Mission Statement
เราเป็นนักสังเกตการณ์ทางสังคมที่สังเกตเห็นความผิดปกติของการเมืองไทยตั้งแต่ปลายปี 2547 ถึงปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชิณวัตรคือพลังขับเคลื่อนทางการเมืองที่ก่อผลสะเทือน ทางสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ปัจจุบันท่านยังดำรงฐานะที่เป็นตัวแปรทางการเมืองของประเทศไทย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชิณวัตร จึงเป็นบุคคลที่น่าศึกษาไม่เพียงเพราะเราเป็นนักสังเกตการณ์ทางสังคมเท่านั้นแต่เหตุการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันมีลักษณะพิเศษและเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญต่อความเป็นไปของการเมืองในอนาคต
จากการสังเกตการณ์ทางสังคมที่ผ่านมาเราพบว่านายกทักษิณได้ทำการพิสูจน์กระบวนการทางสังคม จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุนท่านไม่สามารถต้านอำนาจปืนของกองทัพและยังสร้างคำถามใหม่ๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วการยึดอำนาจของกองทัพเป็นเจตนาของกองทัพหรือเป็นความต้องการของพลังอำนาจอื่นกันแน่ ภายหลังการถูกยึดอำนาจดูเหมือน เกียรติยศ ชื่อเสียง ผลงานและสายสัมพันธ์ระหว่างท่านกับประชาชนก็พลอยถูกทำลายไปด้วย
เราพบว่านายกทักษิณตกอยู่ในวงล้อมของพวกสื่อมวลชนไทยสมคบกับนักวิชาการผู้กระหาย ตำแหน่งและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระเหี้ยนกระหือรือ รวมหัวกันทำร้ายท่านอย่างอยุติธรรมและไร้ยางอาย
เราจึงจัดทำ Blog ภายใต้ชื่อ thaksin.wordpress.com เพื่อรวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านเพื่อให้คนไทยอีกจำนวนมากได้ ้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามประสาคนที่เคยรักและศรัทธาท่าน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คมช.และ ICTของรัฐบาลไทยไม่ทำตัวเป็นมารที่ตามจองล้างจองผลาญ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและความรัก ศรัทธาที่เรามีต่อท่านนายกทักษิณที่ยังอยู่ในใจของเราตลอดไป




12 comments
Comments feed for this article
พฤษภาคม 21, 2007 ที่ 3:12 am
สิทธิเดช วงศ์วสุเศรษฐ์
เยี่ยมมากครับ
พฤศจิกายน 11, 2008 ที่ 1:14 am
พิษณุ พรหมสร
ประชาชนส่วนใหญ่ กำลังรอคอยท่านกลับมา ขอให้ท่านและครอบครัวจงมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
มีนาคม 21, 2009 ที่ 2:43 am
niparporn
สรุปการจาบจ้วง
1. การถวายบัตรทอง
2. การทำบุญที่วัดพระแก้วคงไม่ได้ผิด แต่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ดังที่พลเอกพิจิตร องคมนตรีได้พูดไว้แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว การทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตวัดศุกร์เพื่อทำพิธีในวันอาทิตย์ก็ไม่เหมาะสม มีคำถามปลีกย่อยที่ไม่ได้ตอบ จริงๆแล้วโดนกล่าวหาว่าแก้เคล็ดเสริมดวงชะตาในโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะหมอดูบอกว่าต้องทำในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ วัดพระแก้วเปรียบเสมือนสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระอินทร์บน สวรรค์ ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ และเปรียบเสมือนเป็นวัดส่วนพระองค์ ไม่เคยมีใครกล้าหาญชาญชัยไปทำอย่างนี้ ที่เคยเป็นมา และกระทำอย่างลุกลี้ลุกลน หากทำบุญประเทศจริงๆ อื่นได้ แม้จะให้นายวิษณุ เครืองาม และนายธงทอง จันทรางศุ ออกมาชี้แจง ประชาชนไม่เชื่อ
3. ตั้งสังฆราช 2 องค์ ทั้งที่อำนาจในการแต่งตั้งเป็นของพระมหากษัตริย์
4. เมื่อ ปธน.ฝศ.จ๊าก ชีรัค มาเยือนไทย และพระเจ้าอยู่หัวไปรับที่สนามบิน ทรงแนะนำให้จ๊าก ชีรัค รู้จักคนสำคัญฝ่ายไทย พอถึง พ.ต.ท.ทักษิณๆ พูดทักทายกับจ๊ากหลายนาทีโดยไม่สนใจในหลวงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเลย แสดงความสนิทสนมกับจ๊าก ชีรัค ซึ่งคนดูทีวีเห็นแล้วขัดลูกนัยน์ตา เพราะถ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ควรทักทายจ๊าก ชีรัคสั้นๆ เพราะวันรุ่งขึ้นก็ต้องพบปะเจรจากันอยู่แล้ว แต่นี่กล้าทำต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่สนใจพระเจ้าอยู่หัวเลย
5. การพูดว่านายกเซ็นโผทหารไปแล้วใครจะกล้าแก้หลังจากทูลเกล้า เป็นเรื่องไม่สมควร ในหลวงทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ซึ่งสูงที่สุดสำหรับทหาร การไปตีกอล์ฟเลี้ยงฉลองกันล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าก็ไม่ใช่เรื่องควรปฏิบัติ
6. การที่แม่คุณหญิงไปที่จตุจักรแล้วพูดกับคาราวานคนจนแล้วพาดพิงสถาบัน ก็ไม่เหมาะ ใครจำได้ว่าพูดยังไงช่วยเติมให้หน่อย
7. การไม่น้อมรับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใส่ใจ ในขณะที่สหประชาชาติชื่นชม และ ดร ศุภชัย บอกว่านี้คือทางรอดของประเทศโลกที่ 3 ในหลวงทรงย้ำเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่เคยใส่ใจ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกของพรรคไทยรักไทย ได้ออกมาวิจารณ์ทำนองว่า พระราชดำริว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่น่าจะนำประเทศไปรอดได้ สิ่งที่จะนำประเทศไปรอด คือ ระบบทุนนิยม เท่านั้น
7.. การไม่นำเรื่อง BIO diesel ตามพระราชดำริ มาดำเนินการต่อเพราะมีผลกระทบต่อกำไร ปตท.
