You are currently browsing the monthly archive for สิงหาคม 2007.

การกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันที่ 23 ธ.ค. 2550 แม้ว่าจะยังมีทั้งความเห็นสนับสนุนและความเห็นคัดค้าน แต่ปรากฏว่ากลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู (The European Union-EU) ขอเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งในประเทศไทย และขอทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU (Memorandum Of Understand) กับคณะกรรมการการเลือกตั้งและรัฐบาลไทย โดยอียูจัดประเภทอยู่ในกลุ่มประเทศที่ล้มเหลว (Fail State) เช่นเดียวกับประเทศติมอร์

ก่อนหน้านี้ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาก็ได้ติดต่อโดยตรงไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดสุรินทร์ เพื่อขอตรวจสอบการลงประชามติ

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังหารือกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ถึงกรณีที่สหภาพยุโรปต้องการส่งคณะเข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งของไทยในช่วงปลายปีนี้แล้วเห็นตรงกันว่า ทางการไทยจะไม่ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ซึ่ง กกต.ได้มีหนังสือตอบกลับไปให้ทางอียูรับทราบแล้ว

“ได้มีการหารือกับประธาน กกต.ซึ่งแนวทางมี 2 วิธีการ คือ มาสังเกตการณ์หรือมาควบคุม ซึ่งการลงนามถือเป็นการควบคุมมากกว่า ซึ่งท่าน (ประธาน กกต.) ก็ไม่เห็นด้วย” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับกำหนดวันเลือกตั้งนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เห็นว่าที่ได้กำหนดไว้ในเบื้องต้นเป็นวันที่ 23 ธ.ค.นั้นมีความเหมาะสมแล้ว

ส่วนกรณีที่มีผู้ตังข้อสังเกตถึงการกำหนดวันเลือกตั้งโดยไม่ได้ฟังความเห็นจากพรรคการเมืองอาจส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโฆษะเหมือนปี 49 นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคการเมืองที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามจาก กกต.ได้ แต่เท่าที่ฟังแล้วเห็นว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับการกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 ธ.ค.50

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ไม่น่าจะส่งผลกระทบให้ต้องเลื่อนจัดการเลือกตั้งออกไป เพราะบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในเดือน ก.ย.นี้

ด้านน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวกรณีที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(อียู)จะขอส่งตัวแทน เข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยแต่ที่ไหนที่มีการเลือกตั้ง อียูก็จะให้ความสนใจมาสังเกตการณ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับฝ่ายรัฐบาลว่าต้องการให้อียูเข้ามาในแบบใด โดยรัฐบาลต้องไปปรึกษากับ กกต. ในการกำหนดขอบเขต ทั้งนี้หากประเทศไทยจะปฏิเสธก็สามารถทำได้แต่ไม่ดี อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า อียู ควรมาเพียงแค่สังเกตการณ์ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรมเท่านั้นไม่ควรที่จะมายุ่ง เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่ถือเป็นกิจการภายใน
Read the rest of this entry »

Written by: AFP


Thailand defender Suree Sukha, seen here in May 2007, is set to complete a move to Manchester City. Suree will become the first Thai to play in the Premier League.

Thailand defender Suree Sukha, seen here in May 2007, is set to complete a move to Manchester City. Suree will become the first Thai to play in the Premier League.

BANGKOK (AFP) – A Thai football star will join Manchester City, owned by the kingdom’s ousted premier Thaksin Shinawatra, becoming the first Thai to play in the Premier League.

Suree Sukha, a 25-year-old defender, was chosen from three Thai players who were on a two-week trial, Thaksin’s lawyer Noppadon Pattama said Thursday.

“Suree will be the first Thai player to play in the Premier League. His work permit is now being processed,” the lawyer told reporters.

Read the rest of this entry »

รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนชุดใหม่ 37 คนประกอบด้วย

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค

รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย

1.นายยงยุทธ ติยะไพรัช 2.พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว3.นายไชยา สะสมทรัพย์ 4.นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ 5.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ 6.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ 7.นายสัมพันธ์เลิศนุวัฒน์ 8.นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ 9.น.ส.สุภาพร เทียนแก้ว 10.นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล

เลขาธิการพรรคคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

รองเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย

1.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 2.นายนพดล ปัทมะ 3.นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ 4.นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ

ตำแหน่งเหรัญญิกพรรค คือนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง เป็นโฆษกพรรค

กรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย

นายศรีเมือง เจริญศิริ นายสุธา ชันแสง นายมงคล กิมสูนจันทร์ พ.ต.ท.ไวพจน์อาภรณ์รัตน์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ นายนิสิต สินธุไพร นายธีระชัยแสนแก้ว นายวีระพล อดิเรกสาร นายสุทิน คลังแสง นายอิทธิ ศิริลัทธยากร นางมาลินี ภูตาสืบ น.ส.ปิยะรัตน์ เทียนแก้ว น.ส.ศรัญญาแสงวิมา น.ส.มนัสปรียา ภูตาสืบ น.ส.กาญจน์ณิชา แต้มดี นายกิตติกร โล่ห์สุนทร นายบุญลือ ประเสริฐโสภา และนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ

Read the rest of this entry »

ประชาไท – 27 สิงหาคม 2550 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) ได้ออกแถลงการณ์หลังผลการลงประชามติ 19 สิงหาคม 2550 โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งประณามความไม่ชอบธรรมของกระบวนการลงประชามติของคณะรัฐประหาร เช่น มีการใช้อำนาจรัฐข่มขู่ชาวบ้าน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

แถลงการณ์ยังมีความเห็น ในกรณีที่ “กลไกของ คมช. ทั้งหลายรวมทั้ง กกต. นักวิชาการ สื่อมวลชนและนักการเมืองผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ต่างก็ออกมากล่าวดูหมิ่นเสียงของประชาชนที่ไม่รับร่างว่า เป็นฐานเสียงที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของพรรคไทยรักไทย เป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นเสียงที่มาจากการใช้เงินอย่างมหาศาลของกลุ่มอำนาจเก่า เป็นกลุ่มคนจนที่คิดอะไรไม่ได้ไกลมากกว่าเรื่องการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฯลฯ โดยไม่ได้ตระหนักว่า 10 ล้านเสียงที่ยืนยันไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่อำนาจรัฐหลอกล่อ ตบตา ครอบงำ ข่มขู่ ด้วยวิธีการสารพัดนั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร ต้องการบอกอะไรต่อผู้มีอำนาจและต่อสังคมบ้าง …

ดังนั้นการไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน นี่ย่อมผิดหลักการทำประชามติ ผิดหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ผิดหลักการสร้างความสมานฉันท์ และไม่เคารพสิทธิพลเมือง” แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กสส. ยังเสนอข้อเรียกร้องต่อสังคม 7 ประการ โดยตอนหนึ่งระบุว่า “แม้เสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติครั้งนี้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็หมายถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ขอให้ผู้ถืออำนาจรัฐไม่ว่าในปัจจุบัน หรือในอนาคต สำนึกว่า สิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจากการรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในบรรยากาศของการรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชนจำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้ต้องถูกประณามให้ตายไปจากสังคมไทยได้แล้ว”

แถลงการณ์กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน

การลงประชามติ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 เป็นการลงประชามติที่มีผลสืบเนื่องจากการทำการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดยการฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยที่กระบวนการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญได้ถูกกำหนดโดยคณะรัฐประหารทั้งสิ้น

การลงประชามติก็เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร โดยสิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นแล้ว กล่าวคือ

1. กระบวนการลงประชามติไม่ได้สร้างทางเลือกให้กับประชาชน ประชาชนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ารัฐธรรมนูญในอนาคตจะมีเนื้อหาอย่างไรหากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. การลงประชามติที่ดำเนินไปในขณะที่ประชาชนใน 35 จังหวัด ได้ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารมีอำนาจในการควบคุมทุกอย่าง ประชาชนไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆเช่นสังคมปรกติ

Read the rest of this entry »

คุณสมัคร สุนทรเวชในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์ในรายการตัวจริงชัดเจนทางสถานีโทรทัศน์ TITV

ช่วงที่ 1

ช่วงที่ 2

ช่วงที่ 3

ศรายุธ ตั้งประเสริฐ

23 สิงหาคม 2550

บทความนี้ต้องการที่จะนำเอาความคิดเห็นในการลงประชามติของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารมาอธิบายโต้แย้งกับการอธิบายถึง “ลักษณะทางการเมืองที่ล้าหลังของคนอีสาน”โดยคณะรัฐประหาร ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และกลไกของ คมช. นักการเมือง นักวิชาการและสื่อมวลชนกระแสหลัก รวมไปถึงการโต้แย้งชุดความเข้าใจที่ฉาบฉวยและตื้นเขินของบรรดาคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนยากจนในชนบท

ทำไมคนมุกดาหารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จังหวัดมุกดาหารมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจในหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. เมื่อเปรียบเทียบกัน มุกดาหาร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรในภาคชนบทซึ่งมีฐานะยากจน แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าคนเมือง

2. มุกดาหาร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เป็นพื้นที่ที่มีการแก่งแย่งกันตลอดเวลาของหลายพรรคการเมือง เช่น ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ราษฎร กิจสังคม ฯลฯ

3. ผลจากการที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยทำให้มุกดาหารได้รับอานิสงส์ หลังเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 จังหวัดมุกดาหาร ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตกฎอัยการศึก

ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเขตกฎอัยการศึก แต่ก่อนการลงประชามติ ในจังหวัดมุกดาหารมีการเคลื่อนไหวของ กอ.รมน. และกลไกของมหาดไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การทำปฏิญญาหมู่บ้านในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โครงการอาสาสมัครพัฒนาประชาธิปไตย การลงมาตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี การสัมมนาผู้นำชุมชน แบบสำรวจความคิดเห็น เอกสารเผยแพร่ของจังหวัดและ กอ.รมน. ตลอดจนการประชุม/สัมมนาที่จัดโดยองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งการวิ่งรถโฆษณาของนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้กระทำในวาระของการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่เนื้อหาที่แท้จริงแล้วก็คือการจูงใจให้ประชาชนไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
Read the rest of this entry »

ภาค   คะแนนรับ คะแนนไม่รับ ร้อยละที่รับ ร้อยละที่ไม่รับ
กลาง-ตะวันออก   5,437,066 2,726,361 66.60 33.40
อีสาน   2,913,715 4,897,610 37.30 62.69
หนือ   2,748,707 2,372,280 53.68 46.32
ใต้   2,967,759 390,978 88.36 11.64
กรุงเทพฯ   1,487,093 792,694 65.23 34.77
รวม   14,727,407 10,747,310 57.81 42.19
  • ผลการลงประชามติ แยกเป็นรายจังหวัด
    Read the rest of this entry »
  • วันที่ 18 สิงหาคม 2550 เวลา 9.30น. แกนนำและสมาชิกพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่งได้จัดงานอำลาพรรคไทยรักไทยอย่างเป็นทางการด้วยบบรรยากาศที่เศร้าสลด แต่ก็เปี่ยมด้วยพลัง

    สไลด์โชว์ประมวลภาพ “วันอำลา อาลัยพรรคไทยรักไทย” พร้อมฟังเพลง “ปลุกใจไทยรักไทย” ในตอนท้าย

    แม้จะทำลาย ร่างกาย ให้ย่อยยับ
    แต่ไม่อาจ มาดับ วิญญาณได้
    แม้จะเหยียบ ย่ำยี สักเพียงไร
    ก็อย่าหมาย ได้ใจ ไปครอบครอง

    วิญญาณ ประชาธิปไตย ยังมั่นคง
    ยังจะร่วม ฝ่าฟัน อย่างถูกต้อง
    แม้เผด็จการ ปลิดร่าง ก็อย่าปอง
    ไทยรักไทย พี่น้อง ต้องร่วมกัน

    เรายังไม่ ตายจาก เรายังอยู่
    ยังจะต้อง ต่อสู้ อีกหลายขั้น
    ยังจะมี บัญชี ชำระกัน
    เพื่อประชา สุขสันต์ นิรันดร์ไป

    ก็แค่เพียง ละคร ในตอนหนึ่ง
    จะกล่าวหา ทะลึ่ง ใครก็ได้
    จะฟาดฟัน เข่นฆ่า ก็ว่าไป
    แต่ความจริง ไทยรักไทย ยังอยู่ยง

    ยังอยู่ คู่ชาวบ้าน คนรากหญ้า
    ยังเป็น ขวัญใจของประชา อย่างประสงค์
    ทักษิณ อยู่ในใจ อย่างมั่นคง
    ไทยรักไทย ยังทระนง คงหลักการ

    จะยืนหยัด ต่อสู้ ผู้กดขี่
    ไทยรักไทย ย่อมเกิดมี ทุกหย่อมย่าน
    ไทยรักไทย สมานใจ ตลอดกาล
    จะต่อสู้ เผด็จการ จนชีพวาย

    และนี่เป็นบทเพลงที่ใช้ขับขานในวันอำลา…..“หนึ่งเดียว นิรันดร์”

    และ “ดอกไม้จากใจชน

    แถลงการณ์จาก พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

    ภายในระยะเวลาสองสามวันข้างหน้า คณะรัฐประหารในประเทศไทยจะเพิ่มการดำเนินการต่างๆ เพื่อทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของผม ทั้งนี้ เพราะความที่คณะรัฐประหารหวาดกลัวว่าความชื่นชอบของพี่น้องประชาชนที่ยังรักและห่วงใยผม อาจส่งผลต่อการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำโดยบุคคลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคมนี้

    ผมไม่ได้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่เคยทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง บรรดาข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อผมและครอบครัวล้วนเป็นการกล่าวหาที่มาจากมูลเหตุทางการเมืองทั้งสิ้น

    คณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลของผมซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายความปรารถนาของพี่น้องชาวไทยที่ใฝ่หาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีอย่างไรก็ตาม

