรย์จึงทำให้เจ้าชาตามีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นเสมอหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลางสังหรณ์”ทำให้เจ้าชาตานั้นสามารถคาดการณ์ต่างๆล่วงหน้าได้ถูกต้องแม่นยำ ดาวเสาร์เป็นดวงจรเดินมาในภพกัมมะของชาตานี้กัมมะแปลว่าความฝันความปรารถนา ทำให้เจ้าชาตากล้าตัดสินใจทำโดยรับอาสาเพื่อน ทำให้เกิดปมเด่นขึ้นมาแบบอัศจรรย์โดยที่ใครๆก็ไม่คาดคิดมาก่อน
ตั้งแต่อายุ 51 ปีขึ้นไปดวงชาตานี้จะเฟื่องฟูไปอีกหลายปี เพราะดาวจันทร์เด่นมาก จันทร์เป็นราชาในระบบโหราศาสตร์พม่าพฤกษาชาตาประกอบกับดวงชาตา 12 ราศีเป็นมหาอุจจ์ยิ่งผลักดันให้เจ้าชาตามีชื่อเสียงเกียรติยศรุ่งเรือง ดาวจันทร์แปลว่าเงิน การเงินของเจ้าชาตาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่เนื่องจากดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งนาวัง ซึ่งเป็นตำแหน่งแห่งการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะการเปลี่ยนใจ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังทำตัวเองให้มีความหนักแน่นมั่นคงจึงจะแก้ไขได้
ดวง “ทักษิณ” ยังตกอับ
นอกเหนือตัวนายกรัฐมนตรีและผู้อยู่เบื้องหลังของการตั้งรัฐบาลชุดนี้แล้ว บุคคลที่ไม่อาจประมาทและมองข้ามได้ เนื่องจากยังปรากฏว่ามีอิทธิพลครอบงำ ด้านการเมืองไม่เสื่อมคลาย อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1″
อาจารย์ธนกร บอกว่า ทักษิณ ชินวัตร เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 อายุย่าง 60 ปี ดาวราหูเป็นกาลีเล็งลัคน์ทำให้เขายังมีปัญหาเรื่องคดีความอยู่ต่อไป ดาวศุกร์บริวารอยู่เรือนวินาศทำให้ลูกน้องบริวารกล้าแปรพักตร์ แต่หลังวันเกิด 26 กรกฎาคม 2552 ดาวราหูมูละอยู่เรือนวินาศทำให้ยังต้องโยกย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆและต้องระวังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 ต้องระวังการถูกลอบทำร้ายเพราะดาวเสาร์ทับลัคน์เป็นฆาตอายุ (อายุถึงวิบัติ)
ส่วนอาจารย์สิน ชี้ว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2552 พ.ต.ท.ทักษิณจะมีปัญหาในเรื่องคดีความและถูกใส่ร้ายป้ายสี(ดาวราหูเป็นกาลี)และต้องยุ่งยากกับอุปสรรคในเรื่องอสังหาริมทรัพย์(ดาวเสาร์อริเป็นอุตสาหะ) การติดต่อการขอวีซ่าเพื่อขออยู่ในประเทศอังกฤษมีปัญหาไม่ผ่าน(ดาวพุธตกหินะ)
ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฏาคม 2552 มีเกณฑ์ที่จะพยายามเข้ามาประเทศไทยเพื่อต่อสู้ในทางศาล(ดาวพฤหัสเป็นอุตสาหะ) คดีความอาจมีความ อลุ้มอะหล่วย (ดาวราหูเป็นมนตรี) เอกสาร การเจรจา ติดต่อต่างๆเป็นผลดี (ดาวพุธเป็นศรี)
ขณะที่อาจารย์เหลี่ยง บอกว่า ในช่วงอายุปีที่ 60 ตามทัศนะโหราศาสตร์พม่าดวงชาตาตกปูมพฤหัสบดี และเป็นตัวทำงานในตำแหน่งทุกขังด้วย ทำให้เจ้าชะตาตกอยู่ในมุมอับ คนรอบข้างหมางเมิน และยังได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นทวีคุณ 5 เป็นปิตา ทุกขังอุปถัมภ์ ผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน กัมมะเป็นทุกขังด้วยยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่สิ่งที่เจ้าชาตาหวังก็ไม่ได้กลับเป็นแค่หวังลมๆแล้งๆ ในระยะนี้พฤหัสทุกขังตกอยู่ในตำแหน่งแก่นไม้ จึงมองไม่เห็นช่องทางที่จะดิ้นออกจากจากวงล้อมแห่งกรรมได้เลย แต่ถ้าเจ้าชาตารู้ว่าดิ้นไม่ออกก็ควรจะอยู่เฉยๆเพราะจะทำให้ไม่เหนื่อยจนเกินไป
อย่างไรก็ตามในช่วงชาตาชีวิตก้าวเข้าสู่อายุ 61 ปี ชาตาชีวิตจะเริ่มสว่างสดใสกลับมาอีกครั้งหนึ่งช่วงนี้ควรจะระวังสุขภาพไว้จะดีกว่าหวังลมๆแล้งๆเพราะดิ้นไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ได้ แต่หลังเดือน กรกฏาคม 2552 ไปแล้วความคิดความอ่านจะโลดแล่นถึงขนาดวางแผนกลับมาผงาดได้อีกครั้งทีเดียว
จากนี้ไป การบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 จะสามารถฝ่าฟันปัญหารอบด้านที่รุมเร้าไปได้ด้วยความสามารถ ฝีมือหรือดวงดาวที่เกื้อหนุน จนต่ออายุรัฐบาลให้ยืดยาวออกไปนานเกินกว่า 3 เดือน ยาวนานต่อไปเป็นเวลาขวบปีตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่ แม้จะต้องแลกกับความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างหนักหนาสาหัสก็ตาม ….
มีนาคม 21, 2009 ที่ 11:51 pm
yinglak
คงไม่คุยเข้าไปในรายละเอียดการอภิปรายแต่ละคนเมื่อวานนี้ (๒๐ มี.ค.) นะครับ พูดกันตรงๆ คือระบบรัฐสภาเดี๋ยวนี้ ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดให้สนใจมากนัก เพราะการแสดงออกที่ส่อถึงชั้น-วรรณะของคน โดยเฉพาะท่านผู้อภิปรายบางท่าน น่าตรวจเช็กระบบจิตประสาทก่อนมาทำหน้าที่ ก็ไม่ทราบว่าไปบน “ศาลเจ้าพ่อเสือ” หรือเพราะสภาอยู่ใกล้ “สวนสัตว์” ก็ไม่รู้นะ จึงดูจะเกรี้ยวกราดตวาดด่า สำรากอารมณ์มากกว่าจะเป็นการอภิปรายของท่านผู้ทรงเกียรติ ระบบรัฐสภาน่ะ พวกท่านไม่รักษาก็ได้ แต่คุณสมบัติคนของตัวเองน่ะ..ควรรักษา!
จะให้สรุปตามประเพณีนิยมที่ทำกันหลังอภิปรายว่า “ใครแพ้-ใครชนะ” ครั้งนี้คงไม่สรุปครับ เพราะคำว่าแพ้-ชนะนั้น น่าจะเป็นการตัดสินในเกมที่ยอมรับได้ตามกฎกติกา ส่วนครั้งนี้ นับตั้งแต่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาในระบบรัฐสภา เท่าที่ผมเห็นมา ก็นี่แหละที่เป็นการอภิปรายค่อนข้าง “ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน” เอามากๆ
ถ้าจะเปลี่ยนชื่อญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ กับคณะไปเป็น “ญัตติสำรากระบายแค้นบูชาคุณทักษิณ” อย่างนี้น่าจะตรงกับเหตุการณ์ในสภา ๒ วันที่ผ่านมามากกว่า เหตุนี้แหละ คำว่า แพ้-ชนะ อันเป็นกติกาในระบบมาตรฐาน จึงไม่มีความหมายที่จะใช้สำหรับกิจกรรม..ต่ำมาตรฐาน
มีอยู่กรณีเดียว คือเรื่องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นำเส้นทางการเดินของเงิน ๒๕๘ ล้าน และเงินอุดหนุนพรรคประชาธิปัตย์จาก กกต. ๒๙ ล้าน มาไล่เรียง-แจกแจงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ และไม่เกี่ยวกับงานบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน แต่นับว่าเป็นประเด็นข้างเคียง ที่ทางประชาธิปัตย์ควรต้องมีคำตอบประกอบด้วยน้ำหนักเชื่อถือได้มาชี้แจงต่อสังคม ซึ่งเรื่องนั้นเกิดในปี พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘ ในยุคที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค
ก็มีเท่านี้แหละครับที่น่าสนใจ ที่บางเสียงบอกว่าไม่ให้ราคา ไม่มีน้ำหนัก เรื่องแต่ปีมะโว้ ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ตามที่ไปยื่นถอดถอนไว้เลยนั้น นั่นก็จริงอยู่ แต่สาระประเด็นนี้ก็ไม่น่าละเลยไปเสียทีเดียวมิใช่หรือ เหตุที่สังคมบางส่วนไม่ให้น้ำหนัก นั่นเห็นจะมาจากศรัทธา-ความเชื่อในตัว ร.ต.อ.เฉลิมเองเป็นหลักใหญ่
เมื่อวานผมก็คุยประเด็นนี้ และบอกว่ายังไม่ได้ฟังเจ้าตัว คือนายบัญญัติ กับนายประดิษฐ์ชี้แจง จึงสรุปไม่ได้ว่า เรื่องนี้น่าจะมีความเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ยัง ๕๐-๕๐ อยู่ ก็พอดีทั้ง ๒ ท่านและ ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ถูกพาดพิงหลายท่านได้ชี้แจง-ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ ร.ต.อ.เฉลิมเรียบร้อยไปแล้ว
เสียดายอยู่นิด ช่วงท่านชี้แจง เป็นช่วงผมนอนพอดี ก็เลยอดฟัง แต่ก็เอาข่าวจากคำชี้แจงท่านมาอ่านดูแล้วทราบว่า ทุกท่านชี้แจงสรุปได้ว่า ร.ต.อ.เฉลิมมั่ว ใช้ข้อมูลมาอภิปรายในลักษณะ “จับแพะชนแกะ” แล้วใช้ลีลา-สำนวนโวหารให้คนเชื่อว่ามีการไซฟอนเงิน ซึ่งไม่มีมูลความจริงตามนั้นเลย
นายประดิษฐ์บอกว่าในฐานะเลขาฯ พรรค เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารเงินพรรค ๓ ส่วนเท่านั้น คือ ๑.เงินสนับสนุนพรรคจาก กกต. ๒.เงินบริจาคจากผู้สนับสนุนพรรค และ ๓.เงินจากการจัดกิจกรรมระดมทุนพรรค จากช่วงปี ๒๕๔๖ จนถึง กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ส่วนเงินนอกจากนี้ ที่ว่ามาจากทีพีไอ ๒๕๘ ล้านอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิมนำมาอภิปราย ไม่เคยมีเข้ามาในพรรค ทั้งตัวท่าน ไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เกี่ยวข้อง ใดๆ ด้วยทั้งสิ้น
สรุปก็คือ ทั้งนายบัญญัติ นายประดิษฐ์ ส.ส.นิพนธ์ บุญญามณี ปฏิเสธว่า ไม่มีเงินส่วนนั้นเข้าพรรค ซ้ำบัญชีงบดุลของพรรคก็ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทั้งจากผู้ตรวจสอบบัญชี และจาก กกต.เรียบร้อยแล้ว ส่วนบริษัทเมซไซอะก็เป็นเรื่องของบริษัทนั้น ไม่เกี่ยวกับพรรค เพียงแต่ว่า “ตัวบุคคล-ตัวเงิน” ของบริษัทโยงใยไปสู่ญาติโกโหติกาของคนในพรรคตามระบบธุรกิจของเขาบ้างเท่านั้น
ครับ..ฟังและดูหลักฐานที่แต่ละฝ่ายนำมาแสดงแล้ว ใครพูดจริง-พูดเท็จ และใครจะเชื่อฝ่ายไหน อยู่ที่ดุลยพินิจครับ และเรื่องนี้ดูเหมือนว่า ทาง DSI และทาง กกต.กำลังตรวจสอบอยู่ ฉะนั้น คำตอบของเรื่องนี้มีแน่ แต่..ต้องรอตามกาลเวลาเท่านั้น!
ความจริงก็อยากรอฟังตอน ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายสรุปอยู่เหมือนกัน คืออยากรู้ว่า ร.ต.อ.เฉลิมจะจนแต้มจากหลักฐานและคำแก้ข้อกล่าวหาของนายบัญญัติ-ประดิษฐ์-นิพนธ์ หรือว่า หลักฐานและคำแก้ข้อกล่าวหาจะถูก ร.ต.อ.เฉลิมตอกให้หงายกลับไปอีก?
แต่คนที่ต้องชมในฐานะผู้เคารพต่อระบบรัฐสภา และเคารพต่อสมาชิกผู้แทนราษฎรโดดเด่นมากที่สุดก็คือ “นายกฯ อภิสิทธิ์” เพราะผมสังเกตว่า ท่านจะอยู่ร่วมประชุมตลอดทั้ง ๒ วัน มีความพร้อมรับฟังคำอภิปรายจากแต่ละสมาชิกที่อภิปราย และมีความกระตือรือร้นด้วยยินดีที่จะตอบในทุกกาลอันควร
วันแรกก็ยังเห็นหน้าตากระชุ่มกระชวยอยู่ แต่วันที่ ๒ ท่าจะอดหลับ-อดนอน และต้องกรำอยู่ให้รุมสับในสภา ดูท่านจะซีดลงไปมาก แต่ก็ยังกระฉับกระเฉง และมีความอดทน รักษาบุคลิกภาวะผู้นำไว้ได้ตลอด
แต่เสร็จจากศึกอภิปรายนี้แล้ว คงยังกลับไปนอนเต็มตาไม่ได้หรอกครับ เพราะสัปดาห์หน้า พรรคเพื่อไทยเขาก็จะระดมคนเสื้อแดงเปิดศึกอภิปรายนอกสภาขึ้นอีก เท่าที่ฟัง คราวนี้จะระดมมากันเต็มที่ ไปล้อมทำเนียบฯ เหมือนเดิม ส่วนจะล้อมกันกี่วัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน ก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน
แต่ที่แน่ๆ นายใหญ่จะโฟนอินมาบัญชาการรบด้วยตัวเองเลยทีเดียว!