8. จากพระราชดำรัสวันที่ 4 ธค ที่ ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโครงการพระราชดำริไม่ค่อยได้รับความใส่ใจจากรัฐบาล โดยไม่จัดสรรเงินงบประมาณไปให้ ในหลวงต้องใช้เงินส่วนพระองค์ ไม่เหมือนรัฐบาลก่อนๆ
9. การซื้อเครื่องบินส่วนตัวก่อนเครื่องบินพระที่นั่ง แถมยังขายเฮลิคอปเตอร์ส่วนพระองค์ด้วย รายละเอียดดูได้จาก VCD รู้ทันทักษิณที่ ให้ข้อมูลโดยทหารอากาศ ไปหาดูกันเอง
10.. การละเมิดพระราชอำนาจก็ชัดเจนในหนังสือของคุณประมวล รุจนเสรี ซึ่งไม่มีในห้องสมุดพรรคไทยรักไทย
ไม่เชื่อไปอ่านดู โดยเฉพาะบทนำที่ในหลวงทรงชื่นชมความถูกต้องของหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่ง
11. กลั่นแกล้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑากา ผู้ว่า สตง. ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะคุณหญิงไม่ยอมเป็นพวก โดยใช้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการ โดยไม่คำนึงถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งที่ยังไม่มีอะไรมาลบล้าง ต่อมาแม้จะได้รับสัญญาณ อีกทั้งท่านราชเลขาธิการแจ้งให้ทราบว่าต้องทำอย่างไร ก็ยังไม่ทำจนกระทั่งถูกวิจารณ์อย่างมากและไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องทำเมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2549 ทั้งที่ปล่อยให้เรื่องค้างคามากกว่า 1 ปี 7 เดือน
12. ให้นายดุสิต ศิริวรรณ กล่าวโจมตี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อทำลายความเชื่อถือเพราะระแวงว่า ดร.สุเมธ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทาน
13. การพูดว่าให้เป็นเสือ อย่าเป็นหมา ก็หมิ่นเหม่เหลือเกิน ถ้าไม้ที่ไปแหย่นั้นหมายถึงศาลแล้ว เสือมันจะไปกัดคนถือไม้ ช่วงเวลาที่พูดก็น่าคิด หวังว่าไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้นะ
14. ทำไมต้องเอาตราครุฑออกจากบัตรประชาชนรุ่นใหม่หรือทำให้มองไม่เห็น กำลังคิดอะไรอยู่
15. การใช้ธงทรงพระเจริญมาให้ประชาชนโบกเชียร์ก็ดูไม่เหมาะสม ครั้งแรกอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มีครั้งที่สองอีก
16. การชอบปล่อยข่าวหลังเข้าเฝ้า ให้ประชาชนเข้าใจผิดในหลวงทรงรับรู้ทุกเรื่องแล้ว
17.ทำไมต้องเปลี่ยนบัตรข้าราชการซึ่งแปลว่าผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ(บาล)
18. การพูดจาที่ไม่เหมาะสมก็ไม่เคยออกมาขออภัยโทษ อาทิ “ถ้าผมไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี” และ “ถ้าพระเจ้าอยู่หัว กระซิบที่หูผมสักนิดว่า ทักษิณ ลาออกเถอะ ผมจะลาออกทันที” เป็นวาจาที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ตีตนเสมอ
19. การเปิดเวบด่าศาลซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษก็ไม่มีการจัดการทางกฎหมาย
20. การเปิดคลื่นด่าศาลที่ 94.25 92.75 102 105 ก็ดูเหมือนน้อมรับแต่ปาก
21. การบังคับให้ ดร บวรศักดิ์ ทูลเกล้าเรื่องพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั้งๆที่ กกต จะอยู่หรือไป ก็ไม่สมควรทำ ต้องการให้มีผลคุ้มครอง กกต โดยไม่สนใจเรื่องอื่น
22. การส่งกฎหมายผิดๆถูกๆ ขึ้นทูลเกล้า ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องสมบูรณ์
ประมวลความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมาสรุปเป็นกลุ่ม ๆ ได้เป็น 11 กลุ่ม 11 ข้อหา ดังต่อไปนี้
1. ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540
2. ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ (ละเมิดพระราชอำนาจ)
3. ทำลายสถาบันศาสนา
4. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
5. ขายสมบัติชาติ
6. แบ่งแยกดินแดน
7. ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
8. ทำลายวินัยทางการคลัง
9. ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
10. ทำลายกระบวนการยุติธรรม
11. ทำลายจิตวิญญาณของชาติ
ขอขยายความแต่โดยสังเขปให้เหมาะกับเนื้อที่ ดังต่อไปนี้
ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยฯ คือการตรวจสอบ ถ่วงดุล เป็นระบบที่มีเหตุมีผล สังคมเปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะประชาธิปไตยเชื่อว่า สังคมเปิดที่ไม่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี จะเป็นเครื่องกำกับการใช้อำนาจของผู้ปกครอง แต่ระบอบทักษิณได้ทำลายกลไกทั้งหมด
* ทำลายและครอบงำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล — คือ ส.ส. (ใช้กุศโลบายยุบรวมพรรค) ส.ว. (ซื้อ, แทรกแซง) และองค์กรอิสระ (ซื้อ, แทรกแซง และเข้ากำกับตั้งแต่ขั้นสรรหาและขั้นเลือกในวุฒิสภา)
* ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ครอบงำสื่อ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนั้น ระบอบทักษิณยังทำลาย “วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย” อย่างถึงราก
รูปแบบการเมืองแบบประชาธิปไตยสากลจะใช้ได้ผล ต้องควบคู่ไปกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบ[ประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปากอ้างกติกา ๆ แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่รู้ว่ากติกาประชาธิปไตยสากลนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเลือกตั้งและเสียงข้างมาก เขาไม่เคยรู้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็คือ การเคารพสิทธิ การเคารพเสรีภาพ และการมีมาตรฐานทางจริยธรรม
นายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร ต้องมีมาตรฐานของความรับผิดชอบมากำกับ ยกตัวอย่างเช่น
* กฎหมายไม่ผ่านขั้นตอน – ต้องลาออก
* มีข้อครหาเรื่องคนใกล้ชิดและโคตรเหง้าคอรัปชั่น — ก็ต้องออก
* หรือแม้แต่ประชาชนจับได้ว่าโกหก — ก็ต้องออก
แต่นี่ – พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรท่องแต่คาถา “กูไม่ออก”, “กูไม่สน” และ “กูไม่ผิด” พระราชกฤษฎีกาแปรรูปกฟผ.ถูกศาลปกครองพิพากษาว่าเป็นโมฆะ 2 ฉบับ ตัวเองในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโอกงการก็ไม่ยอมลาออก, คอร์รัปชั่นกันโครม ๆ ก็ไม่ออก, โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า ก็หน้าด้านอยู่ได้เรื่อย ๆ
ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
มีพฤติกรรมจาบจ้วง ใช้วาจาไม่เหมาะสม ละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำซ้อน หลายเรื่อง
ล่าสุดก็คือกรณีเปิดยุทธการชนฟ้าระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 กล่าวถึงผู้เสมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ทำลายสถาบันศาสนา
ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติของศาสนาพุทธ แบ่งแยกคณะสงฆ์ และสร้างความแตกแยกให้พี่น้องมุสลิม
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในสมัยรัตนโกสินทร์ แยกไม่ออกจากราชประเพณี โดยธรรมเนียมการแต่งตั้ง ต้องมีความเห็นชอบส่วนพระองค์ลงมาด้วย แต่บังอาจสร้างกติกาใหม่ เรื่องการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำให้เกิดสภาวะสมเด็จพระสังฆราชซ้อน 2 พระองค์ โดยไม่กราบทูลขอพระราชทานคำชี้แนะ
ทะเลาะกับองค์กรมุสลิมโลก — แนะให้เลขาธิการโอไอซี กลับไปอ่านอัลกุรอานใหม่