    ผมพร้อมที่จะต่อสู้ทุกคดีและทุกข้อกล่าวหาเมื่อผมมีความมั่นใจว่า ผมสามารถต่อสู้คดีได้ในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ภายใต้การครอบงำและแทรกแซงจากรัฐบาลทหาร

    ผมหวังว่า สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศจะเสนอข่าวเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรมโดยโปรดระลึกเสมอว่าผมยังไม่ได้ถูกพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีใดๆ และผมเป็นผู้บริสุทธิ์

    Truethaksin.com : The Truth Shall Set You Free

     

    คุณผู้อ่านสามารถรับฟังเสียงการอภิปราย ‘รัฐธรรมนูญ 2550กับทิศทางการเมืองไทยในอนาคต‘ และ ‘ดีเบตรัฐธรรมนูญ 2550 รอบที่2‘ ได้ตามลำดับ จากคลิปเสียงข้างล่างนี้

    เมื่อวันที่ 17 สค. 2550 คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิ คอนราด อเดนาวร์ได้จัดการอภิปรายในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ 2550 กับทิศทางการเมืองไทยในอนาคต” ณ ห้องประชุมใหญ่ สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผู้เข้าร่วมอภิปรายแบ่งออกเป็น 2 ทีมคือ ทีม “รับรัฐธรรมนูญ” และ ทีม “ไม่รับรัฐธรรมนูญ”

    ทีม “รับรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย
    1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ
    2. รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    และ
    ทีม “ไม่รับรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย
    1.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
    2.รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
    3. รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    Read the rest of this entry »

    แปลและเรียบเรียงโดยคุณ tiger101 จาก ประชาไท

    ที่อำเภออาจสามารถ ประเทศไทย 16 ส.ค. – แม้จะออกหมายจับเขาในสัปดาห์นี้ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งก็ยังคงเป็นวีรบุรุษสำหรับชาวชนบทผู้ยากจน

    เป็นเวลาเกือบปีหลังจากเขาถูกให้ออกจากตำแหน่งในการปฏิวัติโดยไม่เสียเลือดเนื้อ ชาวนาในอาจสามารถ อำเภอที่มีการปลูกข้าวที่ซึ่งทักษิณได้ออกรายการโทรทัศน์แบบเรียลลีตี้โชว์ในการเยี่ยมเยือนของเขาเมื่อปีที่แล้ว ยังคงพูดถึงโครงการที่ทักษิณได้ริเริ่มและสัญญาลมๆแล้งๆของผู้ปกครองก่อนหน้าทักษิณ

    ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่จะเอาใจใส่ต่อเกษตรกรมากเท่ากับทักษิณ” ประดิษฐ์ แสงธรรมาส กล่าวใกล้ๆทุ่งนาที่คนอยู่ต่างแดนอย่างทักษิณได้เคยสัญญาว่าจะจัดหาระบบชลประทานให้ แต่มันก็มลายไปภายหลังจากที่ทักษิณต้องพ้นจากตำแหน่ง

    ระหว่างที่เขาเยือนอาจสามารถเป็นเวลา 3 วัน ทักษิณได้หาทางแก้ปัญหาแบบ “บูรณาการ” เพื่อขจัดปัญหาความยากจนและสั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดหาสิ่งที่ “ผู้ป่วย”ชาวชนบทของเขา ต้องการ

    สมร โพธิบุญมี อายุ 71 ปี กล่าวถึงทักษิณ อดีตนายตำรวจผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจโทรคมนาคม ว่า เป็นคนทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ในระหว่างการหาเสียงซึ่งเขาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย 2 ครั้ง

    สมรผิดหวังกับโทรทัศน์ไทยในการเสนอข่าวในแง่ร้ายเกี่ยวกับทักษิณ เธอพูดเหมือนกับเกษตรกรนับล้านคนว่า เธอชอบนโยบายกองทุนหมู่บ้านซึ่งให้เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ โครงการรักษาสุขภาพแบบเกือบฟรีสำหรับคนจน และโครงการสงครามต่อต้านยาเสพติด

    เขาพูดว่าเขาจะขจัดยาเสพติดและเขาก็ทำตามคำพูด แต่หลังจากเขาต้องออกไป ยาเสพติดก็กลับมาแทบทุกซอกทุกมุม และตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้” สมรพูดถึงนโยบายเมื่อปี 2546
    Read the rest of this entry »

    Sticky Topics

    Watch videos at Vodpod and other videos from this collection.

     

    สิงหาคม 2007
    พฤ อา
    « ก.ค.   ก.ย. »
     12345
    6789101112
    13141516171819
    20212223242526
    2728293031  

    a

    StatCounter

    Blog Stats

    • 174,492 hits

    Flickr Photos

    I'm in Chicago with my babe

    National Monument, Calton Hill

    Orchy trees

    More Photos

    ป้ายกำกับ