อ้อ..ลืมพูดถึงไปนิด คือการอภิปรายนัดนี้ ท่านสมาชิกสภาฝ่ายหญิง สร้างพฤติกรรมในการอภิปรายได้เป็นสีสัน น่ารักดีออกจะตายไป ใครก็อย่าเพิ่งไปตำหนิติติงอะไรให้พวกเธอเสียกำลังใจเสียแต่แรกเลย ผมว่าต่อๆ ไป ส.ส.หญิงคงได้ทำหน้าที่ในสภากัน “เข้าที่-เข้าทาง” โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ การประท้วงนิด-ประท้วงหน่อยถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
ใครจะไปรู้ใด้ ในอนาคต ส.ส.หญิงของเราซักคนอาจขึ้นเป็น “นายกฯ หญิง” คนแรกของประเทศบ้างก็ได้..ทำเป็นเล่นไป เพราะต้องเข้าใจว่า ตำแหน่งนายกฯ ของไทย ไม่มีข้อห้าม และไม่ได้ผูกขาดไว้เฉพาะ ส.ส.ชายเท่านั้น!
เอาละครับ ตอนคุยอยู่กับท่านนี่ก็ไม่ทราบว่า เมื่อคืน (๒๐ มี.ค.) การอภิปรายจะจบตามที่ตกลงกันไว้ว่า ๒ วันหรือไม่ ถ้าจบ วันเสารนี้จะเป็นการโหวตว่าใครสอบได้-สอบตก จากการยกมือไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายคนบอกว่าห่วงท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ เพราะพรรคร่วมหลายคน “ออกอาการ” อยู่
ผมก็ไม่อยากคาดเดาอะไรก่อนหวยออกชั่วโมง-ครึ่งชั่วโมง สำหรับท่านรัฐมนตรีกษิตนั้น ส่วนตัวผมบอกได้ว่า นี่ละ…ใช่เลย นักการเมืองที่ไม่ถนิมสร้อย ผ่านด่านอภิปรายนี้ไปแล้ว ท่านจะแกร่งทางระบบการเมืองยิ่งขึ้น
ในทางการเมืองนั้น ความสามารถ ความซื่อสัตย์ เป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “หัวใจที่แกร่ง”
ผมว่า “รัฐมนตรีกษิต” ใจเต็มร้อย!
มีนาคม 22, 2009 ที่ 10:03 pm
jaib
“แม้ว”เหิม-แค้น”สุรยุทธ์”
รับงานปฎิวัติ
โยง”จรัญ-อัขราทร-ชาญชัย”
โฟนอินเชียงใหม่ดุ
อ้างพัลลภสารภาพ
ตอนดอดไปพบที่จีน
เมื่อค่ำวันที่ 22 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดินได้โฟนอินมายังเวทีชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่สนามสมโภชเชียงใหม่700 ปี จ.เชียงใหม่
โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้เรียกร้องให้กลุ่มเสื้อแดงรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมกลับคืนมาให้ได้ ไม่อยากเห็นการต้มตุ๋นประชาธิปไตยเหมือนที่ได้รัฐบาลราบ 11
พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้โจมตีลูกพรรคเพื่อไทยหลายคนที่สวมบทงูเห่าไปสนับสนุนรัฐบาลในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ความจริงประชาธิปัตย์ชนะอยู่แล้ว ยังต้องไปเสียเงินอีก ชี้เป้าให้สส.บางคน ได้2 แสน งบท้องถิ่นอีก 20 ล้าน ซึ่งสส.ไม่อยากอยู่อย่างเสือก็ไม่เป็นไร แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์มาบอกผมว่า ยินดีด้วยนะทักษิณ ที่ของเสียออกไปแล้ว
ปรามาส ปชป.ไม่มีฝีมือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังปรามาสว่าที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)เป็นรัฐบาลในขณะนี้ยังหาทางออกไม่ได้ อยากให้ฟังตนพูดแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 26 มีนาคมนี้ แต่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงลอกการบ้านส่งครูไม่ถูก สำหรับตนพร้อมจะกลับไปทำหน้าที่ช่วยประชาชนอีก เพราะเคยทำมาแล้ว และอับอายที่รัฐบาลชุดนี้ไปกู้เงินต่างประเทศ
เหิมพาดพิงองคมนตรี
นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดินผู้นี้ ยังย้อนอดีตว่าเมื่อปี 2548 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งได้สส.377 ที่นั่ง แต่รมว.กลาโหมของรัฐบาลตนมาบอกว่าเราเหนือยแล้ว เนื่องจากประชาธิปัตย์ได้สส.น้อย และสื่อมวลชนจะไปช่วยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนรู้จากลูกของเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาเล่าให้ฟังมาว่า “มีองคมนตรีมากินข้าวกับพ่อ อ้างว่าทางวังไม่เอาผม ต้องการให้ผมพ้นตำแหน่ง” จากนั้นจึงตามด้วยการลอบสังหาร คาร์บอม
อ้าง”พัลลพ”ให้ข้อมูลที่จีน
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอ้างว่า กรณีที่ พล.อ.พัลลพ ปิ่นมณี รอง ผอ.กอ.รมน.เดินทางไปพบตนที่จีนนั้น พล.อ.พัลลพได้บอกกับตนหลายอย่าง คือ ต้นปี 49 พล.อ.พัลลพบอกว่า เขาถูกเรียกไปพบ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ที่บ้านพักสุขุมวิท และมีองคมนตรีนั่งอยู่อีก 2 ท่าน แล้วอ้างว่าจะทูล…..ทำงานถวายว่าผมไม่จงรักภักดี ผมเชื่อว่าเป็นการแอบอ้างเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงอยู่เหนือการเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอ้างคำพูด พล.อ.พัลลพ อีกว่าเขาถูกลอบสังหาร 2 หนแต่แคล้วคลาดมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องคาร์บอม ก็ฝีมือชุดปฎิบัติชุดนี้ เพราะจ่ายักษ์ ให้การว่า ถ้าตนไม่ตายก็จะปฎิวัติแล้วให้ พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายกฯ
ย้อนเหตุต้องปลดสุรยุทธ
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอ้างสาเหตุถึงการปลด พล.อ.สุรยุทธ พ้นผู้บัญชาการทหารบก ว่าเมื่อเมษายน 2545 หม่องเอ ผู้นำทหารพม่า เดินทางมาประเทศไทย เข้าเฝ้าในหลวง แต่กองทัพไทยได้เคลื่อนพลชิดชายแดนพม่ายิงปืนใหญ่ใส่พม่าตายไป 300 คน ทั้งๆ ที่ตนกำลังเจรจาแก้ไขปัญหายาเสพติด
นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดินผู้นี้ ยังแขวพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ ใช้นโยบายประชาชนต้องมาก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงประชาชนต้องรอก่อน เพราะต้องทำงานให้ทหาร พันธมิตร และกลุ่มเพื่อนเนวิน
“ผมถูกปฎิวัติ ก็ไม่เป็นไร กลับมาเป็นคนธรรมดา แต่ยังโดนยัดโน่นยัดนี่ พรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ เพราะเขาตั้งใจให้ยุบ บางคนถูกจ้างให้เป็นพยาน
บอกมี4คนร่วมรับงาน
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอ้างว่า พล.อ.พัลลพ ปิ่นมณี ได้สารภาพกับเขาหมด และว่ามี4คน คือนายปราโมท นาครทรรพ ผู้แต่งนิยายปฎิญญาฟินแลนด์,นายอัครทร จุฬารัตน์,นายจรัญ ภักดีธนากุล,นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ที่รับงานมาเล่นงานตน ว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งเป็นข้อสันนิฐานที่ผิด”จากนั้นดาบทุกเล่มก็ทิ่มมาที่ผม”
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้อธิบายเรื่องถูกปล่อยข่าวอีกมากมายรวมทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย
เสื้อแดงเชียงใหม่กระหึ่ม
ก่อนหน้านี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯน้องเขตพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วมปราศรัยต้อนรับเสื้อแดงทุกคนที่มาชุมนุมในหนนี้ โดยเน้นขอบคุณนายวีระ มุสิกพงษ์,นายจตุพร พรหมพันธ์,นายณัฐวุฒิ ไสยเกือ 3 หนุ่มใต้ที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ
นายสมชาย ซึ่งเป็นชาว อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ประกาศยืนยันว่าตนเองเป็นชาวเหนือและอู้คำเมือง พร้อมยืนยันว่าเขากับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยเป็นนายกฯมาก่อน ไม่ได้ง่าว พร้อมเล่าประสบการณ์ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี
มาร์ยอมรับเห็นแผนตากสิน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยไทยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ตอนหนึ่ง โดยแบ่งรับแบ่งสู้ ถึงกระแสข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มีเป้าหมายที่จะล้มรัฐบาลโดยเร็ว
“ก็เคยเห็นว่ามีเอกสาร(แผนตากสิน)กัน แต่ไม่รู้ว่ามันกว้างแค่ไหน แต่ไม่เป็นไร แตกต่างกันทางการเมืองไม่เป็นไร แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย “นายอภิสิทธิ์ย้ำ
พร้อมกับยืนยันว่า จะไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เป็นคู่กรณีกับใคร แต่จะเคารพและฟังทุกเสียง แม้แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวก็ต้องรับฟัง ส่วนเรื่องคดีของกลุ่มเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ก็ได้กำชับเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา และรายงานความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง
ย้ำทุกฝ่ายต้องเคารพต่อกัน
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองพร้อมจะพบทุกกลุ่ม และไม่เคยรังเกตุแม้จะถูกต่อว่าต่อขาน เพราะเป็นหน้าที่ของตน
“ผมคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นตรงกันทางการเมืองได้ แต่ทุกฝ่ายต้องเคารพต่อกัน
ผมถือว่าผมมาทำหน้าที่ในการชดใช้บุญคุณที่แผ่นดินนี้มีให้กับผม เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไรครับ ท่านยังอยากที่จะแสดงออกคัดค้าน ผมเปิดโอกาส แต่ขออย่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ขออย่าทำให้นโยบายหลายอย่าง แทนที่จะไปถึงไม้ถึงมือประชาชน ทำให้เศรษฐกิจฟื้นมาได้ ๆ รับผลกระทบเท่านั้นเอง”นายกฯ กล่าว
อัดแม้วโฟนอินพร่ำเพรื่อ
น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง26มีนาคมนี้ เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้กดดันเพื่อให้นิรโทษกรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการยกระดับทำให้พ.ต.ท.ทักษิณหวนคืนกลับสู่อำนาจทางการเมืองเพื่อกลับมาทวงผลประโยชน์ของตัวเองกลับคืน
ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ไปตอบโต้ แต่ทำงานตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน กระนั้นก็ตามอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย อย่าใช้กระบวนการเพื่อให้กลับมามีอำนาจเหนือกฎหมายในประเทศไทย
ด้านนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเหมือนเดิมทุกวัน ถือเป็นการบ่อนทำลาย บอกแต่เรื่องเท็จ โดยจะนำเงินเข้าประเทศ โดยไม่ต้องกู้ยืมนั้น การที่ประเทศไทยต้องเป็นหนี้ เกิดจากสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ และพ.ต.ท.ทักษิณเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ไปทำเรื่องกู้ยืมเงิน พอรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้าไปก็ต้อวไปกู้ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายที่หาเงิน เก็บเงิน จนรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณสามารถมีเงินไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้
เร่งร่างสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน
วันเดียวกัน นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการไปเจรจาร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับฮ่องกง เพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ให้จำคุก 2 ปี
โดยนายศิริศักดิ์ กล่าวว่าจะนำประเด็นที่หารือกับทางฮ่องกงไปให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาก่อนร่างสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป เบื้องต้นประเด็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มี 46 ข้อหา อาทิ ลักทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ เสี่ยงภาษี เป็นต้น
นครบาลเตรียม22กองร้อย
พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)ยืนยันว่า ขณะนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยช่วงที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ โดยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 22 กองร้อย
สำหรับแผนปฏิบัติการนั้น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ยังคงใช้แผนปฏิบัติการเหมือนการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นแผนที่ใช้แล้วได้ผลดี แต่อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดบ้างบางส่วน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์การชมุนุม
พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา กล่าวอีกว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องในรอบ 24 ชั่วโมงของทุกวัน
วันที่ 23/3/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=153958
มีนาคม 24, 2009 ที่ 3:47 am