ศาสตราจารย์อิกเมเล็ดดิน อิซาโนกลู เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม (OIC) ออกแถลงการณ์ที่นครเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2548 แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยระบุว่า กังวลกับข่าวความรุนแรงต่อชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทย เน้นถึงความสำคัญของการเคารพในสิทธิมนุษยชนในทุกสถานการณ์ และการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
โลกมุสลิมมองว่าไทยเกี่ยวข้องกับการทำร้าย และไม่ให้สิทธิที่เท่าเทียมกับชาวมุสลิม เป็นปัจจัยเสริมให้ความรุนแรงในภาคใต้มากขึ้น
ล่าสุดสนับสนุนให้คนของตัวเองเข้าไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตั้งพรรคการเมืองใหม่
อภิมหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
สมัยก่อน “โคตรโกง” แต่สมัยนี้ “โกงกันทั้งโคตร” หนักไม่หนักคิดดูก็แล้วกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ต้องมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ทรงแช่ง
เป็นการโกงแบบใหม่ที่เนียนกว่าเก่า ใช้อำนาจหาผลประโยชน์มิชอบแก่ตนและพวกพ้อง ผ่านนโยบายสาธารณะที่มีวาระซ่อนเร้นทับซ้อนอยู่
สร้างมาตรฐานค่าคอมมิชชั่นใหม่ จากเดิม 10 % มาเป็น 30 %
ขายสมบัติของชาติ
เป็นการขายโดยผ่านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยึดสมบัติชาติเป็นสมบัติตัวและพวกพ้อง ผ่านทางการกระจายหุ้นในตลาด และให้ Nominee ทั้งไทยและฝรั่งเข้ามาถือครอง
ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมถือครองรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติชาติ
ขายสถานีโทรทัศน์ และดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเรื่องความมั่นคง ให้ต่างชาติ
แบ่งแยกดินแดน
กระบวนทัศน์แบบพ่อค้าทำให้ปัญหาภาคใต้ถึงวิกฤต และแบ่งแยกคนในชาติเป็นฝ่ายไทยรักไทย กับฝ่ายไม่ใช่ไทยรักไทย ตอนแรกคิดว่าโจรกระจอก เด็ดแต่ตัวหัว ๆ สัก 200 กว่าคนก็พอ
ประกาศสาเหตุว่าเพราะภาคใต้ไม่ได้รับการพัฒนา จึงทุ่มเงินลงทุน ซึ่งก็คือกระบวนท่าเงินฟาดหัวแบบเดิม ๆ ทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจ เชื่อขันทีใกล้ชิด รื้อโครงสร้างการจัดการใหม่ จนเหตุเลวร้ายถึงที่สุด
ทะเลาะกับมาเลเซีย และโลกมุสลิม
ไม่กล้าลงไปภาคใต้ ไม่เน้นพัฒนาภาคใต้จริง ๆ จัง ๆ เพราะภาคใต้ไม่เลือกไทยรักไทย
ประกาศว่าพื้นที่ไหนเลือกส.ส.พรรคไทยรักไทยยกจังหวัด จะมาช่วยก่อนเป็นอันดับแรก
ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
ละเลยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมก่อนการเผชิญหน้ากับกระแสทุนโลกาภิวัตน์
ภูมิคุ้มกัน = ปรัชญาแห่งความพอเพียง รู้เท่าทัน
เดินตามกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบรู้เท่าไม่ทัน เร่งรัดเอฟทีเอ. อย่างมีเงื่อนไขผลประโยชน์ตัวเองทับซ้อน (เจรจาดาวเทียม – สื่อสาร – ยานยนต์)
ความรู้เท่าทันและพอเพียง ต้องเริ่มจากระดับจิตใจ – กระบวนทัศน์ – โลกทัศน์ – คุณธรรม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มจากจุดนี้
นโยบายเศรษฐกิจแบบสุ่มเสี่ยงบ้าระห่ำ แทนที่จะ “ลดด้านทุกข์” กลับ “เพิ่มแต่ด้านสุข” โดยไม่บันยะบันยัง
ความสุขที่พอดี ๆ พอเพียงมีองค์ 4
1. สุขจาการหาทรัพย์
2. สุขจากการใช้ทรัพย์
3. สุขจากการไม่มีหนี้สิน
4. สุขจากการทำประโยชน์ให้สังคม
แต่รักษาการนายกรัฐมนตรีเถื่อนคนนี้ส่งเสริมแต่ “สุขด้านที่ 2” ซึ่งก็คือ ส่งเสริมด้านมืดของมนุษย์ ส่งเสริมกิเลศ มอมเมาว่าการเป็นหนี้คือการสร้างตัวเอง วางนโยบายแต่ส่งเสริมการใช้จ่าย การบริโภค
มองอย่างตื้น ๆ – ในระยะแรกก็อาจเข้าใจว่าตัวเขาสำคัญผิด, หลงผิด
แต่เวลาผ่านมา – พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาและโคตรเหง้าบริษัทบริวารไปทำธุรกิจรองรับ
ทำลายวินัยการคลัง
สร้างธรรมเนียมใหม่ “การคลังที่ไม่ต้องผ่านสภาฯ” คือ ใช้เงินหวย ภายใต้การบริหารของเพื่อนร่วมรุ่นนรต. 26 ที่กลายเป็นกระเป๋าเงินติดสอยห้อยตามโตงแตงไปทุกที่ ทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์แจกเงินเป็นว่าเล่น ทั้ง ๆ ที่เป็นเงินที่ต้องแลกด้วยการตกต่ำทางด้านศีลธรรมจริยธรรมของสังคม
เศรษฐีขาดวินัย = บริหารโดยไม่ยึดวินัยทางการคลัง
โครงการที่ชี้นิ้วสั่งตรง เป็นโครงการไม่เหมาะสม เพียงต้องการหาเสียง เช่น ไนท์ซาฟารี เป็นต้น
โยกงบฯกลางมาใช้เองตามอำเภอใจ โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ และสภา
ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
กรณีโด่งดังที่นิติภูมิ นวรัตน์นำมาแฉ คือ ดอด (แจ๋น) ไปพบประธานาธิบดีเม็กซิโก ตื๊อขอนั่งเครื่องบินไปด้วยกัน เพื่อจะของานโทรศัพท์ให้บริษัทที่มีลูกเป็น Nominee ถือหุ้นแทน
ทะเลาะกับมาเลเซียทำปัญหาใต้ลุกลาม
เอาใจสิงคโปร์ให้มามีอธิปไตยเหนือดินแดนไทยบางส่วน เพราะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน ทำให้มาเลเซียยิ่งไม่พอใจ
ทำลายกระบวนการยุติธรรม
สร้างรัฐตำรวจ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน จนถูกจับตามองจากโลกทั้งโลก ติดบัญชีรัฐที่ปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด
ส่งสัญญาณอุ้มฆ่า, ฆ่าตัดตอน
ส่งเสริมกลไกรัฐตำรวจ และสร้างกองกำลังติดอาวุธของตนเอง เช่น กรณีชรบ.(ตำรวจบ้าน)เชียงราย มาบุกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
มาตรฐานการยุติธรรมตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ใช้กลไกยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คดีอื่น ๆ คืบหน้า แต่คดีชาวเชียงใหม่เถื่อนบุกชกต่อยขว้างน้ำปัสสาวะใส่อดีตนายกฯชวน หลีกภัยและคณะไม่คืบหน้า ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกและเกลียดชังระหว่างชาวใต้กับชาวเหนือ
คดีแจ้งความทักษิณ ชินวัตรไม่คืบหน้า แต่คดีแจ้งความนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืบหน้าเร็วเหลือเกิน
ทำลายรากเหง้า-จิตวิญญาณของชาติ
เป็นการทำลายชาติอย่างสมบูรณ์แบบในขั้นสุดท้าย จนไม่เหลือสิ้นกระทั่งจิตวิญญาณ นั่นคือละเมิดขนบธรรมเนียม ประเพณี ซึ่งเป็นสายใยยึดโยงชาติ ที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ แล้วสร้างแบบแผน-ธรรมเนียมใหม่ ให้คนในชาติหลงมัวเมาในวัตถุ หนี้สิน กระแสบริโภคนิยม
มอมเมาให้คนในชาติหลงยึดกับตัวบุคคล ผู้เป็นผู้นำหลักหนึ่งเดียว แล้ว ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก
รื้อทิ้งระบบคุณธรรม และมาตรฐานจริยธรรม
ตอกย้ำค่านิยมใหม่ให้แพร่หลาย จากเดิมนับถือคนดี มาเป็นนับถือความรวย
นายกรัฐมนตรีเดินแต่ห้างเอมโพเรียม สยามพารากอน กินกาแฟร้านแบรนด์เนมนอก ซื้อสบู่ราคาก้อนละ 2,000 บาท วันว่างก็ออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนเศรษฐี หยุดลองวีคเอนด์ก็ไปต่างประเทศ (ลอนดอน, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, สิงคโปร์)
เคยบ้างไหมที่จะไปวัดฟังธรรม
เคยบ้างไหมที่จะไปเดินเที่ยวตลาดนัดจตุจักร และตลาดอื่น ๆ
มีนาคม 21, 2009 ที่ 4:59 am
pornnipar
http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002%2F1002%2D8697%2Ewma++&program_id=22903
กันยายน 2, 2009 ที่ 2:06 am
คนไม่มีสี
เขียนได้สับสนดีนะ ท่าทางโดนล้างสมองจากการดู ASTV อย่างหมกมุ่นจนเพ้อเจ้อไปแล้ว ไปให้ไอ้แป๊ะลิ้มพรมน้ำมนต์เคาะกระบาลเสียนะ จะได้ไปอย่างสงบ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ขอให้ไปสู่ที่ชอบนะ
มีนาคม 21, 2009 ที่ 5:01 am
pornnipar
โหวตซักฟอกไม่พลิก เสียงเอกฉันท์ไว้วางใจ”อภิสิทธิ์-5รมต.”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มีนาคม 2552 11:06 น.
ประธานสภาฯ กดออดเรียกส.ส.เข้าประชุมโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นับองค์ประชุมได้ 449 คน ขณะที่ฝ่ายค้านประท้วงขอโหวตลับ อ้างข้อบังคับการประชุม โหวตญัตติแรก ที่ประชุมเอกฉันท์ 246 เสียง ไว้วางใจ “นายกรัฐมนตรี” ขณะที่อีก 5 รัฐมนตรีผ่านฉลุยเช่นกัน
วันนี้ (21 มี.ค.) ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.00น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กดออดเรียกส.ส.เข้าประชุมสภาฯ เพื่อเริ่มการโหวตในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รายบุคคล ประกอบไปด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย
ทั้งนี้ นายชัย ได้ขอให้ส.ส.เสียบบัตรเพื่อแสดงตน ซึ่งเจ้าหน้าที่นับองค์ประชุมได้ 449 คน และระบุให้เป็นการโหวตลับ ในการโหวตครั้งนี้ เป็นการโหวตแบบแสดงตนโดยการเสียบบัตร
อย่างไรก็ตาม ได้มีส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นคัดค้านขอให้เป็นการโหวตแบบลับ ซึ่งนายชัย ระบุว่า เป็นการปฎิบัติอย่างที่เคยทำมา ซึ่งในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน
เมื่อเวลา 11.19น. นายชัย ได้เริ่มให้กดปุ่มโหวตญัตติแรก กรณีไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ จากจำนวนผู้เข้าประชุม 449 คน ส.ส.มีมติไว้วางใจลงคะแนนนายอภิสิทธิ์ ด้วยคะแนน 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 176 เสียง ขณะที่มีงดออกเสียง12 เสียง และไม่ลงคะแนน 15 เสียง
ส่วนในญัตติไม่ไว้วางใจนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ผู้มีเข้าประชุม 447 คน ส.ส.มีมติไว้วางใจลงคะแนนนายกรณ์ ด้วยคะแนน 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 174 เสียง ขณะที่มีงดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 15 เสียง
ในด้านญัตติไม่ไว้วางใจนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นั้น ผู้มีเข้าประชุม 447 คน ส.ส.มีมติไว้วางใจลงคะแนนนายประดิษฐ์ ด้วยคะแนน 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 174 เสียง ขณะที่มีงดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 15 เสียง
ทั้งนี้ เมื่อถึงการโหวตญัตติไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ผลปรากฏว่า มีส.ส.ใช้สิทธิเข้าประชุมทั้งสิ้น 446 คน มีมติไว้วางใจ 237 เสียง ไม่ไว้วางใจ 184 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนน 13 เสียง
สำหรับญัตติโหวตไม่ไว้วางใจ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย นั้น ผู้มีเข้าประชุม 447 คน ส.ส.มีมติไว้วางใจลงคะแนนนายชวรัตน์ ด้วยคะแนน 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 167 เสียง ขณะที่มีงดออกเสียง 20 เสียง และไม่ลงคะแนน 14 เสียง
ในส่วนญัตติไม่ไว้วางใจ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย นั้น ผู้มีเข้าประชุม 447 คน ส.ส.มีมติไว้วางใจลงคะแนนนายบุญจง ด้วยคะแนน 246 เสียง และไม่ไว้วางใจ 168 เสียง ขณะที่มีงดออกเสียง 18 เสียง และไม่ลงคะแนน 15 เสียง
มีนาคม 21, 2009 ที่ 10:10 pm
yinglak
“เยาวลักษณ์ ชินวัตร” พี่สาวทักษิณ เสียชีวิตแล้ว
นายเพทย์อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ ผู้ช่วย ผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.พระรามเก้า แถลงข่าวการเสียชีวิตของนางเยาวลักษณ์ ชินวัตร หรือคล่องคำนวณการ พี่สาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร
แพทย์ รพ.พระรามเก้า แถลงยืนยัน “ เยาวลักษณ์ ชินวัตร” พี่สาวคนโตของทักษิณ เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต หลังนอนไม่มีสติในห้อง ICU มานานเกือบ 1 ปี
วันนี้ ( 22 มี.ค.) เมื่อเวลา 03.00 น.ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร หรือคล่องคำนวณการ อายุ 63 ปี พี่สาวคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าศพผู้เสียชีวิตเก็บอยู่ภายในห้องเก็บศพของโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งบรรดาญาติพี่น้องต่างเดินทางมาเยี่ยมดูใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านก่อนหน้านี้
ต่อมา นพ.อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ ผู้ช่วย ผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.พระรามเก้า ได้แถลงข่าวการเสียชีวิตของนางเยาวลักษณ์ ชินวัตร หรือคล่องคำนวณการ พี่สาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดย นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า นางเยาวลักษณ์ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.ของคืนที่ผ่านมา(21 มี.ค.)จากอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อที่ดื้อยาส่งผลให้อาการของโรคไตทรุดจนทำให้เสียชีวิตลงในที่สุด
นพ.อาทิตย์ กล่าวต่อว่า นางเยาวลักษณ์ เข้ารักษาตัวที่ รพ.พระรามเก้า ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.51 ที่ผ่านมา ด้วยอาการโรคไตเรื้อรัง และนอนไม่ได้สติอยู่ในห้อง ICU มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปี โดยอาการป่วยมีแต่ทรงกับทรุดจนระยะหลังอาการแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งคณะแพทย์พยายามให้การตรวจรักษาอย่างดีที่สุดมาโดยตลอดแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ได้ ซึ่งขณะนี้ทาง รพ.พระรามเก้า ได้ติดต่อทางญาติให้ทราบแล้ว และในเวลา 11.00 น.วันนี้ นพ.วิรุณ มาวิจักร รอง ผอ.รพ.พระรามเก้า ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้ จะแถลงสาเหตุการเสียชีวิตโดยละเอียดอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร เป็นบุตรคนโตจากจำนวน 10 คน ของ นายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร สมรสกับ พ.อ.พิเศษ ศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ โดยเป็นคนช่วยดูแลกิจการของครอบครัวชินวัตรมาตั้งแต่ต้น เคยทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อ ‘ชินทัศนีย์’ และ ‘นครเชียงใหม่’ และยังเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมามีปัญหาด้านสุขภาพล้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกจนต้องเป็นอัมพาตมานานเกือบ 20ปี ก่อนจะเสียชีวิตลงในวันนี้
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000032407
มีนาคม 22, 2009 ที่ 10:26 pm
jaib
ทักษิณขย่มหนัก ออกวีดิโอลิงค์พบม็อบเสื้อแดง [23 มี.ค. 52 - 05:12]