ccand
“สมัคร” ให้สัมภาษณ์หนังสือดอกเบี้ย ระบุ “ทักษิณ” ตายเพราะคนรอบตัว ชี้นักการเมือง-กุนซือฝ่ายทักษิณมักให้คำแนะนำที่ผิดพลาด และคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติ ชี้สมัยตัวเองเป็นนายกฯ คนพวกนี้ก็เสนอหน้าบ่อยๆ
วันนี้ (24 มี.ค.) หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในคอลัมน์คนปลายซอย โดย เปลว สีเงิน ได้กล่าวอ้างอิงถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย โดยระบุว่าปัจจุบันนายสมัครที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอาการดีขึ้นแล้ว แต่ยืนยันว่าเลิกเล่นการเมืองแล้วเด็ดขาด แต่เตรียมจะเขียนหนังสือบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง 2 เล่ม
ทั้งนี้ นายสมัครได้ให้สัมภาษณ์พาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักโทษหลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเวลา 2 ปี โดยนายสมัครกล่าวว่า “พอมาเป็นนายกรัฐมนตรี รู้เลยว่านักการเมืองที่อยู่รายรอบตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นส่วนใหญ่มักไม่ค่อยดี ให้คำแนะนำในทางที่ไม่ถูกต้อง และมักจะหาผลประโยชน์ใส่ตนเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงประเทศชาติ”
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยยังระบุด้วยว่า “นายสมัครพูดบ่อยๆ ว่า นักการเมืองหรือกุนซือที่อยู่รอบตัวคุณทักษิณนั้นแย่มาก มีแต่คนเสนอหน้าเพราะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของพรรค หรือการเตือนสติคุณทักษิณในช่วงที่สถานการณ์กำลังเพลี่ยงพล้ำ อย่างช่วงที่มีกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ชุมนุมประท้วง คนมาหนึ่งหมื่นก็รายงานว่ามาหนึ่งพันคน อย่างนี้ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิด การชี้ขาดสถานการณ์ก็เลยผิดและกลายเป็นความประมาทในที่สุดหรือตอนที่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีคนพวกนี้แหละที่มาให้คำแนะนำปรึกษา แต่แฝงผลประโยชน์ทั้งสิ้นจนคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เป็นตัวของตัวเอง”
อนึ่ง หลังจากนายสมัครพ้นตำแหน่งจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กันยายน มีรายงานข่าวว่านายสมัครป่วยเป็นโรคมะเร็งตับและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะใช้ข้ออ้างดังกล่าวเพื่อฎีกาต่อศาลในกรณีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. เพื่อเดินทางไปรักษาตัวต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยระหว่างที่นายสมัครอยู่ในประเทศสหรัฐฯ แม้จะไม่มีข่าวคราวออกมามากนัก แต่นายสมัครได้เขียนบทความลงนิตยสารต่วย’ตูน อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033310
มีนาคม 24, 2009 ที่ 3:49 am
ccand
ผบ.ตร. กำชับตำรวจตามติดโฟนอิน “ทักษิณ” สั่งถอดเทปจ้อผ่านเสื้อแดงคืน 22 มี.ค. ตรวจทุกคำพาดพิงใครบ้าง เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมประเมินการข่าวความเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ 26 มี.ค. อย่างใกล้ชิด ชี้ “สุริยะใส” ยื่นหนังสือถึง “เทพเทือก” ขอความเป็นธรรมในคดีพันธมิตรฯ เพื่อขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน ถือเป็นสิทธิทำได้
วันนี้ (24 มี.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงมาตรการดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งจากข้อมูลทางการข่าว คาดว่าการชุมนุมก็คงจะเหมือนเดิม เพื่อแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดกำลังเหมือนการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา โดยมีการประสานขอกำลังทหารมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นการแสดงออกทางการเมืองตามปกติ
ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เนื้อหามีความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีการพาดพิงบุคคลสำคัญ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตำรวจมีการเฝ้าติดตามการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่โฟนลิงค์ต่อกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลอื่นพอสมควร ซึ่งครั้งนี้มีทั้งภาพและเสียง ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร ซึ่งผลกระทบตรงนี้ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ถอดเทปว่ามีการพาดพิงถึงใคร อย่างไร ขณะเดียวกันให้ฝ่ายกฎหมายของตร.ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิด หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าม็อบรุนแรงขึ้นจะดำเนินการอย่างไร ตำรวจอาจไม่กล้าดำเนินการ เพราะเกรงจะถูกป.ป.ช.ชี้มูล พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ยืนยันจะใช้มาตรการเดิม ซึ่งเน้นการเจรจาเป็นหลัก ตำรวจทำเหมือนเดิม ยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจแน่นอน เพราะหน้าที่ตำรวจต้องดูแลกฎหมาย ขณะที่ป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ตรวจสอบ หน้าที่ใครก็หน้าที่มัน ตำรวจไม่มีวันเสียกำลังใจ เพราะหากตำรวจเสียกำลังใจประชาชนก็จะเดือดร้อน
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวถึงกรณี นายสุริยใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นหนังสือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนในคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหากไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องมาได้ ซึ่งหลังรับเรื่อง นายสุเทพ ก็จะส่งเรื่องมายัง ตร. โดยจะให้ฝ่ายกฎหมายเข้าพิจารณาดู ว่า กรณีดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหากเข้าหลักเกณฑ์และไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงก็จะพิจารณาให้
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เป็นการยื้อเวลาหรือไม่ เพราะขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนของบช.ภ.1 ดำเนินการสอบสวนใกล้เสร็จ กำลังจะส่งให้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.พิจารณา พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะพยานหลักฐานในคดีนี้มีจำนวนมาก พยานบุคคลก็มีหลายร้อยปาก จะสอบสวนคร่าว ๆ แล้วไปสรุปคงไม่ได้ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033386
มีนาคม 24, 2009 ที่ 3:54 am
ccand
“ทักษิณ” ยังเย้ยฟ้าท้าดินโฟนอินปลุกคนหนองคายร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ อัดรัฐบาลและศาลรัฐธรรมนูญอยุติธรรม เผย 26 มี.ค.เตรียมแฉอีกชุดใหญ่ พูดได้เพียง 5 นาที เจอลมฝนกระหน่ำ พลังเสื้อแดงหนองคายแตกหนีกระเจิงเหลือไม่ถึงร้อยคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา(23 มี.ค.)ที่บริเวณที่ทำการพรรคเพื่อไทย สำนักงานของนายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคายเขต 1 ถนนเสด็จ ต.มีชัย อ.เมืองหนองคาย กลุ่มเสื้อแดงหนองคาย นำโดย ว่าที่ร้อยตรีพงศ์พันธ์ สุนทรชัย, นางชมพู จันทาทอง, นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย ได้จัดงานชุมนุมโต๊ะจีน ระดมทุนเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ ณ สนามหลวง ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ โดยได้จัดโต๊ะจีน 300 โต๊ะ จัดขายเสื้อแดงความจริงวันนี้ โดยมีชาวหนองคายและสมาชิกคนรักอุดร เข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน ซึ่งได้มีผู้ปราศรัยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที เช่น นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายสุทิน คลังแสง และนางดารณี กฤตบุญญาลัย
ทั้งนี้ นพ.เหวง โตจิราการ ได้กล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาล และอมาตยาธิปไตย พร้อมทั้งนำประชาชนเสื้อแดงกล่าวคำปฏิญาณว่า เราทุกคนให้สัตย์ปฏิญาณกันว่าเราจะร่วมกันต่อสู้จนกว่าประเทศไทยจะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แข็งแรง ถูกต้อง ยั่งยืนสถาพร แม้ว่าชีวิตจะหาไม่ก็ตาม
ต่อมาเวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นักโทษอาญาแผ่นดินที่หนีคดีได้โทรศัพท์เข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือของนายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย แล้วต่อสัญญาณเข้าเครื่องขยายเสียงให้ชาวเสื้อแดงได้ฟังเสียงกันอย่างทั่วถึง
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยกันมาพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดจากการขาดประชาธิปไตยที่แท้จริงทำให้ประชาชนลำบากอย่างไร พี่น้องเห็นหรือไม่ว่าตั้งแต่เขาไล่ผมออกมาเมื่อ 19 ก.ย.49 ชีวิตพี่น้องแย่ลงใช่ไหม เขาบอกว่าผมออกมาแล้วประเทศจะดีขึ้น จนป่านนี้ยังไม่เห็นดีเลย อุตส่าห์ตั้งรัฐบาล เอาทหารมาช่วยตั้ง เอาศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยยุบพรรค และเอางูเห่าออกไป ที่หนองคายก็มีงูเห่าตัวหนึ่งใช่ไหม ทุกวันนี้บ้านเมืองวุ่นวายสับสน ความอยุติธรรมเต็มไปหมด การขาดความสามารถในการบริหารจัดการประเทศ หลายองค์กรถูกย้ายเตะโด่งไปมา สุดท้ายไม่มีใครทำงานให้ประชาชน ประชาชนลำบาก เศรษฐกิจตกต่ำ
พี่น้องจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ทำไม เมื่อวานนี้ตนพูดที่เชียงใหม่ ได้ฟังกันหรือไม่ ตนจะพูดต่ออีก จะพูดให้ชัด ให้ลึก เพราะตนสุภาพมานาน เกรงใจมานาน แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดังนั้น คนไทยควรได้รู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร ตนต้องการพูดเพื่อให้การปฏิวัติครั้งที่แล้ว เป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายของประเทศไทย ถ้าใครกล้าปฏิวัติอีกมันต้องเจอการปะทะจากประชาชนทั้งประเทศแน่นอน ถ้าตนอยู่ในประเทศก็จะพาประชาชนออกต่อต้าน ถ้าตนอยู่นอกประเทศตนก็จะโทรเข้าไปเรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้าน ตนจะไม่ยอมให้มีการปฏิวัติอีกแล้ว เพราะการปฏิวัติ นับตั้งแต่มีการปฏิวัติมาพี่น้องลำบาก แม้ว่ามีรัฐบาลประชาธิปไตยครั้งแรกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เขาก็ไม่ให้ทำงาน เพราะไม่ใช่พวกเขา
ต่างพากันสร้างความวุ่นวายโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ เอาองค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริงเข้ามาทำงานให้วุ่นไปหมด ผลสุดท้ายรัฐบาลก็ทำงานไม่ได้ ก็มายกอำนาจให้ประชาธิปัตย์ เอาทหารมาช่วยตั้งรัฐบาล เอาพันธมิตรไปปิดสนามบินประเทศเสียหายไม่ว่ากันขอให้ข้าได้ย้ายข้างอย่างเดียว แล้วผลสุดท้ายประชาชนต้องมารับกรรมตามเคย
รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดอยู่นั้นได้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำอย่างแรงทั้งที่ไม่มีวี่แววมาก่อน ลมกระโชกแรงจนทำให้จอโปรเจกเตอร์ปลิว หลอดไฟที่ผูกติดตามต้นไม้หวิดตกลงมาหลายครั้ง ประชาชนที่มาร่วมงานต่างพากันลุกหนี บ้างเดินบ้างวิ่งออกจากบริเวณดังกล่าวพากันขึ้นรถกลับบ้าน พอเห็นดังกล่าว นายพงศ์พันธ์ รีบพูดใส่โทรศัพท์หา พ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งว่าขณะนี้เกิดพายุพัดที่หนองคายจะให้พี่น้องทำอย่างไรทักษิณจึงจะได้กลับมา
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตอบทันทีว่าให้ทุกคนเข้าไปรวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ตนไม่ได้มีโอกาสไปเคารพศพพี่สาว แต่ก็ขอบคุณทุกน้ำใจที่ประชาชนแสดงความเสียใจต่อการจากไปของสมาชิกในครอบครัว และตัดสายโทรศัพท์ไปทันที จากนั้นผู้จัดงานได้ขอให้ประชาชนยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้พี่สาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 1 นาที โดยมีทั้งผู้ที่ทำตามและผู้ที่เดินออกจากงานหนีฝนกลับบ้าน
หลังจากนั้นยังมีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย แม้ว่าจะมีคนฟังเหลืออยู่เพียงไม่ถึงร้อยคน และได้ปิดเวทีในเวลาประมาณ 22.00 น.