วันที่ 22 มี.ค. เวลา 11.00 น. ที่โรงพยาบาลพระราม 9 นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ อายุรแพทย์โรคไต นพ.อาทิตย์ เจียรนัยศิลาวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และนายศุภธร จันทรกุล ผู้จัดการแผนกสื่อสารการตลาด โรงพยาบาลพระราม 9 ร่วมกันแถลงข่าวว่านางเยาวลักษณ์ ชินวัตร อายุ 62 ปี พี่สาวคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ เมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 21 มี.ค. โดยมีอาการของโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไตวายเรื้อรัง นางเยาวลักษณ์เข้ามารักษาตัวตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.51 อาการเริ่มทรุดหนักลง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากสมองไม่ทำงาน ไตวาย แต่หัวใจยังคงทำงานอยู่ กระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมาหัวใจเริ่มเต้นช้าลง จนเสียชีวิตลงดังกล่าว ทั้งนี้ ญาติและบุตรของผู้ป่วยแจ้งว่าให้ทางโรงพยาบาลเก็บรักษาศพไว้ก่อน เพื่อรอปรึกษากันในหมู่ญาติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปและขอให้เป็นเรื่องภายในของครอบครัว
เสื้อแดงภาคเหนือคึกคักแต่เช้า
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่นั้น วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ ในช่วงเช้า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ปักหลักชุมนุมเพื่อจัดอบรมอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยเพื่อเตรียมการในการชุมนุมที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ในช่วงเย็นวันเดียวกันโดยมีแกนนำคนสำคัญของกลุ่ม นปช. เดินทางมาร่วมในการอบรมด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดขบวนรำแฟนซีฮาวายมีรูปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรูปนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯพร้อมรูปแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 5 คน ติดกับกระโปรงฮาวาย มีการดิ้นยักย้ายส่ายสะโพกเป็นที่สนุกครึกครื้น
จี้ดำเนินคดีพันธมิตรฯใน 15 วัน
ขณะเดียวกัน นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้นำหนังสือทางราชการให้มีคำสั่งปิดคลื่นวิทยุชุมชนคลื่น 92.5 เมกะเฮิรตซ์ ของกลุ่มรักเชียงใหม่ มาอ่านให้ผู้ชุมนุมฟังท่ามกลางเสียงโห่ด้วยความไม่พอใจ จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปชุมนุมกันที่ บช.ภ. 5 เพื่อยื่นหนังสือให้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ผ่านไปถึง ผบ.ตร. ให้มีการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ก่อเหตุยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาล ภายใน 15 วัน ต่อมา พล.ต.ท.สมคิดได้มอบหมายให้ทาง พ.ต.อ.อักษร วงศ์ใหญ่ ผกก.สภ.แม่ปิง อ.เมืองเชียงใหม่ และ พ.ต.อ.สมบูรณ์ หอมนาน ผกก.นปพ.ศสส.ภ.5 ออกมารับหนังสือแทน
แกนนำ นปช.พรึบเต็มเวที
จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนไปที่รวมตัวที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ทำให้ สนามกีฬาเริ่มแคบลงอย่างถนัดตา เนื่องจากกลุ่มเสื้อแดงในภาคเหนือทั้งลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา และใกล้เคียงเริ่มทยอยเดินทางมาถึง ท่ามกลางความเข้มงวดของการ์ด นปช. โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร 1,000 นาย คอยคุมเข้มเช่นกัน จากนั้นแกนนำคนสำคัญของ นปช. อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายขวัญชัย ไพรพนา และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในจังหวัดภาคเหนือร่วมขึ้นเวทีโจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด
ขณะเดียวกัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นเวทีกล่าวเปิดใจถึงสมัยที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ขับไล่และปิดล้อมระหว่างเดินทางไปตรวจราชการในต่างจังหวัดว่า รู้สึกขอบคุณพี่น้องชาวเสื้อแดงเป็นอย่างมากที่คอยคุ้มกันดูแลจากกลุ่มเสื้อเหลืองทำให้ซาบซึ้งและระลึกถึงบุญคุณของชาวเสื้อแดงเสมอ การมาครั้งนี้เพื่อมาพบปะพี่น้องเสื้อแดงที่มีพระคุณ
“ทักษิณ” โฟนลิงค์เสื้อแดงเชียงใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 มี.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามายังเวทีกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ได้พูดกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ขอให้อู้คำเมือง ทั้งนี้ การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้ลักษณะวีดิโอลิงค์ที่ถ่ายทอดภาพและเสียงมาพร้อมๆกัน โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวภาษาคำเมืองว่า “สวัสดีครับพี่น้องชาวจังหวัดเจียงใหม่ พี่น้องครับ ฝากกราบพระธาตุดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัย อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พระพุทธสิหิงค์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดภาคเหนือทุกๆที่โดยเฉพาะพระธาตุหริภุญชัย และพระธาตุหลวงลำปาง ก่อนมานี่นะครับ อันเน้อข้าวเหนียวก่อน เน้อข้าวนึ่งก่อน เพราะฮู้ว่าจะต้องอู้คำเมือง โชคดีว่ามันยังมีเนื้อกีบฮ่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของวนัสนันท์ เปิ้ลทำแพ็กส่งมา ก็เลยได้มีโอกาสซื้อกินพ่องแถวนี้ วันนี้ต้องยอมฮับว่าจิตใจบางครั้งมันก็บ่ค่อยสบาย บางทีมันก็ต้องสู้”
ครวญทำงานเพื่อชาติแต่ถูกไล่ออกมา
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า “ผมจะ 60 แล้วนะครับวันที่ 27 ก.ค. สงสัยต้องไปเข้าแถวฮับเงินกับเขาฮ้า เพราะมันแจกบ่ดูตาม้าตาเรือ เวลานี้ไผมีตังค์เปิ้ลก็ฮับ บ่เจื้อไปถามเจ้าดวงเดือน น่อ เปิ้ลจะไปเข้าแถวฮับ สตางค์มีน้อยแต่แจกสุรุ่ยสุร่าย มันไปไหนบ่รอด พี่น้องครับ วันนี้ผมเลยต้องขออนุญาตอำลาศพพี่สาว มาออกทุกข์วันหนึ่งใส่เสื้อแดง เพราะใส่เสื้อแดงโตยกับพี่น้องสักวัน เพราะวันนี้พี่น้องได้เห็นภาพผม ผมก็เลยอยากใส่เสื้อแดง เลยลาทุกข์พี่สาววันหนึ่ง เสียดายครับพี่สาวตายบ่ได้มีโอกาสไปกราบศพลา แต่บ่เป็นหยังเน้อ แหมมันก็ต้องโตยกันไปเพราะชีวิตมันสั้น คนเราบ่มีชีวิตยาวแต่ระหว่างอยู่ เฮาจะคิดว่าเฮาจะยะอิหยังที่เป็นประโยชน์ฮือหนักที่สุด เฮาก็ช่วยกันยะไป สำหรับผมวันนี้มันเป็นเรื่องประหลาด ที่ว่าคนทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมือง และถูกไล่ออกมา ผมถูกออกมา มันบ่เป็นหยัง”
ยุเสื้อแดงถูกต้มตุ๋น-ทวงคืน ปชต.
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สวัสดีครับพี่น้องชาวเสื้อแดง และพี่น้องชาวไทยที่รับฟังรายการจากสถานีดีสเตชั่นรวมทั้งอินเตอร์เน็ตที่อยู่ในประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในสนามกีฬาและในต่างประเทศด้วย วันนี้ผมขออนุญาตพูดลึกหน่อย เพราะว่าผมพยายามอย่างยิ่งที่พูดไม่ลึก เพราะไม่อยากให้กระทบกระเทือน แต่ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้นก็ต้องพูดให้ลึกและจริงมากขึ้น ให้ความจริงกระจ่างมากขึ้น ก็อาจต้องมีการโวยวายบ้าง แต่ช่วยไม่ได้ ถ้ากล้าทำแล้วก็อย่าโวย พี่น้องครับก่อนอื่นเรากลับมาฟังเรื่องพี่น้องเสื้อแดงก่อน ผมอยากจะฝากพี่น้องเสื้อแดงว่าอุดมการณ์ที่เรามาร่วมกันวันนี้ คือเราต้องการทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประเทศไทย เราต้องการทวงความเป็นธรรมให้กับสังคมไทย เราไม่อยากเห็นระบบสองมาตรฐาน เราไม่อยากให้เห็นการต้มตุ๋นทางประชาธิปไตย เหมือนที่ตั้งรัฐบาลที่เราเรียกว่ารัฐบาลราบ 11 ที่ไม่ใช่ที่ราบ ใช้กรมทหารราบ 11 เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล พี่น้องครับ เสื้อแดง เรามีอุดมการณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้น เมื่อมีการจัดงานขึ้นติดต่อขอให้ผมพูดกับ แกนนำทั้งหลายผมก็โทร.ไปพูดด้วย เพราะผมอยากเห็นการรวมตัวเพื่ออุดมการณ์ไม่ใช่รวมตัวเพื่อผม แต่ว่าอุดมการณ์ของการที่รักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่สูงสุด ประชาธิปไตยเปรียบเหมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงประชาธิปไตย ถ้าเลือดมันเสีย ร่างกายมันไม่มีแข็งแรงหรอกครับ เลือดมันต้องดี นั่นคือเป็นเลือดประชาธิปไตย พี่น้องครับเมื่อเรามีอุดมการณ์เดียวกันเราอย่าทะเลาะกัน เราอย่าแตกแยกกัน เราต่างคนต่างช่วยกันโดยคำนึงเป้าหมายเป็นหลัก ผมขอฝากพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกอำเภอ ตำบล จังหวัด ว่า เราจะต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยเอาอุดมการณ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว นั่นก็คืออุดมการณ์ เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมไทย ทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ อย่าไปยอมมัน
แฉ ส.ส.ถูกซื้อตัวไว้วางใจรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า พี่น้องครับ สิ่งที่ผมและพรรคพวกถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่พี่น้องคงเห็นว่านับตั้งแต่มีการยุบพรรคพลังประชาชนเพื่อต้องการจะปลดนายกฯสมชาย และในที่สุดมีการทำงูเห่า เอาคนออกจากพลังประชาชน ให้อยู่ในพรรคเพื่อไทยน้อยและไปเข้าพรรคอื่น เพื่อให้ สามารถยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆที่มีเสียงน้อยให้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ว่ากัน จะทำอย่างนั้นก็ทำไป แล้วยังไม่พอเมื่อ 2 วันนี้มีการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจก็ชนะอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ไปเสียเงินชี้เป้าให้เรารู้ว่า ใครอยู่แต่ตัวแต่ใจไม่อยู่ หลายคนใจไม่อยู่ และบางคนตอนนี้เริ่มเกิดกลัว บางคนสารภาพว่าได้ 200,000 และได้งบท้องถิ่น 20 ล้าน นี่ไงครับถึงได้ปลดสุกิจ เพราะว่างบฯท้องถิ่นจะจัดให้ ส.ส.เฉพาะผู้ที่อยู่ในพวกเดียวกับตน 20 ล้าน ส.ส.บางคนไม่ยอมอยู่อย่างเสือก็ไปรับ ไม่เป็นไร
ยกนิทานสอนมีเรื่องร้ายก็มีเรื่องดี
อดีตนายกฯกล่าวว่า พี่น้องครับ ผมจะเล่าอยากรู้รายละเอียดที่หมวดเจี๊ยบกำลังจะออกเล่มใหม่ หนังสือที่เค้าถามว่า ทักษิณ อาร์ยูโอ.เค เห็นบอกกำลังจะออกปลายเดือนนี้ ซึ่งผมเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า เรื่องชาวนากับม้า คือมีชาวนาคนหนึ่งมีลูกชาย 1 คน และที่บ้านมีม้า 1 ตัว ปีใหม่พ่อบอกลูกชายว่า ลูกปีนี้เป็นปีดีของครอบครัวเรา ลูกชายก็จำไว้พ่อบอกเป็นปีดี อยู่มาม้าตัวผู้หายไป 2 วันลูกก็เลยบอกว่าไหนปีดีไง ม้าหายไปแล้ว ต้นปีแท้ๆ อีก 2 วันม้าตัวผู้กลับมาพร้อมม้าตัวเมีย พ่อเลยบอกว่านี่ไงปีดี เอ็งเอาม้าตัวเมียไปฝึก เพื่อเราจะได้ใช้งาน ลูกชายก็เอาม้าไปฝึก ฝึกไปฝึกมาตกหลังม้าสะโพกหัก ลูกก็ถามว่า ไหนพ่อบอกว่าปีดีไง พ่อไม่พูดอะไร ต่อมาปรากฏว่าสะโพกยังไม่หาย ทางการก็มาเกณฑ์คนหนุ่มในหมู่บ้านไปเป็นทหารเพื่อออกรบ ปรากฏว่าลูกชายไม่ได้ไปรบเพราะสะโพกหัก ปรากฏคนในหมู่บ้านที่ไปตายกันหลายคน พ่อเลยบอกว่า นี่ไงปีดี เรื่องนี้หมายความว่า ในระหว่างเรื่องที่ดีมันก็มีร้ายบ้าง แต่ผลสุดท้ายมันดี เหมือนพรรคเพื่อไทยวันนี้ยุบพรรคคนออกไป แล้วตอนโหวตไม่ไว้วางใจก็มีคนแหกคอก มีคนบอกว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ฝากคนมาบอกผมว่าดีใจด้วยนะ ผมก็นึกว่าดีใจเรื่องอะไร เค้าบอกดีใจด้วยนะที่ของเสียออกไป ผมก็เลยบอกว่า เออมันเป็นเรื่องธรรมชาติ คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ตกตะกอนไป และเค้ายังให้กำลังใจด้วยว่า ฝากด้วยนะสร้างพรรคใหม่ดีกว่า ให้การเมืองใหม่จริงๆ แต่ไม่ใช่ใหม่ แบบ 70/30 ไม่ให้ใหม่แบบไอ้ลิ้ม ไม่เอา
แขวะ ปชป.รู้สึกอายที่ไปขอกู้เงิน
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ เป็นรัฐบาล ยังหาทางออกให้ประเทศไม่ได้ วันนี้พี่น้องจะพูดเรื่องปัญหา ที่มาของปัญหาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองและเรื่องเศรษฐกิจ เพื่อที่ถ้าพี่น้องประชุมใหญ่ที่ กทม.อีกครั้งหนึ่ง ผมจะพูดเรื่องทางออกเพื่อจะให้บอกให้รู้ว่า ถ้าผมกลับไปแล้ว พี่น้องบอกว่าให้ผมทำหน้าที่ นั่นคือแนวทางที่ผมจะทำ และผมมั่นใจว่าวิกฤติวันนี้แก้ได้ไม่เกินมือเรา เพราะวันที่ผมเข้ามาในปี 2544 ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นหนี้สินรกรุงรังและเงินสำรองมีน้อย เรายังแก้ได้ จนสามารถเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศที่เป็นผู้ให้กู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประเทศไทย แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามารอบสองด้วยการเป็นงูเห่าอีกครั้ง และเริ่มต้นด้วยการกู้ พี่น้องเชื่อมั้ยครับว่า ตอนที่ผมเป็นนายกฯ มีประธานเอดีบี ชื่อนายชิโก เป็นชาวญี่ปุ่น ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนั้นเค้ามาหาผมบอกว่าจะมาตั้งสำนักงานที่เมืองไทย ผมเลยบอกว่าดีแล้ว แต่ต้องเตรียมเงินให้ประเทศเพื่อนบ้านไทยกู้นะ ไทยไม่กู้แล้ว เพราะเราสามารถช่วยตัวเองโดยไม่ต้องกู้เงินได้ ให้เพื่อนบ้านกู้เถอะ เพราะเค้าจน ถ้าเศรษฐกิจ เค้าดี คนไม่ต้องมาทะลักเข้ามาประเทศไทย ยาเสพติดไม่ต้องมาแพร่ระบาด ไม่ต้องเตรียมเงินให้ไทย แต่วันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ไปขอกู้เงินเอดีบี ผมรู้สึกอายแทน
เปิดโปงมีกลุ่มคนรวมตัวจ้องล้ม
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ผมขอเล่าที่มาของความยุ่งเหยิงของประเทศไทย ในฐานะที่ผมเผชิญด้วยตัวเองตอนเป็นนายกฯ ใครที่ทำอะไรไว้ก็เกาะเก้าอี้ดีๆ ก็แล้วกัน ผมขอเล่า พี่น้องครับจำได้มั้ยครับเมื่อปี 2548 ตอนเลือกตั้งครั้งนั้นเราชนะถล่มทลาย มี ส.ส. 377 คนในสภา อยู่ มาวันหนึ่งมี รมว.กห.ของรัฐบาลผม มาบอกว่าท่านครับสงสัยเราจะเหนื่อยแล้ว ผมได้ฟังจากน้องๆ สื่อมวลชน ว่าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอ่อนแอ ไม่มีกำลังเพราะคะแนน เสียงน้อย สื่อจะรวมตัวกันทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งผมก็งงว่าทำไมสื่อต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน สื่อมีหน้าที่เสนอความจริง
ยัน “พัลลภ” เป็นพยานถูกใส่ร้าย