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033236
มีนาคม 24, 2009 ที่ 3:57 am
ccand
รายการ “Good Morning Thailand” ดำเนินรายการโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน เวลา 06.00-07.00 น.วันจันทร์ถึงศุกร์ สำหรับวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2552 ได้นำข่าวคราวต่างๆ มาวิเคราะห์ และนำเสนออย่างหลากหลายเช่นเคย โดยนายสนธิ กล่าวถึงกรณีที่คนเสื้อแดงประกาศที่จะรวมพลในอีก 2 วันข้างหน้าเพื่อปิดล้อมรัฐบาลว่า เชื่อว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินนั้น โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าน่าจะอัดรายการแถวๆ จ.เชียงราย โดยจะเห็นได้จากการทำลิปซิงค์ซึ่งเสียงไม่ตรงกับปาก และมีลักษณะอัดรายการจากในสตูดิโอ
“ประกอบกับเวลา พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน มีเสียงโทรศัพท์ดังเป็นเสียงริงโทน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะอยู่แถวๆ ประเทศพม่า หรือฮ่องกง ซึ่งผมมั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้อยู่แถวๆ สามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตกรรมการพรรคไทยรักไทย จึงอยากจะเตือนสติ ส.ส.เชียงราย ที่เทตัวเองให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไม่ลืมหูลืมตา” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิยังกล่าวถึงนายผรณเดช พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด บุตรชายของนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ประธานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ให้สัมภาษณ์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางรายการ “รู้ทันประเทศไทย” ของเอเอสทีวี ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าไปรับประทานอาหารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า นายผรณเดชออกมาปฏิเสธว่ายืนยันไม่เคยพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่เป็นข่าว และไม่อยากคุยกับคนที่ทำไม่บริสุทธิ์ต่อประเทศชาติ
“ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจนั้น หนังสือพิมพ์แนวหน้าถูกกลั่นแกล้งเป็นอย่างมาก โดยนายวารินทร์ถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเป็นครั้งแรกตั้งแต่เคยทำธุรกิจมา รวมทั้งหนังสือพิมพ์แนวหน้าถูกฟ้องร้องหลายคดี โดยแต่ละคดีจะถูกฟ้องในจังหวัดที่ไม่มีเครื่องบินลง อีกทั้งยังกลั่นแกล้งธุรกิจอื่นๆ ที่นายวารินทร์ทำอยู่” นายสนธิ ระบุ
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งทำลายล้างประเทศไทย โดยกล่าวหา พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลทักษิณนั้น นายสนธิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดอะไรก็พูดได้ เพราะตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ เหมือนกับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เที่ยวไปมอบอำนาจฟ้องร้องตน ซึ่งผู้พิพากษาบางท่านบ้าจี้ เพราะยอมให้นักโทษชายมอบอำนาจได้ แสดงให้เห็นว่าตนถูกลิดลอนสิทธิในการซักค้านโจทก์ ซึ่งนี่คือปัญหาของกระบวนการยุติธรรม
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดอะไรแล้วเข้าตัวเอง โดยเฉพาะคำพูดที่ระบุว่า “ไม่เป็นไร ผมพูดความจริง ใครกล้าทำก็ต้องกล้ายอมรับ อยากจะบอกว่ากรรมของคนบางคนก็ออนไลน์ บางคนชดใช้กรรมในชาตินี้ไม่ได้ ก็ต้องใช้ในชาติหน้า หรือบางคนอาจจะชดใช้กรรมมาจากชาติที่แล้ว เพราะกรรมข้ามชาติได้” ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดถึงกรรมของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้นนัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือทำมือ มากกว่า ไม่ใช่ธรรมะ
“ส่วนกรณีที่หลายคนสะดุ้ง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า “ไม่เคยกลัว ผมพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงทุกอย่าง ความจริงไม่พูดไม่ได้ ถ้าไม่ให้พูดยอมตายเสียดีกว่า” นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ คงลืมไปแล้วว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จัดการรายสัปดาห์ เอเอสทีวี ก็พร้อมที่จะเปิดเผยความจริง จนโดน พ.ต.ท.ทักษิณ ไล่บี้มาโดยตลอดระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจ จนต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนอมินี ซึ่งสิ้นสุดเมื่อปลายปี พ.ศ.2551 ฉะนั้นเวลาจะกล่าวหาใคร ขอให้ดูตัวเองด้วย” แกนนำพันธมิตรฯ กล่าว
นายสนธิยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน ที่ จ.น่าน เมื่อเวลา 15.00 น.ของวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ต้องระบุชัดลงไปว่ามีทั้ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นางศิริพร รามสูตร ดร.วัลลภ สุกริยสินธุ์ นายนนนรินทร์ เหล่าอารยะ นายก อบจ.น่าน ซึ่งถือว่า จ.น่าน แดงทั้งจังหวัด จนกระทั่งเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอิน เข้าไปอีกครั้ง โดยระบุว่า “ประการสำคัญ อย่าไปหลงเชื่อกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จัดหาให้ในเรื่องเงินทองต่างๆ รับได้ แต่อย่าไปเชื่อ เพราะเป็นการหาเสียงของพวกเขา” ต้องขอเตือนความจำ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเราเป็นคนพูดตลอดเวลาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เอาเงินภาษีของประชาชน ไปใช้ในโครงการเอื้ออาทรต่างๆ โดยเฉพาะการเงินหวยบนดินไปใช้ แต่วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาใช้มุขของพวกเรา ดังนั้นถ้าใครอยากอาเจียน ก็ขอให้อาเจียนไปเลย ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ออกมาข่มขู่บุคคลที่จะเปิดเผยชื่อนั้น การพูดเช่นนี้ทำให้ลายคนได้รับความเดือนร้อน
ส่วนกรณีที่หนังสือพิมพ์มติชนหน้า 3 ตำหนินายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศนั้น นายสนธิกล่าวว่า ทั้งหนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์ข่าวสด ทำผิดจรรยาบรรณสื่อมวลชนอย่างหน้าด้านที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่า “นายกษิตได้คะแนนไว้วางใจผ่านเกณฑ์ แต่การมีเสียงไม่ไว้วางใจจากร่วมรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์เอง โดยยกกรณีนายเกียรติกร ภาคเพียรสิน ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นดุลพินิจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายกษิตว่าจะพิจารณาตัวเองอย่างไร” นั้น ข้อเท็จจริงคือ คะแนนเสียงที่ไม่เอานายกษิตเป็นเสียงของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่เคยอยู่ร่วมกับรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ที่สำคัญนายเกียรติกรนั้นย้ายมาจากพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่ถูกยุบไปก่อนที่จะมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์
“หน้า 3 ของหนังสือพิมพ์มติชน พูดหลายเรื่องที่โกหก โดยระบุถึงโพลประชาชน 18 จังหวัด โพลหนุนให้ปรับนายกษิตออกจากตำแหน่ง แต่ในเนื้อหาข่าวจริงๆ พบว่าผลสำรวจชี้ว่านายกษิตไม่สมควรที่จะถูกปรับออกถึงร้อยละ 58.4 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่า แต่หนังสือพิมพ์มติชนกลับพาดหัวข่าวบิดเบือน นอกจากนี้ยังมีข่าวทุเรศอีกหนึ่งข่าว คือ การพาดหัวข่าวย่อยว่า “มาร์คไม่แรงเท่าแม้ว” ซึ่งทำให้เข้าใจผิดว่าความนิยมของนายอภิสิทธิ์มีไม่เท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แต่ถ้าอ่านรายละเอียดในเนื้อข่าว กลับพบว่าความนิยมศรัทธาของประชาชนที่ถูกศึกษาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ร้อยละ 23.6 ส่วนนายอภิสิทธิ์ อยู่ที่ 50.6 ซึ่งถ้าคิดเทียบระดับกันแล้ว ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สอบตก และนายอภิสิทธิ์ ได้เกรดบีบวก” นายสนธิ กล่าว
แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า ตนสงสารคนดีๆ ในหนังสือพิมพ์มติชน เพราะมีคอลัมนิสต์ดีๆ อยู่ 2-3 คน นอกนั้นใช้ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเนื้อข่าว เพราะรับใช้ระบอบทักษิณอย่างเต็มตัว ตนจึงสงสารเพื่อนพ้องพี่น้องนักข่าวด้วยกันที่อยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก ฉะนั้น ระบอบทักษิณจึงสร้างความแตกแยกทุกๆ และสร้างปัญหาทุกอย่างในสังคมไทย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033211
มีนาคม 24, 2009 ที่ 6:24 am
wrrtyty
ตำรวจออกหมายเรียกกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 คดี “ถ่อยเสื้อแดงรุมกระทืบคนพิษณุโลก” ให้มารายงานตัวภายใน 27 มี.ค.นี้ ย้ำ หากกระทำผิดซ้ำซึ่งหน้า เจอจับแน่ ขณะที่มีกลุ่มเสื้อแดงระดมพลที่คาดว่ากลุ่มเชียงใหม่ 51 บางคนเข้าสบทบการชุมนุมเสื้อแดงที่พิษณุโลก คืนนี้ (24 มี.ค.)
พ.ต.ท.สมบูรณ์ สีแดง พงส.(สบ2) สภ.เมืองพิษณุโลก เจ้าของคดีกลุ่มเสื้อแดง หรือ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51ทำร้ายคนพิษณุโลก จนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 เปิดเผยความคืบหน้าของคดี ว่า ล่าสุด ได้ออกหมายเรียก 4 คน ที่มีภาพปรากฏหลักฐานเสื้อแดง ขณะทำร้ายประชาชนชัดเจน และได้ดำเนินการส่งหมายเรียกให้มารายงานตัวที่ สภ.เมืองพิษณุโลก ภายในวันที่ 27 มีนาคม 2552
ทั้งนี้ หากไม่มาตามหมายเรียก ก็ดำเนินการออกหมายจับต่อไป เพราะคดีนี้มีพยานและหลักฐานตามภาพผู้กระทำกระทืบ, ชก, ต่อย ชัดเจน และหาก 4 ผู้ต้องหากระทำความผิดซ้ำ หรือ กระทำความผิดซึ่งหน้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พิษณุโลก ก็สามารถจับได้ทันที
ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงพิษณุโลก ในนามกลุ่มรักษ์ประชาธิปไตยสองแคว (รปส.) ได้ออกรถแห่ประกาศเชิญชวนให้ไปร่วมชุมชุม ที่สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลกวันนี้ โดยจัดร่วมกับนายบุญเลิศ เรืองทิม หรือ เลิศ ไม้เก่า แกนนำเครือข่ายเครือข่ายประชาชนปกป้องประชาธิปไตยแห่งชาติ คาดว่า จะมีกลุ่มเสื้อแดงหลายจังหวัดโดยเฉพาะกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่เคยสร้างวีรกรรมรุมทำร้ายร่างกาย หาญน้ำใจคนพิษณุโลกมาแล้ว เดินทางมาร่วมด้วย
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033464
มีนาคม 24, 2009 ที่ 7:14 am
bannaros
เสื้อแดง ย้อนเกล็ด ยึดสุวรรณภูมิ ?
คนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคทักษิณ ที่แยกทัพเป็นพรรคเพื่อไทยในสภาและกลุ่มเสื้อแดงบนท้องถนนตลอด 1 เดือนมานี้คงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขา
การเตรียมความพร้อมรอบใหม่ก่อนเข้ากรุงฯ 26 มีนาคมน่าสนใจขึ้นมาทุกขณะและขออย่าแปลกใจที่จะเห็น ขวัญชัย ไพรพนา กอดคอจูบปากอย่างดูดดื่มกับ จตุพร พรหมพันธ์ (กรุณาอย่านึกภาพตามเด็ดขาดโดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์)
ทักษิณ ชินวัตรระยะ 1 เดือนมานี้ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีคิวโฟนอินทุกวัน หลัง ๆ ทำงานหนักขึ้นเพราะต้องมาเช็คชื่อ ส.ส.ในสภาเรียงตัว ใครเป็นงูเห่า ใครที่เอาใจออกห่าง ทักษิณรู้หมด
คนที่น่าสงสารที่สุดคือ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ มีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแต่ในนามเพราะงานและอำนาจทุกอย่างหัวหน้าพรรคตัวจริงยึดไปทำเองหมดแล้ว ไม่รู้ทู่ซี้นั่งบนเก้าอี้นี้ไปทำพระแสงอันใด
ทัพหลวงเสื้อแดงที่มี ทักษิณ ชินวัตร ไสช้างออกหน้าทัพผ่านคอนเฟอเรนซ์ ประกาศตนเป็นเจ้าของกิจการมวลชนเสื้อแดงตัวจริงในรอบนี้ … พร้อมหรือไม่ขนาดไหนดูได้จากงานซอฟท์โอเพ่นนิ่งที่เชียงใหม่ เพราะทั้งเจ๊แดงและน้องเขยเปิดบ้านบัญชาการด้วยตนเอง ระดมชาวบ้านจากทั้งปาย เชียงราย ลำพูน แพร่ พะเยา ลำปางมาโดยพร้อมเพรียงในอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมทุ่มให้
แกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่เคยกระเง้ากระงอด ทำงานไม่ได้ตังค์ เคยบากหน้าไปหาก็ไม่พบมารอบนี้แอ่นอกอยู่ด้านหน้าแถวอย่างภาคภูมิใจสามารถแก้ปัญหาเรื่องเอกภาพและการทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเงินทองระหว่างคนเสื้อแดงได้เบ็ดเสร็จไปแล้ว
ศึกฤดูแล้งรอบนี้น่าจะยาวนานกว่าที่ผ่านมาน่าลบภาพ ม็อบแดดเดียว – แดงประจำเดือนได้
พร้อมแล้วทั้งเงิน พร้อมแล้วทั้งคน !
แต่เป้าหมายของการทำศึกใหญ่ของทักษิณหาใช่การลบภาพแดงประจำเดือน เป้าหมายของเขาในขั้นต้นคือการล้างคดีและขอเงินคืนเป็นสำคัญ ส่วนระดับต่อไปคือถ้าเป็นไปได้จะชิงอำนาจรัฐกลับคืน
แท้จริงแล้วคนอยู่ในวงการเมืองย่อมรู้ดีว่าลำพังการชุมนุมของประชาชนอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ นั้นยากที่จะล้มอำนาจรัฐได้หากปราศจากความมุ่งมั่น อุดมการณ์ และความทุ่มเทเสียสละ
สรุปสั้น ๆ ประโยคเดียว ทัพทักษิณนั้นดูเหมือนพร้อมแต่ไม่พร้อม !!!!
ภายใต้ความพร้อมของเงินและคน กลับยังไม่พร้อมเรื่องใจและเงื่อนเวลา
คนอยู่เบื้องหลังม็อบเสื้อแดงย่อมประเมินรู้ว่ามวลชนของตนมีความมุ่งมั่น อุดมการณ์ และความทุ่มเทเสียสละในระดับมากน้อยเพียงใด
นี่เป็นข้อจำกัดที่แกนนำมวลชนที่ยังพอมีสมองอยู่บ้างควรรู้ !
สิ่งที่น่าสนใจได้เกิดมีร่องรอยความเคลื่อนไหวเพื่อจะยกระดับการขับเคลื่อนมวลชนให้หนักหน่วงรุนแรงเพิ่มน้ำหนักกดดันมากขึ้น เช่น การยึดทำเนียบ หรือที่สุดคือไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิย้อนเกล็ดพันธมิตรทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าแกนนำเคยประกาศประณามและยืนยันไม่ทำตามเด็ดขาด
ร่องรอยดังกล่าวเริ่มจากวันที่ 22 มีนาคม ก่อนที่กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กับมวลชนหลายจังหวัดโดยเฉพาะจากลำปางได้เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เร่งดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรที่ไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
คนที่รู้จักกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ดีย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่ความคิดของแกนนำในท้องถิ่นแต่อย่างใดเพราะงานแต่ละอย่างของพวกเขาไม่เคยได้เรื่องราวมีแต่หาเหาใส่หัวเช่นเรื่องพระเจ้ามูลเมืองเป็นต้น แท้จริงแล้วกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นจนเมื่อแกนนำ นปช. โดยเฉพาะสายสหายอกหักเช่น หมอเหวง ฯลฯ โผล่มาเชียงใหม่จึงเริ่มคิดมีกิจกรรมนี้ขึ้น
วันรุ่งขึ้น 23 มีนาคม – สหายอกหักอีกคนหนึ่ง สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยพร้อมแนวร่วมคนเสื้อแดงกว่า 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรที่ก่อเหตุปิดล้อมรัฐสภาบุกยึดทำเนียบรัฐบาลสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ
มองในเชิงยุทธวิธี นี่คือการปูทางเพื่ออ้างเหตุกลืนน้ำลายสิ่งที่คนเสื้อแดงเคยประกาศไว้ว่าจะไม่ยึดทำเนียบ ไม่ยึดสนามบิน ดำเนินการย้อนเกล็ดพันธมิตรอ้างว่ารัฐบาลปล่อยให้คนอื่นทำได้ทางเราก็ทำได้เช่นกัน
เนื่องจากว่า ลำพังการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธอย่างทรหดอดทนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หากสังคมโดยรวมไม่ร่วมกดดันและสังคมยังไม่มีมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองมากเพียงพอ แรงกดดันก็จะยังไม่เกิด
ขนาดพันธมิตรชุมนุมภายใต้กรอบมาเกิน 6 เดือนยังไม่เกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งถูกตำรวจล้อมฆ่า แล้วก็มีการปล่อยให้มีคนยิงระเบิดเข้าไปฆ่าคนเล่นรายวันนั่นแหละจึงต้องยกระดับมาตรการที่เด็ดขาดดังที่เห็น
ทัพเสื้อแดงรอบนี้มีความพร้อมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็จริง แต่ก็ติดข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะความมุ่งมั่นของมวลชน และติดกรอบวันหยุดยาวสงกรานต์
ถ้าจะเผด็จศึกก็ต้องเร่งทำภายในเวลาที่มีให้ประมาณครึ่งเดือน !!
ขอชี้ให้เห็นอีกครั้งว่าเป้าหมายของพวกเขามี 2 เป้าที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
เป้าหนึ่ง – ปลดปล่อยทักษิณ สร้างสถานการณ์กดดันให้เกิดการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หากไม่ยอมจะเกิดกรณีความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศ จำลอง 3 จังหวัดภาคใต้ขึ้นมาภาคเหนือ –อีสาน
แนวทางนี้คือปล่อยมวลชนกลับไปก่อเหตุแบบ 3 จังหวัดใต้บ้านใครบ้านมันหลังสงกรานต์
อีกเป้าหนึ่ง – ประกาศเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ให้ประชาธิปัตย์ยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยความเชื่อว่าถ้าเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาล
ภายใต้ข้อจำกัดที่กล่าวไปแล้วถ้าจะบรรลุผลก็ต้องจลาจลเท่านั้นแหละครับ
หรือถ้าไม่ก่อจลาจลก็ต้องยกระดับการกดดันดำเนินการย้อนเกล็ดพันธมิตรแบบที่สหายเก่าสีแดงปูทางเอาไว้ ไปยึดสุวรรณภูมิให้แดงเถือกไปทั้งรันเวย์
สรุปอีกครั้ง ในความไม่พร้อมของพวกเขา มีร่องรอยการเตรียมพร้อมจะกลืนน้ำลายในสิ่งที่ตัวเองเคยปฏิเสธไว้ก่อนแล้ว – คอยจับตาดูให้ดี !
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9520000033021
มีนาคม 26, 2009 ที่ 6:08 am
premma
“ป๋าเปรม” เมิน “แม้ว”พล่ามรายวัน -ย้ำ องคมนตรีไม่เกี่ยวข้องการเมือง
http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026/1026-2592.wma&program_ID=23000
มีนาคม 28, 2009 ที่ 12:45 pm
addyut
“บิ๊กแอ้ด”สวน”แม้ว”ไปบ้าน”ปีย์”ถกปัญหาชาติ ปัดหารือแผนปฏิวัติ
“พล.อ.สุรยุทธ์” แถลงโต้ “ทักษิณ” ยอมรับไปบ้านปีย์ แถวสุขุมวิทจริง แต่แค่กินข้าวรับฟังปัญหาบ้านเมือง ร่วมกับประธานศาลปกครองสูงสุด ไม่ใช่หารือวางแผนปฏิวัติอย่างที่ถูกกล่าวหา เหน็บ คงไม่เหมาะหากจะคุยเรื่องแบบนี้กับตุลาการ พร้อมปฏิเสธไม่มีนิสัยเพ็จทูลกล่าวหาไม่จงรักภักดี ชี้พระองค์มีสายพระเนตรที่ยาวไกล ย้ำไม่ฟ้องกลับ
วันนี้(28 มี.ค.) ที่ห้องรับรองพิเศษ สนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานปลูกต้นไม้ 9 ล้านต้นกล้ามหามงคล ในจังหวัดเชียงใหม่ ถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) ระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมวางแผนล้มรัฐบาล ว่า ตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะวางแผนทำรัฐประหาร ซึ่งการพบปะกันในครั้งนั้น เมื่อปี 2549 นายปีย์ มาลากุล ได้เชิญไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกันที่บ้านย่านสุขุมวิท โดยในวันนั้นรู้จักเพียงท่านอักขราทร (อักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด) เพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ในวันนั้นก็พบกับ พล.อ.พัลลภ ด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้มีการหารือวางแผนเพื่อก่อรัฐประหาร แต่พูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งคงไม่สมเหตุสมผลที่จะไปพูดเรื่องรัฐประหารกับผู้พิพากษา ต้องไปคุยกับเหล่าทัพดีกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวต้องการไปฟังข้อคิดเห็นของผู้พิพากษาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากอยากรู้ข้อมูลที่แท้จริงต้องไปถามนายปีย์เอง
“การดำรงตำแหน่งองคมนตรีและจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้นั้น ในฐานองคมนตรีมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ที่ปรึกษาไม่จำเป็นต้องนั่งเฉย ๆ แต่ต้องมีการหาข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งยอมรับว่าทุกคนต้องมีอิสระทางความคิดได้ทั้งนั้น” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว
พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุสาเหตุที่สั่งย้ายจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพราะมีการไปสั่งฆ่าคนพม่านั้น ยืนยันว่าการเคลื่อนกำลังไปยังพื้นที่ชายแดนส่วนหลังนั้นเป็นการนำกำลังไปฝึกตามปกติ เป็นไปตามขั้นตอน ผ่านการเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งภายหลังเหตุการณ์นั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนและผลการสอบสวนก็ยืนยันว่าไม่มีความผิด การพูดว่ามีชาวพม่าเกี่ยวข้องนั้นก็ไม่ใช่เลย ดังนั้นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณนำมาพูดนั้นก็เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ หรือพล.อ.พัลลภ เพราะเชื่อในวิจารณญาณของประชาชนในการที่จะรับฟังข้อมูลที่ตนได้ชี้แจงไปในวันนี้
ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ยอมรับว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่บอกให้คุยกับพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตกกต. ในขณะนั้น ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกับพล.อ.จารุภัทร แต่เป็นการให้ข้อคิดเห็นเท่านั้น ส่วนที่พล.อ.จารุภัทร ตัดสินใจลาออกนั้น เป็นการตัดสินใจของพล.อ.จารุภัทรเอง อีกทั้งยังยอมรับว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร แต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องการขอให้เอเอสทีวีเป็นฟรีทีวีอย่างที่หลายฝ่ายระบุ แต่เป็นการโทรศัพท์คุยกันเพื่อให้กำลังใจในต่อสู้ในครั้งนั้น
ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า จะรับไว้พิจารณา ถือว่าเป็นข้อคิดเห็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และคงไม่มีปัญหาอะไร ที่พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าเตรียมแฉคลิปการทำรัฐประหาร เพราะถือว่าตนได้ชี้แจงไปแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวโจมตีพาดพิงทั้งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กับท่านเองได้หารือกันหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย เพียงแต่บอกว่าจะแถลงข่าววันนี้
ส่วนข้อกล่าวหาที่พ.ต.ท.ทักษิณออกมาระบุว่าตนไปกราบทูลว่าจะล้มรัฐบาลทักษิณ เพราะว่าไม่จงรักภักดีนั้น ก็ยืนยันว่าไม่เคยทำเรื่องนี้เลย เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ซึ่งส่วนตัวคงไม่บังอาจกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสิ่งนั้น และไม่เคยปลักปรำพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีสายพระเนตรที่ยาวไกล
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000035420
มีนาคม 28, 2009 ที่ 12:48 pm
addyut
อยากให้ “ทักษิณ” เปิดโปง “ผู้มีบารมี” ตัวจริง
พ.ต.ท. ทักษิณ มีการพูดจา มีเป้าหมายของการเรียกร้องชัดเจน ประกอบกับพรรคเพื่อไทย และการนำการขับเคลื่อนกลุ่มเสื้อแดงโดยตรง แบบ “รีโมตคอนโทรล” จากต่างประเทศ
ท่านประกาศว่าจะเปิดโปง “ผู้มีบารมี” ได้น่าสนใจฟังมาก น่าจะเปิดออกมาเลยว่าเป็นใคร
1. ให้สินบนช่วยนักการเมือง จนได้สัมปทานโทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม แก้ไขสัญญาเอื้อประโยชน์กิจการตัวเอง โดยรัฐต้องเสียประโยชน์
2. เมื่อเป็นนายกฯ เพียง 4 เดือน แก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อลดส่วนแบ่งรายได้ภาครัฐสำหรับมือถือระบบพรีเพด จากร้อยละ 25-30 เป็นร้อยละ 20 แก้เงื่อนไขให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม แต่ผลักภาระให้ ทศท. รับทั้งหมด
3. หลักการสัญญาเดิมคือ ทศท. ให้สิทธิบริหารแบบ Build-Transfer-Operate (BTO) คือให้เอกชนลงทุนโดยให้สิทธิใช้ประโยชน์ 30 ปี จบแล้วก็ควรคืน ทศท. เหมือนที่เช่ามาบุญครองของจุฬาฯ หรือ เซ็นทรัลลาดพร้าวของการรถไฟฯ จบสัญญาแล้วก็ควรกลับมาเป็นของราชการเหมือนเดิม แต่ด้วยการใช้อำนาจของท่าน จะไม่ต้องโอนกลับแล้วใช่ไหม ?
4. มีการเอื้อประโยชน์บีโอไอดาวเทียม ทั้งๆที่เป็นการซื้อของจากต่างประเทศ ให้บริการในต่างประเทศ บังคับหน่วยงานไทยให้กลับมาเป็นลูกค้า และบริการพม่า โดยให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกฯ ออกเงินให้ แต่แล้วก็จ่ายตรงเข้ากระเป๋ากิจการของตน
5. รัฐธรรมนูญห้ามถือครองหุ้นเกิน 5% โดยเฉพาะ กฎหมาย ปปช. ห้ามถือหุ้นกิจการสัมปทานผู้ขาด ก็โอนหุ้นไปให้ลูก คนใกล้ชิด และกองทุนแอมเพิลริช วินมาร์ค ฯลฯ
6. ใช้อำนาจกดดันหน่วยงานรัฐ ไม่ให้หาข้อมูล และความจริง ทั้ง ดีเอสไอ ปปง. กลต. สำนักงานอัยการฯ
7. โอนหุ้นให้ลูกวันที่ 1 กันยายน 2543 เพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่ง แต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เพียง 1 วันก่อนหน้านั้น กลับต้องให้ลูกทำหนังสือตั๋วสัญญาใช้เงิน 4.5 ล้านบาทให้แม่ไว้ เพื่อเป็นช่องทางคืนประโยชน์ทั้งหมด คือปันผลกลับมาให้แม่ 4.5 ล้านบาท คือหนี้ค่าอะไร หนี้บุญคุณหรือ ? จริงๆแล้วเป็นหลักฐานเพื่อผูกหุ้นที่มอบไปใช่หรือไม่ ?
8. เงินที่ได้ค่าขายส่วนหนึ่ง ส่งผ่านประไหมสุหรีไปซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่เห็นแต่ข่าวที่ท่านเป็นเจ้าของ เป็นหลักฐานว่าท่านเป็นเจ้าของตัวจริงหรือไม่ ?
9. อ้างว่าวินมาร์คเป็นนักลงทุนต่างประเทศ ซื้อหุ้น 5-6 บริษัทของตนและภรรยาไป 1.5 พันล้านบาท อ้างว่าจะรอเข้าตลาดฯ แต่ทุกบริษัท ซื้อที่ราคาพาร์หมดเลย มีบริษัทเดียวที่เข้าตลาดได้ คือ SC ก็ขายไป 3 สัปดาห์ก่อนเข้าตลาด และกองทุนที่ซื้อไป ก็โอนต่อใน 3 สัปดาห์ ให้อีก 2 กองทุนเพื่อเปิดเผย (อย่างปกปิด) กับนักลงทุน โดยทั้ง 3 กองทุนมาเลเซีย มีที่อยู่เดียวกันหมดเลย
10. วินมาร์ค มีเลขที่บัญชี 121751 ที่ ธ. ยูบีเอส ถือหุ้นซึ่งมีสัมปทานรัฐอยู่ด้วย
11. สภาผู้แทนราษฎรจะซักฟอก จะตั้งกระทู้ถาม ก็ยุบสภาฯทิ้งเสีย
12. ศาลสั่งเรียกสอบ และเรียกอ่านผลพิพากษาก็หนีศาล
13. ถูกพิพากษาให้มีโทษจำคุก ก็หนีคุก
14. คดีเดินหน้าไป แทนที่จะมาต่อสู้คดีด้วยหลักฐาน และความจริง กลับนำม็อบมาชุมนุม เป็นอำนาจระดับที่ว่า ฉันไม่รับความผิด ฉันไม่มีหลักฐานอะไรมาโต้แย้ง แต่ฉันมีกำลังมาก (เหมือนมาเฟีย) ถ้าจะเอาผิดฉัน ฉันก็จะจ่ายเงินกวนเมือง ใครจะทำไม ?
15. กดดันศาล ขอวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ทั้งๆที่แสดงออกว่า ขอให้ศาลพิจารณา ถ้าได้ประโยชน์ก็รับได้ แต่ถ้าความจริงปรากฏมีโทษถึงจำคุกก็ไม่ยอมรับอยู่ดี แล้วจะให้วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปทำไม ? เป็นชอบพูดคนเดียว เพราะไม่ต้องตอบข้อสงสัยอะไร โกหกก็สะดวกปาก คำถามอย่างที่ถามด้านบนก็ไม่เคยตอบ ไม่เคยแสดงหลักฐานโต้แย้ง
16. ปรักปรำผู้ขุดคุ้ยความจริงมาเปิดโปง กล่าวหา คมช. หรือ คตส. ว่าการเอาหลักฐานมาไม่ถูกต้อง ทั้งๆที่ ก็บอกไม่ได้ว่าเป็นหลักฐานปลอม ไม่มีหลักฐานใดๆมาโต้แย้งหลักฐานจริงเหล่านี้ได้
17. ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญให้เปิดเผยทรัพย์สินทั้งหมด กลับมีเงินในต่างประเทศไปซื้อสโมสรฟุตบอล จ่ายค่าคอนเฟอร์เรนซ์คอล ดูแลบรรดาผู้รับใช้ สส. ผู้นำกลุ่มเสื้อแดง บางคนหน่วยราชการ ฯลฯ
18. อ้างว่าเป็นวีรบุรุษกู้ชาติ เพราะคืนเงินไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด ทั้งๆที่เป็นเงินที่รัฐบาลก่อนหน้า (ปชป) ได้สะสมไว้ หลังจากตอนเข้ามานั้น เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิเหลือเพียง 7 พันล้านเหรียญ จากปรกติที่เคยมีประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ LOI ฉบับที่ 1 ลงนามวันที่ 14 สิงหาคม และท่านเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯเองในวันที่ 15 สิงหาคม วันถัดมา ดูอย่างไรก็ไม่เนียน จะอ้างว่ามากู้ชาติก็ยากเพราะคนแรกที่ส่งมาคือ นาย ทนง พิทยะ อดีตผู้ดูแลการเงินลูกน้องของตัว เข้ามาดูแลช่วงลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2540 และประกาศลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
19. บอกกับชาวโลกว่า เมืองไทยไม่มีความยุติธรรมพอเพียง แต่ไม่ชี้แจงหลักฐานโต้แย้งกรณีภรรยาซื้อที่ดินของภาครัฐซึ่งตนมีอำนาจสูงสุดได้ หรือกรณีภรรยาโอนหุ้นจากคนใช้ให้พี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษีได้
20. อ้างว่ารักชาติ แต่ในยามสงบ คงเหลือแต่คดีความของท่าน แทนที่จะหาหลักฐานมาต่อสู้ กลับโฟนอินสร้างความแตกแยก และทำให้คนปิดหูปิดตา ไม่สนใจความถูกต้อง เพียงเพื่อปกป้องตัวเอง นับว่าเป็นการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ คือ เสียสละชาติเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง
นับว่าเป็นผู้พยายามจะมีบารมีจริงๆ แต่ท่านอาจจะลืมไปอย่างหนึ่งว่า การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ การหนีสภา หนีศาล หนีคุก การโกหก การสร้างความแตกแยก การใส่ร้ายประเทศไทยแผ่นดินแม่ อาจทำให้ได้มาซึ่ง “อำนาจ” แต่ไม่ใช่บารมีครับ บารมีสะสมได้ด้วยสิ่งเดียวคือ “ความดี” ครับ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000035113
มีนาคม 28, 2009 ที่ 12:51 pm
addyut
มองทักษิณ ผ่านคำวินิจฉัยของตุลาการ (1)
คำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นภาคแรกของตุลาการเสียงข้างน้อยอย่าง นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 3 สิงหาคม 2544 เป็นเครื่องพิสูจน์อันดีว่า คำป้ายสีสถาบันเบื้องสูง และสถาบันตุลาการของนักโทษหนีคดี เป็นแค่เรื่องโกหกพกลม ทั้งยังเป็นหลักฐานยืนยันว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” และ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง หนียังไงก็ไม่พ้น” 19 กันยาไม่ใช่จุดพลิกผันของระบอบทักษิณ แต่ระบอบเลือกจุดจบของตัวเองตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาในการเมืองไทยแล้ว
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในขณะนั้น มีมติด้วยเสียง 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยจากการศึกษาคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้พบความจริงที่น่าสนใจหลายประการ
ประการแรก คำวินิจฉัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมละเมิดรัฐธรรมนูญของระบอบทักษิณ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลัง 19 กันยายน 2549 และ การป้ายสีว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีที่มาจากรัฐประหาร ก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการหลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงก็คือ นักการเมืองระบอบทักษิณพร้อมจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญต่อเมื่อเห็นว่าตนเป็นฝ่ายได้ และดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญต่อเมื่อเห็นว่า เสียประโยชน์ โดยตอนหนึ่งคำวินิจฉัยคดีของนายประเสริฐ นาสกุล ระบุไว้เป็นตัวอย่างในคดีนี้ว่า
…ผู้ถูกร้อง (คุณทักษิณ ) โต้แย้งว่า ตนไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ตามรัฐธรรมนูญนี้ (หมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่คุณทักษิณรักนักรักหนา) โดยอ้างว่า ตนขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน และรัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติให้ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน.. ขณะที่นายประเสริฐ ตุลาการเสียงข้างน้อย ได้ตอบข้อโต้แย้งว่า
…แม้ผู้ถูกร้องจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่รัฐธรรมนูญนี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงอยู่ในบังคับตามรัฐธรรมนูญนี้ทุกประการ เพราะไม่มีบทยกเว้นไว้ คือ มีหน้าที่ตามหมวด 10 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา 291 และมาตรา 292 …
ประการที่สอง คำวินิจฉัยดังกล่าว สะท้อนให้ว่า นักการเมืองบ้านเราไม่ได้มีปัญหากับรัฐธรรมนูญ 2550 เท่านั้น แต่ก็มีปัญหา และคิดจะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มาแล้ว (ที่ปัจจุบันอ้างกันนักหนาว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด) ดังจะเห็นได้กรณีที่คำวินิจฉัยของอาจารย์ประเสริฐได้หยิบยกเนื้อหา ในรายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 มาอ้างอิงว่า
…พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเคยตั้งคำถามถามนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีสาระในหลายมาตรา หลายส่วน และหลายตอน ที่ผิดไปจากปรัชญาและอุดมการณ์ของประชาธิปไตย (แปลตามภาษานักการเมืองว่ายากต่อการปฏิบัติยุ่งยากหลบหลีกยาก ฯลฯ -ความเห็นผู้เขียน) น่าที่จะนำเอาสาระสำคัญต่างๆ ที่ต้องการแก้ไขนั้นไปแก้ไขกัน การอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้จะนำมาซึ่งข้อยุติที่น่าจะนำเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไข เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป… คำวินิจฉัยเดียวกัน ได้อ้างเหตุผลของนายอานันท์ ปัญญาชุน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่มีต่อคำถามดังกล่าวว่า
…ข้อบกพร่องนั้นคงจะมีบ้าง แต่มิได้เกิดจากเจตนารมณ์ในทางที่ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดปัญหาบ้างเล็กน้อยในการตีความ การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยนั้น จะไม่นำไปสู่ความยุ่งยาก และจะไม่นำไปสู่สิ่งต่างๆ ที่หลายคนกลัวเกรง นอกจากนี้เห็นว่า ในการตีความกฎหมายนั้น นอกจากจะใช้หลักการต่างๆ แล้ว จะต้องคำนึงถึงศีลธรรมของประชาชนด้วยทุกกรณี เพราะปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยในปัจจุบัน เกิดจากคนไทยมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ห่างเหินศีลธรรม ยิ่งเจริญทางวัตถุจะยิ่งไม่มีความสงบสุขทางจิตใจ เพราะมี “ความเห็นแก่ตัว” มากขึ้น และความเห็นแก่ตัวนี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ทั้งหมดของคน …
ประการที่สาม ทำให้ทราบว่า ความผิดคดีหุ้นชินวัตรคอมพิวเตอร์ สำเร็จ และเป็นที่ประจักษ์มาก่อนที่จะมีรัฐประหาร 19 กันยาฯ เพียงแต่มีกระบวนการที่จะปกปิดไม่ให้มีการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีอำนาจรัฐในมือ และการดำเนินคดีกับครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ในเวลาต่อมาก็เป็นการดำเนินไปตามข้อกฎหมาย ไม่มีปัจจัยเรื่อง 19 กันยาฯ มาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด โดยคำวินิจฉัยของอาจารย์ประเสริฐในปี 2544 ตอนหนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสคุณทักษิณคือ นางพจมาน ชินวัตร ในขณะนั้นไว้แล้วว่า
…ผู้ถูกร้อง (คุณทักษิณ) อ้างข่าวประชาสัมพันธ์ 31/2544 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ว่า นางสาวบุญชูฯ นายชัยรัตน์ฯ นายมานัสฯ นางสาวดวงตาฯ และนายวิชัยฯ ถือหุ้นบริษัทต่างๆ แทนคู่สมรส ผู้ถูกร้องจริง สำหรับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย แต่การที่คู่สมรส ผู้ถูกร้องสั่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ให้นางสาวดวงตาฯ ขายหุ้นบริษัทชินฯ 4.5 ล้านหุ้นๆ ละ 164 บาท เป็นเงิน 738 ล้านบาท ให้แก่นายบรรณพจน์ฯ ซึ่งนายบรรณพจน์ฯ ยอมรับว่า ตนมิได้ซื้อหุ้นจำนวนนี้ หากแต่คู่สมรสผู้ถูกร้องแบ่งให้ (คำให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 หน้า 5 หรือ 7387) อาจเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะนายบรรณพจน์ฯ จะต้องเสียภาษีเงินได้ หากนายบรรณพจน์ฯ ไม่เสีย คู่สมรสผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้ให้ต้องเป็นผู้เสีย เลขาธิการ ป.ป.ช. มีหนังสือที่ ปช. 0006/85 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ส่งหลักฐานการให้การของนายบรรณพจน์ฯ ตามคำขอของอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว แต่ไม่ทราบว่า กรมสรรพากรจะมีคำตอบการเสียภาษีเงินได้รายนี้หรือไม่ อย่างไร
8 ปีต่อมา ข้อสังเกตของอาจารย์ประเสริฐได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการตัดสินของศาลอาญา เมื่อ 31 กรกฎาคม 2551 ที่สั่งจำคุก 2 ปี นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการของคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท จากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่ารวม 738 ล้านบาทโดยความเท็จโดยฉ้อโกงใช้กลอุบาย เป็นความผิด และสั่งจำคุกจำเลยที่ 1-2 เพิ่มอีกคนละ 1 ปี ฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 37 (1)(2) ป.อาญา มาตรา 83, 91
ประการที่สี่ ข้อสงสัยเรื่องหุ้น นิติกรรมอำพรางกับกรณี Ample Rich และ Winmark ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกลั่นแกล้งหลัง 19 กันยาฯ เช่นกัน แต่เรื่องนี้เป็นที่เคลือบแคลงมานานแล้วและอาจจะต้องรอการพิสูจน์บนชั้นศาลต่อไป แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ดีเอสไอจะขุดเรื่องนี้ขึ้นมาทำ อย่างไรก็ดี อาจารย์ประเสริฐ เคยพูดถึง Ample Rich และ Winmark ว่า
กรณีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินฯ ที่ผู้ถูกร้องรายงานตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ฯ มาตรา 246 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง (แม้จะเกินกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ แล้ว) ว่า ผู้ถูกร้องขาย 32,920,000 หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แก่ผู้อื่น คือ Ample Rich Investments Limited, 185 A Goldhill Centre 51, Thomson Road, Singapore 307629 (Correspondent Office) ซึ่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้น 100% (คงเหลือ 32,920,000 หุ้น) นั้น กระทำเพื่ออะไรหากมิใช่เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงมิให้บุคคลอื่นทราบว่าบริษัทฯ นี้คือผู้ถูกร้อง
อีกเรื่องหนึ่ง แม้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ถูกร้องไม่ต้องยื่นบัญชีฯ แล้ว เมื่อผู้ถูกร้องและ คู่สมรสขายหุ้นบริษัทเอส ซี เค เอสเทต จำกัด 3,549,980 หุ้น และ 2,000,000 หุ้นๆ ละ 10 บาท เป็นเงิน 55,499,800 บาท ให้กับบริษัท Win Mark Limited สัญชาติ British Virgin Island ในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ผู้ถูกร้องยืนยันว่า การโอนขายหุ้นนี้เป็นการขายหุ้นตามปกติ ไม่มีลักษณะการฟอกเงิน เพราะการโอนขายหุ้นนั้น แจ้งหลักฐานการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทผู้ซื้อต่อสำนักงานทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทแล้ว ทำให้เกิดปัญหาต้องสงสัยต่อไปว่า บริษัทผู้ซื้อใช้เงินสกุลใด มาจากที่ใด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ น่าเสียดายที่ผู้ถูกร้องมิได้อธิบายด้วย (หนังสือของผู้ถูกร้อง ลับ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 หน้า 12)
ประการสุดท้าย ชัดเจนที่สุดว่า พฤติกรรมลบหลู่ดูหมิ่นไปจนกระทั่งถึงปองร้ายศาลเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้เพิ่งมีหลัง 19 กันยาฯ รัฐประหาร หรือตุลาการภิวัฒน์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นความชั่วร้ายเสมอต้นเสมอปลายของระบอบทักษิณ โดยคำวินิจฉัยระบุว่า
เมื่อใกล้จะถึงวันที่ศาลลงมติ มีข่าวหนาหูขึ้นว่า ฝ่ายผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะชุมนุมกันเพื่อกดดันศาล จะวางเพลิงเผาศาล ตลอดจนจะทำร้ายตุลาการบางคน จนกระทั่งมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปให้ความคุ้มครอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น ข่าวต่างๆ ดังกล่าวมานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมิใช่ เป็นการแสดง “ความเห็นแก่ตัว” ของคน
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000034561
มีนาคม 28, 2009 ที่ 1:08 pm
addyut
1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน
และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- กองทุนหมู่บ้าน
- ธนาคารประชาชน
- แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
- หวยบนดิน
- ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool
- เปิดบ่อนเสรี
- เปิดเสรีสุรา
- เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
- กทม. เมืองแฟชั่น
- ครีมหน้าเด็ง
- บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด
- Complex Entertainment
- Mega Project
- ส่งเสริมเงิน+++้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank)
- ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)
2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- พักหนี้เกษตรกร
- ปฏิรูปการศึกษา
- จัดระเบียบสังคม
- ผู้ว่า CEO
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
- ลงทะเบียนคนจน
- ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
- ไปนอนวัดที่นราธิวาส
- ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ทำกับข้าว
3. นโยบาย และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในรัฐบาล
- เปิดบ่อนเสรี
- ซื้อหุ้น Liverpool
- เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
- สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
- ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
- สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
- โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
- ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในอุโบสถวัดพระแก้ว (ประธานต้องเป็นกษัตริย์
เท่านั้น)
- ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
- ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง
- ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
- กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
- ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
- ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
- เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
- พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
- ปิดถนนแข่งรถซิ่ง
- โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
- นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
- เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
- คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
- ค่าโง่ทางด่วน
- ค่าโง่ ITV
- บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
- โครงการรับจำนำข้าว
- โครงการรับซื้อลำไย
- โครงการโคล้านตัว
- โครงการแจกต้นกล้ายาง
- เครื่องตรวจระเบิด CTX
- ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ
5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
- ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (เกี่ยวข้องธุรกิจอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคม)
- อุ้มทนายสมชายฯ
- กรือเซะ, ตากใบ
- ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2000 กว่าศพ
- ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
- จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง)
- ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
- นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
- รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
- รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
- ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอป์เข้าบริหาร)
- บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
- งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
เรื่องสถานะคุณหญิงจารุวรรณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืดเยื้อมาจนบัดนี้แล้ว
- สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
- ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น
- คลังฮุบหุ้น TPI (เป็นการปล้นอย่างหน้าด้านๆ ไม่มียางอาย ไม่มีหิริโอตัปปะ)
- หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติ
แต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท., อสมท.,
กฟผ., กสท., TOT
- รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช.
(เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
- GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด,
ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุสมผล
และฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)
8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ
เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเครือญาติ
- แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ
ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
- แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ,
ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
- แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
- ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง.
คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
- การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
- พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับ
- พระราชกฤษฎีกา บำเหน็จบำนาญ สส. และ สว.
- ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์
และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
- ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
- โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ
9. ปัญหา บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้
- ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต.,
รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่เปลี่ยน นายก จึงแก้ปัญหาไม่ได้)
- ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (แต่ ปตท. กำไรแสนล้าน)
- เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้ +++้เงิน ใช้เงิน
แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
- ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ
เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้
- รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือน
เมื่อก่อน
- ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน,
อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน, ขายตัว,
ส่วยตำรวจ
10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
- บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ,
นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย
ธุรกิจ เช่น
- สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
- ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
- อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
- สายการบิน (AIR ASIA)
- สถานีโทรทัศน์ (ITV)
- มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
- โรงพยาบาล (พญาไท)
- ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
- บริษัทโฆษณา
- ฯลฯ
11. คำพูด คำสัญญาของรัฐบาล ที่ไม่เป็นจริง
- ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สุริยะฯ)
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
- โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก
12. วีรกรรม และคำคม (ของทักษิณ)
- ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล
- ด่าวิชาชีพทนาย
- ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
- “UN ไม่ใช่พ่อ”
- “พวกนี้มันโจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
- “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
- “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
- “แมง…+++พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
- “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
13. คนดีมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
- ดร.เกษม วัฒนะชัย
- ดร.ปุระชัย เปรี่ยมสมบูรณ์
- นายวิโรจน์ นวลแข
ท้ายนี้หวังว่าผู้ที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นายกทักษิณ จะได้ตอบ
ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จต่อไป หากตอบไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือไม่ตอบ ไม่แก้ไข
และเมื่อคำถามมีมากขึ้น เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
- 14 ตุลา 16
- 6 ตุลา 19
- พฤษภาทมิฬ 35
มีนาคม 29, 2009 ที่ 10:18 am
addy
28/03/52 “พล.อ.สุรยุทธ์” แถลงโต้ “ทักษิณ” รับไปบ้าน”ปีย์”ถกปัญหาชาติ ปัดหารือแผนปฏิวัติ
http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D2596%2Ewma&program_id=23052
มีนาคม 29, 2009 ที่ 11:22 am
bikad
“กลุ่มคนรักป๋าเปรม” ออกแถลงการณ์โต้ “ทักษิณ” พาดพิงใส่ร้ายป้ายสีสถาบันองคมนตรี เร่ง “รบ.มาร์ค” จัดการด่วน อย่านิ่งเฉย ขู่พร้อมจะเข้าไปตอบโต้ “เสื้อแดง” ในทุกรูปแบบทันที
วันนี้ (29 มี.ค.) กลุ่มคนรักป๋าเปรม และสมาคมชาวสงขลา นำโดย นายวิรัตน์ ทองใบเพชร นายกสมาคมชาวสงขลา ได้นัดชุมนุมสมาชิกสมาคม และออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 โดย นายวิรัตน์ กล่าวว่า กลุ่มคนรักป๋า และสมาคมชาวสงขลา ขอคัดค้านและตอบโต้การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปราศรัยพาดพิงสถาบันองคมนตรี ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี เรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ จัดการกับผู้ชุมนุมและผู้ปราศรัย และควรรีบยุติการกระทำของคนเหล่านี้ ไม่ใช่ปล่อยนิ่งเฉย มิฉะนั้น กลุ่มคนรักป๋าเปรม จะเข้าไปคัดค้านตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุมทุกรูปแบบในทันที
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวหา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผ่านระบบวิดีโอลิงก์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ รวมถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000035671
มีนาคม 31, 2009 ที่ 1:56 pm
kasitta
“กษิต” ท้า “ทักษิณ” ดีเบต ไล่ลิ่วล้อสวะเกะกะ ไม่รักชาติ ถามกลับ “แม้ว” ให้เงินทำบุญแล้วทวงคืน เป็นเปรตหรือมนุษย์
วันนี้(31 มี.ค. ) ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงต่างประเทศ แถลงข่าวตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า คงจะทราบจุดประสงค์ว่าทำไมมาแสดงเองในวันนี้ สืบเนื่องมาจากคำกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณ จากต่างประเทศ ตั้งแต่เข้าแวดวงการเมืองมา 4-5 ปี ตั้งแต่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ดี หรือขึ้นมาอยู่เวทีพันธมิตรฯ ก็ดี สิ่งหนึ่งที่ตน ตั้งใจอยู่ตลอดเวลาคือจะพูดอะไรที่เป็นสาระ เนื้อหา อุดมการณ์ความชอบธรรม หรือวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของรัฐบาลระบอบทักษิณ ก็เพื่อให้เห็นความต่างว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างไร ด้วยเหตุผลอันใด ไม่มีเจตนาหรือความมุ่งมั่นใดๆ ที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดด้วย ตนมีความเป็นลูกผู้ชายและนักเลงเพียงพอ ที่จะไม่เล่นการเมืองใต้สะดือไม่เคยขึ้นไปกล่าวอะไรเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวเลย ทุกสิ่งทุกอย่างโยงการทำงานของตัวพ.ต.ท.ทักษิณ หรือระบอบทักษิณ ซึ่งปกครองประเทศหลายๆ ประเทศ และความต่างของตนกับพ.ต.ท.ทักษิณ คือเรื่องเนื้องาน นโยบายต่างประเทศ หรือความไม่ถูกต้องในแง่ของความสุจริตในการบริหารราชการ ตลอดมาตนได้พูดกับพ.ต.ท.ทักษิณในสิ่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีบันทึกรายงานขณะที่เคยเป็นที่ปรึกษาของพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ทำเนียบ ช่วงปี 45 ไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามา
นายกษิต กล่าวว่า “ลิ่วล้อของคุณทักษิณ ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ในสภาก็ทราบกันดีอยู่ เป็นเรื่องส่วนตัว สาดโคลนอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้รัฐสภาไทยสง่างาม แต่เป็นแค่ลิ่วล้อ มือปืนรับจ้าง สวะสังคมทั้งหลายก็ไม่ว่ากัน แต่วันนี้นายใหญ่ลงมาเล่นเอง ก็เป็นความยินดี ผมไม่อยากขึ้นเวทีชกกับเอฟวี่เวท แต่คุณทักษิณพร้อมเปิด ก็ขอต้อนรับด้วยความยินดี และขอท้าคุณทักษิณ เลยว่าอย่าเก่งแต่พูดคนเดียว เหมือนตอนเป็นนายกรัฐมนตรีก็พูดวันเสาร์คนเดียว ไม่กล้าไปสภา หนีสภาตลอดเวลา ไม่กล้าให้เวลาผู้นำฝ่ายค้าน หลีกเลี่ยงการปรากฎตัวที่สภา และมาบอกว่าวันนี้ข้าพเจ้าเป็นนักประชาธิปไตย ตัวเองสภาตลอดเวลาแต่มาบอกว่าเป็นนักประชาธิปไตยได้อย่างไร ไม่เคยคิดเล่นในระบอบรัฐสภา”
“คราวนี้คุณทักษิณลงมาเล่นเองแล้ว ก็ด้วยความยินดี ขอฝากคุณทักษิณว่าไอ้ลิ่วล้อทั้งหลายอย่าให้มาเกะกะหน้าตาผมได้ไหมครับ ออกไปห่างๆ พ่ายแพ้ในสภาหมดแล้ว ก็ออกมาตอแยผมนอกสภา จะเอายังไงแน่ จะเล่นกันบนท้องถนนหรือรัฐสภา เล่น 2 อย่างไม่ได้ เลือกเอาสักอัน ถ้าเกิดจะเล่นกันแล้วก็ขอท้าโต้วาทีกับคุณทักษิณ ให้คุณทักษิณ เลือกเวทีด้วย ไหนว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งนัก เอาบีบีซีไหมครับ ซีเอ็นเอ็นไหม อัลจาซีร่าไหม แล้วก็เลือกเวทีด้วย จะเอาที่สันป่าตองก็ได้นะครับ ที่เชียงใหม่ก็ได้ ที่ฮ่องกงก็ได้ ดูไบ ที่ไหนคุณทักษิณ โอ้อวดว่ามีเพื่อนเอยะแยะในต่างประเทศ เวทีไหนก็ได้ หรือสเตเดี่ยมของแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็ได้ ทุกเมื่อ พร้อมเสนอ ส่วนตัวผมมีเพื่อนๆเยอะแยะ ยาวเป็นเป็นแถวตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ และเวทีพันธมิตร เลือกเอาเลย ได้เลยครับว่าเขาจะสู้กับท่านหรือไม่ อย่ามาทำอวดเก่งคนเดียว พูดคนเดียว ฟังคนเดียว และโอ้อวดโกหกพกลม ไม่เอาขอวจริงมาพูด พูดกันด้วยสาระเนื้อหา อุดมการณ์ อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง นี่เป็นข้อที่ 1”
นายกษิต กล่าวอีกว่า อันที่ 2 ตนมาเป็นรัฐมนตรี 3 เดือน และออกต่างจังหวัด เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ออกต่างจังหวัด ในฐานะผู้ตรวจราชการ ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม ความมีเมตตา ความโอบอ้อมอารี ของผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งคือให้สตางค์เด็กๆ ก็ทำมาโดยตลอด โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ เป็นประเพณีมาตลอด ทุกยุคทุกสมัย หากรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปต่างประเทศนั้น จะมอบเงินส่วนหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย พนักงานท้องถิ่น หรือฝากไปทำบุญอะไรต่างๆ เหล่านี้
“คุณทักษิณ ให้สตางค์ผมหลายประเทศ ไม่เคยขอ และให้เอง เหมือนกับ ณ วันนี้ ทุกเช้า หรือวันพระ เราไปตักบาตร เอาของใส่บาตรให้พระภิกษุสงฆ์ ณ วันนี้ คุณทักษิณกำลังล้วงออกจากบาตร ถามว่าคุณทักษิณ เป็นมนุษย์หรือเป็นเปรต ในเมื่อทำบุญไปแล้ว ให้สตังค์ผมมาแต่ผมไม่ได้รับใช้ส่วนตัว แม้แต่สตางค์แดงเดียว เมื่อ 4 ปี ผมขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมไม่ลืมตรงนี้ เพราะผมจะกลายเป็นลูกทาสของคุณพ่อทักษิณ ผมจะไม่มีความสง่างาม หากตกอยู่ในอำนาจของทักษิณ ฉะนั้นคุณทักษิณ ขอความกรุณาอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง สตางค์ทุกบาท ผมเรียนคุณทักษิณ ทราบว่าเอาไปทำอะไร ยกตัวอย่างที่อินโดนีเซีย พนักงานท้องถิ่นเงินเดือนพันกว่าบาท เมื่อให้มาผมก็แจกทั่ว ชาวประมงไทยถูกจับก็มานอนที่สถานทูต ก็เงินคุณทักษิณ ทั้งนั้น ศาสนาพุทธเริ่มที่จะกลับมาที่อินโดนีเซีย ก็เงินคุณทักษิณ ที่ไปทำบุญ คุณทักษิณ จะเอาเงินเหล่านี้คืนหรือครับ และมีเจ้าหน้าที่ท้องที่ 2 คนที่สถานทูตอินโดนีเซียตายไปแล้ว คุณทักษิณ จะตายไปนรกหรือสวรรค์หรือครับ แต่ผมคิดว่าถ้าไปสวรรค์คุณทักษิณ คงไปไม่ถึง คงไปอีกทางหนึ่ง จะไปทวงคืนเขาเหรอครับ และวันนั้นคุณทักษิณ เป็นผู้ใหญ่ในสังคมไทย มีเมตตาธรรม ความโอบอ้อมอารี และวันนี้จะมาทวงหนี้จากบุคคลเหล่านั้น”รมต.ต่างประเทศกล่าว
นายกษิต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ทวงหนี้ ที่เยอรมันตนริเริ่มทำกงสุลสัญจรกับผู้หญิงไทยที่เป็นผู้หญิงหากิน ชีวิตจะเริ่มใหม่ที่เยอรมันก็ไปวัดวาอาราม เราก็เอาคนไปอบรมเขาในเรื่องการทำวิปัสสนา หรืออยากทำบุญก็ใช้เงินพ.ต.ท.ทักษิณ เล็กน้อยไมกี่ตังก์ ไม่ทราบว่าจะทวงคืนหรือไม่ 1 ล้านบาท เอาหรือไม่มาล้วงจากปากไปเลย มนุษย์อะไรช่วยเหลือเขาไปแล้ว แต่อยากทวงคืน ก็ไปบอกชาวบ้านว่าขอทวงคืน ไม่ไหวแล้วผู้ใหญ่ที่เคยเป็นถึงข้าราชการของกระทรวง และอีกครั้งตอนที่มีพายุในรัฐหลุยเซนามีคนไทยที่ได้รับผลกระทบ ก็ขอให้นายกฯทักษิณช่วย ก็มอบเงินผ่านนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริเดช มาให้ 2 หมื่นเหรียญ ทุกบาททุกสตางค์ก็ไปช่วยเหลือ จะทวงคืนหรือไม่ หรือคิดว่าตนยักหยอก อย่ามาทวงคืนกันเลยเรื่องแบบนี้มันบาปกรรม ช่วยเหลือเขาไปแล้ว และอย่ามาบิดเบือนข้อเท็จจริง นั้นคืออยากชี้แจงตนเป็นแค่ทางผ่าน ไม่เคยได้รับเงิน มีพอกินพอใช้ตามสภาพของตน
ส่วนประเด็นที่สาม เรื่องหนังสือเดินทาง เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณบอกจะส่งคืน ก็ยินดีไปรับ ก็บอกสถานที่มา อย่าทำตัวเป็นตุ๊ดตู่ในกระบอกไม้ซ่อนอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็พร้อมจะบินไปหา หรือไม่ก็ส่งคืนมาได้ ไม่ใช้แล้วเมื่อมีพาสปอร์ตของประเทศอื่นแล้วก็ดี หรือจะสละสัญชาติไทยแล้วก็ยิ่งดี เพราะมันรกแผ่นดินที่จะมีคนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในแผ่นดิน ไม่ใช้แล้วก็ส่งมา ทำจริงพูดจริงก็ขอให้ส่งกลับมา หรือไม่มีเงินแล้วตนก็ยินดีออกเงินค่าพาสปอร์ต หากจะให้ไปรับก็บอกมาว่าที่ไหน ยินดีไปทุกเมื่อ และจะได้หิ้วไวน์ไปด้วยสัก 2 ขวด เพื่อดื่มไวน์ด้วยกันในฐานะเพื่อนเก่าที่เคยวาดหวังอนาคตมาด้วย
สำหรับเรื่องตำแหน่งที่มาบอกว่าตนอย่างนั้นอย่างนี้ เราแชร์อุดมการณ์มาตั้งแต่ปี 1994 ตนเป็นทูตอยู่ที่อินโดนีเซีย ท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และท่านมาเยือนอินโดนีเซียเป็นประเทศแรก ตนถูกคอกัน ตนก็หลงรักพ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนคนอื่น ๆ ว่าเป็นคนสมัยใหม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่ไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางของเขา เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างประเทศและอยากทำงานการเมือง ตนก็ชื่นชมยินดีก็ชวนผมลงเขต 2 พรรคพลังธรรม กทม. และตอนหลังก็มาชวนลงผู้ว่ากทม. แต่เมื่อพล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลับมาที่พรรคพลังธรรม นี่คือที่มาที่ไป ก็เคยแนะนำนโยบายให้พรรคพลังธรรม ลางานมา 2 อาทิตย์ มาที่ตึกชินวัตรเพราะคิดว่าจะร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นเลิศ ก็ติดต่อกันมา เมื่อตนเป็นทูตที่เยอรมันท่านไปหาหลายครั้งทุกครั้งที่ติดต่อเรื่องโทรศัพท์กับบริษัทซีเมนส์ก็มาหาก็คุยกันว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นเลิศ จนกระทั่งกลางปี 43 ก่อนเลือกตั้ง 5-6 เดือน ก็โทรมาหาตนว่าไปหากันหน่อยที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ เมืองโคโลญน์ว่าจะพานายพานทองแท้ ชินวัตร มาร่วมงานโฟโต้เอ็กซิบิชั่น และก็เคยพูดบนเวทีพันธมิตรฯว่าภรรยาก็ใจหายว่าพ.ต.ท.ทักษิณก็คงจะเชิญมาร่วมงานแน่ และก็จริงว่าจะแชร์อุดมการณ์ว่าต้องทำให้เราเป็นเลิศแข่งกับเกาหลีใต้ และคาดหวังจะทำสำนักนายกรัฐมนตรีให้เป็นแบบไวน์เฮ้าท์ เพราะทุกอย่างในยุคโลกาภิวัตน์มันวิ่งเข้ามาที่ตัวนายรัฐมนตรี ดังนั้นต้องเคลื่อนไหวเร็วสู้เขาได้ มีเทคโนโลยีในการบริหารราชการ มีห้องที่เรียกว่า ชิมูเรชั่นรูม ว่ามีเหตุการณ์อะไรในประเทศไทย ฝนตกน้ำท่วมต้องเห็นสั่งการได้ทันที นั่นคือ การขายอุดมการณ์ความฝัน ภายใต้ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คุยกันอยู่ และพ.ต.ท.ทักษิณก็บอกว่าถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาลขอให้มาช่วยงานที่ทำเนียบ ตนก็ยุติหน้าที่ทูตและมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง แต่ช่วยราชการที่สำนักเลขาธิการนายกฯ ก็นั่งอยู่ก็ทำงานกัน และได้มอบหมายให้ทำงานหลายเรื่อง เช่น เรื่องเพชรซาอุดิอาระเบีย ก็ลงพื้นที่ภาคใต้และทำบันทึกขึ้นมาเสนอให้ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องโยกย้ายตำรวจ พ.ต.ท.ทักษิณก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะเป็นบ้านของเขา และตอนนี้สังคมไทยเป็นอย่างไร ฉะนั้นอย่ามาบอกอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งทีเสนอไปคืออนาคตของบ้านเมือง ไม่ใช่อ่านไม่รู้เรื่องแต่ไม่อยากฟังสิ่งที่เสนอไป และเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ล้างมือในการเมืองไป ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ ก็มาชวนให้มาช่วยงาน และคงไปขึ้นเวทีพันธมิตรมากไป ก็ขอถอนตัวออกมา และให้เหตุผลว่าเพราะชนกับนายเก่าเต็มที่แล้ว และไม่มีอะไรที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่คุยกันไว้ในทุกที่ มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำอย่างที่พูดกันไว้ ส่วนมุมมองของเขาก็เห็นว่าตนเป็นศัตรูกับเขา ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องว่าไม่ถูกกันเพราะมาแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกัน ที่เห็นว่าระบอบทักษิณ ไม่มีธรรมาภิบาลก็เท่านั้นเอง และที่สู้กันมาก็ไม่สู้ในทางลับ สู้กันบนถนน ในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่รักกันมา แต่ก็มาแตกกันเพราะการบริหารบ้านเมืองมันเป็นอื่น ซึ่งในวันหนึ่งก็ยังสามารถมานั่งคุยกันได้ตลอดเวลา เพราะไม่เคยที่จะบอกว่าไม่ชอบเป็นการส่วนตัว
วันนี้ก็ไม่มีไพ่อะไรจะเล่นแล้ว นอกจากจะพยายามขุดคุ้ยทำตัวเป็นหนอนอยู่ในโคลนตรมในสิ่งที่มันเน่าเฟะ ว่ามันมีอะไรในก่อไผ่ที่จะกระทืบผมจนดินได้ หมดปัญญาแล้วหรือ ไม่นักเลงพอแล้วหรือ ถึงให้ขุดคุ้ยและให้ลิ่วล้อทั้งหญิงทั้งชายขุดคุ้ยดูสิว่าเป็นอย่างไร เปียโนผมอยู่ไหนก็อยู่ที่บ้าน ผมซื้อมาแบบมือสองหนักกบาลใครหรือเปล่า และถ้าอยากจะเรียนก็พร้อมจะสอนด้วย ราคาไม่กี่สตางค์ หากมันไม่ได้กรอกแสดงในทรัพย์สินก็พร้อมที่จะถูกลงโทษ แต่ไม่มีอะไรที่จะต้องปกปิด ผมอยู่ทาวน์เฮ้าว์นักข่าวก็เห็นสภาพ ไม่ได้เป็นอีแอบซ่อนความร่ำรวย ไม่มีประวัติไม่มีในแบบนี้ และเลิกทำตัวเป็นหนอนได้แล้ว อยากจะรู้อะไรก็มาถามผมได้ ผมชี้แจงได้ ไม่อย่างนั้นไม่ขึ้นมายืนตรงนี้ ไม่มาเป็นรัฐมนตรี และคงมาสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ในที่แจ้ง และขอท้าพ.ต.ท.ทักษิณที่ไหนก็ได้ทุกเวที เอากันไหม และมาข่มขู่ประชาชนว่ามีกองกำลังทหาร ตำรวจ มีทหารเสื้อแดง ผมมีมากกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะรบที่ไหนวิธีใดก็ได้ แต่ผมไม่เคยวิงวอนให้พี่น้องออกมาแสดงพลังสู้ แล้วออกมาฟัดคนของคุณ หรือจะเอาตรงเกาะกง เกาะกูด ก็ได้ อย่าคิดว่าตนเองเป็นตท.10 แล้วมีเงิน จะบงการสังคมได้ และจะเอากองกำลังกุ้ย พวกไม่รักชาติ รักสถาบันทั้งหลาย จะใช้คนพวกนั้น ก็จะข่มขู่ผมได้ จะเอาทุกรูปแบบได้ทั้งนั้น และขอท้าด้วย แต่ผมรู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนขี้ขลาด พูดเก่งอย่างเดียวคือผ่านไมโครโฟน หนีสภา หนีการโต้วาที หนีศาล และมาด่าผมว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล พ.ต.ท.ทักษิณไปจบโรงเรียนายตำรวจ จบเมืองนอกได้อย่างไร แยกแยะอะไรไม่ถูกว่าผู้ก่อการร้ายสากลกับการพูดบนเวที เพื่อแสดงความคิดเห็นและอุดมการณ์สิ่งที่ไม่ดีในแวดวงการเมืองไทย อย่ามาสาดโคลน ใส่ร้าย เหมือนเด็กเมื่อวานซีนว่าไม่รู้จะทำอย่างไรก็ให้อีกฝ่ายโกรธ และหันเหสิ่งที่ถูกต้องไม่ให้มันถูกต้องมันไม่ใช่วิสัยของคนที่สง่างาม ไม่ใช่วิสัยของนักเรียนทุน ไม่ใช่วิสัยคนที่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และเมื่อสาดโคลนผมแล้วก็พยายามหาเรื่องฟ้องร้องคดีผมว่าไปกล่าวหาว่าอยากเป็นประธานาธิบดี ก็รู้อยู่แก่ใจว่าอยากเป็นอะไร หมดท่าแล้วก็วิ่งไปหาศาล ก็จำกันได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มี หนีศาลหนีค