“และต่อมา ผมก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเกิดขึ้น มีข่าวเรื่องการลอบสังหารผม และจนในที่สุดมีเรื่องคาร์บอมบ์ เมื่อเดือน ส.ค. พี่น้องครับ ผมมาทราบทีหลังจาก พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ไปหาผมที่ประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ บอกว่า ต้นปี 2549 เขาถูกเรียกไปพบกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นี่แหละครับที่บ้านแห่งหนึ่งที่ซอยสุขุมวิท เสร็จแล้วเค้าบอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์บอกว่า ได้ไปพบองคมนตรี 2 ท่าน ได้ไปกราบบังคับทูล 901 ว่า เขาจะทำงานถวาย เพราะผมไม่จงรักภักดี ผมก็ไม่รู้ว่าผมไม่จงรักภักดีได้อย่างไร แล้วผมเชื่อว่าเป็นการแอบอ้าง เพราะพระเจ้า อยู่หัวเราทรงอยู่สูง ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่มีการกล่าวอ้างเช่นนั้น รับที่จะจัดการผม ซึ่ง พล.อ.พัลลภ ในตอนแรกก็รับมา แต่ก็ยังไม่ทำอะไร ตอนหลังมาโกรธผมด้วยเรื่องส่วนตัวอะไรไม่ทราบและเข้าใจผิดผม ก็เลยมีการลงมือถึง 2 ครั้ง แต่ปรากฏว่าดวงผมคลาดแคล้วและไม่เป็นอะไร ต่อมามีการลงมือผมด้วยคาร์บอมบ์ ซึ่ง พล.อ.พัลลภบอกว่า รู้ และเด็กก็ใช้ลูกน้องเขา แต่เขาไม่ได้ เป็นคนทำ คนที่ทำคือไอ้ชุดปฏิวัตินี่แหละ และจำจ่ายักษ์ ได้หรือไม่ จ่ายักษ์ให้การต่อตำรวจ ตอนที่ผมยังไม่พ้นตำแหน่งนายกฯ บอกว่าถ้าคาร์บอมบ์แล้วไม่ตายจะปฏิวัติ และถ้าปฏิวัติสำเร็จคนเป็นนายกฯชื่อสุรยุทธ์ และตอนที่ปฏิวัติเสร็จ ตอนนั้นมีการเกี่ยวกันนิดหน่อย ตอนนั้นผมฟันธงแล้วว่า สุรยุทธ์ เป็น”
ลั่นชาติวุ่นวายเพราะการใส่ร้าย
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ผมขอเล่านิดหนึ่งว่าทำไม เมื่อปี 2545 เดือน ต.ค. ตอนนั้นผมเป็นนายกฯ ผมได้ย้าย พล.อ.สุรยุทธ์ มาเป็น ผบ.สส. สาเหตุที่ย้ายไม่ได้โกรธไม่ได้อะไร พล.อ.สุรยุทธ์เลย เพราะผมเป็นคนซึ่งทำงานเป็นงาน และให้เกียรติในฐานะเป็น นร.เตรียมทหารรุ่นพี่แต่สาเหตุที่ย้ายไม่เคยพูดแต่วันนี้จะพูด ไม่ใช่เพราะท่านไม่ดี แต่ว่ามีเบอร์ 2 ของพม่าชื่อหม่อง เอ ไม่เคยมาประเทศไทยเลย มานานแล้ว ผมไปเชิญมาและผมพาเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2545 และวันที่ 25 เม.ย. 2545 ทหารเคลื่อนกำลังโดยไม่บอกผมในฐานะนายกฯ ไปยิงปืนใส่พม่าตายไปสามร้อยกว่าคน ซึ่งผมกำลังเจรจาเพื่อให้เขาช่วยเหลือร่วมมือทางยาเสพติดอยู่ เขาก็ร่วมมืออย่างดีแล้ว เสร็จแล้วมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมไม่ต้องการกระทบความสัมพันธ์ ผมไม่มีอะไรเลยที่เป็นความขัดแย้งกับ พล.อ.สุรยุทธ์ เลยทำให้ความวุ่นวาย ความแค้น และกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการผมให้ได้ โดยอ้างว่าผมไม่จงรักภักดี ซึ่งผมขอกราบเรียนว่า ผมเป็นคนจงรักภักดีเกินล้านเปอร์เซ็นต์ ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมสมรสพระราชทาน ผมรับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ ผมเป็นพลร่ม เป็นนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อยตำรวจ ทำไมผมจะไม่จงรักภักดี และไอ้พวกที่ปาวๆ อยู่ข้างถนน จะจงรักภักดีกว่าผมได้ยังไง แต่การล้มรัฐบาลที่มีอำนาจเยอะทำได้ง่ายที่สุด เพราะพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนไทย ก็เลยไปอ้างเรื่องไม่จงรักภักดี นี่แหละที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวายจนทุกวันนี้
แฉ 4 คนโตสร้างเรื่องไม่จงรักภักดี
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่าเราขาดศักดิ์ศรีหมดแล้ว เพราะเค้ารู้แล้วว่าเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง ก็รัฐบาลนี้เรียกว่ารัฐบาลราบ 11 จัดตั้ง รัฐบาลก็เอาศาลรัฐธรรมนูญมายุบพรรค เพื่อดึง ส.ส.เสร็จแล้ว เอาทหารมากดดัน แบ่งกลุ่มตั้งรัฐบาล ถึงวันนี้ป๊อกจะปฏิเสธอย่างไร ป๊อกก็เกี่ยวข้องเต็มๆ แหละป๊อกเอ๊ย แล้วแถมยังไม่พอ วันนั้นที่ พล.อ.พัลลภเล่าให้ฟังหลังจาก พล.อ.สุรยุทธพบกันแล้วคุยกันเรียบร้อยเรื่องจัดการชีวิตผม เสร็จแล้วต่อมาก็มีบุคคลเข้ามาอีก 4 คน มีนายปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้แต่งนิยายเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ โกหกทั้งเพ ขึ้นอยู่ในศาลตอนนี้ยังตอบไม่ได้เลย พี่น้องครับ นายปราโมทย์ นาครทรรพ ก็อยู่ในที่ประชุม หลังจากนั้นก็มีผู้ที่เข้ามาอยู่ในที่ประชุม 3 คน มีนายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสุงสุด อีกคนนายจรัล ภักดีธนากุล (อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) อีกคน นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ (อดีตประธานศาลฎีกาและอดีต รมว.ยุติธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี) นี่คือ พล.อ.พัลลภเล่าให้ฟังจริงไม่จริงไปถาม พล.อ.พัลลภบอกว่าทั้ง 3-4 คน มาประชุม กันต่อ ต่างคนต่างรับหน้าที่มาดำเนินการกับผม โดยอ้างว่า ผมเป็นนายกฯที่ไม่จงรักภักกดี พี่น้องครับ สิ่งที่ผมทำงานถวายพระเจ้าอยู่หัวทำด้วยใจทั้งนั้น ด้วยใจจงรักภักดี แต่พวกนี้กลับบอกว่าไม่จงรักภักดี นี้แหละเป็นสันนิษฐานที่ทุกดาบทุกประเด็นหันมาทิ่มผมอย่างเดียว เพราะไม่จงรักภักดี ตอนช่วงปฏิวัติมันปล่อยข่าวอย่างเดียวว่าผมอยู่เบื้องหลังเป็นสปอนเซอร์ การทำหนังสือเดอะคิงส์เนฟเวอร์สมาย
โพลชี้ข้อมูลฝ่ายค้านไม่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเอแบคเรียลไทม์ โพลล์ เรื่อง “เสียงสะท้อนของสาธารณชน ต่อควันหลงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” และ “แนวโน้มความนิยมศรัทธา ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 2,040 ตัวอย่าง ในวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. 52 พบว่าประชาชนได้ให้คะแนนความน่าเชื่อถือในข้อมูลของนักการเมืองที่นำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้คะแนนสูงสุด 4.89 คะแนน รองลงมา คือ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ 4.80 คะแนน และนายสุนัย จุลพงศธร 4.75 คะแนน
ส่วนผลงานของฝ่ายค้าน ในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พบว่าอันดับแรก ร้อยละ 49.8 เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคจาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด รองลงมา ร้อยละ 42.5 ระบุเป็นการอภิปรายนายกษิต ภิรมย์ และร้อยละ 41.1 ระบุ การไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่ประเด็นที่ประชาชนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งต่อไป ได้แก่ ร้อยละ 80.0 ระบุเป็นเรื่องมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 70.7 ระบุแนวทางแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 70.1 ระบุปัญหาทุจริตคอรัปชัน อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ยังไม่ควรปรับรัฐมนตรี ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ออกจากคณะรัฐมนตรี
คะแนนนิยม “ทักษิณ” ลดลง
สำหรับแนวโน้มความนิยมศรัทธาของประชาชน ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังจากเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีประชาชนร้อยละ 50.6 ที่นิยมศรัทธานายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งในหลักการสำรวจความนิยมสาธารณชนถือว่าอยู่ในโซน B- ซึ่งต่ำกว่าที่เคยมีให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงของการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนพฤษภาคม 2544 ที่อยู่ในโซน B+ และในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ที่อยู่ในโซน A- อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจครั้งล่าสุด พบว่าความนิยมศรัทธาของประชาชน ต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ อยู่ที่ร้อยละ 23.6 หรืออยู่ในโซน D+ เท่านั้น
http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=129264
มีนาคม 28, 2009 ที่ 1:11 pm
addyut
ทักษิณโกงอย่างไร
1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน
และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- กองทุนหมู่บ้าน
- ธนาคารประชาชน
- แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
- หวยบนดิน
- ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool
- เปิดบ่อนเสรี
- เปิดเสรีสุรา
- เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
- กทม. เมืองแฟชั่น
- ครีมหน้าเด็ง
- บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด
- Complex Entertainment
- Mega Project
- ส่งเสริมเงิน+++้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank)
- ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)
2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- พักหนี้เกษตรกร
- ปฏิรูปการศึกษา
- จัดระเบียบสังคม
- ผู้ว่า CEO
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
- ลงทะเบียนคนจน
- ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
- ไปนอนวัดที่นราธิวาส
- ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ทำกับข้าว
3. นโยบาย และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในรัฐบาล
- เปิดบ่อนเสรี
- ซื้อหุ้น Liverpool
- เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
- สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
- ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
- สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
- โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
- ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในอุโบสถวัดพระแก้ว (ประธานต้องเป็นกษัตริย์
เท่านั้น)
- ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
- ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง
- ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
- กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
- ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
- ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
- เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
- พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
- ปิดถนนแข่งรถซิ่ง
- โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
- นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
- เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
- คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
- ค่าโง่ทางด่วน
- ค่าโง่ ITV
- บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
- โครงการรับจำนำข้าว
- โครงการรับซื้อลำไย
- โครงการโคล้านตัว
- โครงการแจกต้นกล้ายาง
- เครื่องตรวจระเบิด CTX
- ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ
5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
- ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (เกี่ยวข้องธุรกิจอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคม)
- อุ้มทนายสมชายฯ
- กรือเซะ, ตากใบ
- ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2000 กว่าศพ
- ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
- จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง)
- ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
- นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
- รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
- รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
- ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอป์เข้าบริหาร)
- บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
- งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
เรื่องสถานะคุณหญิงจารุวรรณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืดเยื้อมาจนบัดนี้แล้ว
- สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
- ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น
- คลังฮุบหุ้น TPI (เป็นการปล้นอย่างหน้าด้านๆ ไม่มียางอาย ไม่มีหิริโอตัปปะ)
- หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติ
แต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท., อสมท.,
กฟผ., กสท., TOT
- รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช.
(เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
- GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด,
ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุสมผล
และฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)
8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ
เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเครือญาติ
- แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ
ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
- แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ,
ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
- แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
- ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง.
คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
- การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
- พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับ
- พระราชกฤษฎีกา บำเหน็จบำนาญ สส. และ สว.
- ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์
และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
- ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
- โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ
9. ปัญหา บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้
- ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต.,
รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่เปลี่ยน นายก จึงแก้ปัญหาไม่ได้)
- ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (แต่ ปตท. กำไรแสนล้าน)
- เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้ +++้เงิน ใช้เงิน
แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
- ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ
เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้
- รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือน
เมื่อก่อน
- ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน,
อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน, ขายตัว,
ส่วยตำรวจ
10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
- บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ,
นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย
ธุรกิจ เช่น
- สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
- ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
- อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
- สายการบิน (AIR ASIA)
- สถานีโทรทัศน์ (ITV)
- มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
- โรงพยาบาล (พญาไท)
- ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
- บริษัทโฆษณา
- ฯลฯ
11. คำพูด คำสัญญาของรัฐบาล ที่ไม่เป็นจริง
- ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สุริยะฯ)
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
- โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก
12. วีรกรรม และคำคม (ของทักษิณ)
- ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล
- ด่าวิชาชีพทนาย
- ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
- “UN ไม่ใช่พ่อ”
- “พวกนี้มันโจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
- “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
- “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
- “แมง…+++พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
- “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
13. คนดีมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
- ดร.เกษม วัฒนะชัย
- ดร.ปุระชัย เปรี่ยมสมบูรณ์
- นายวิโรจน์ นวลแข
ท้ายนี้หวังว่าผู้ที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นายกทักษิณ จะได้ตอบ
ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จต่อไป หากตอบไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือไม่ตอบ ไม่แก้ไข
และเมื่อคำถามมีมากขึ้น เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
- 14 ตุลา 16
- 6 ตุลา 19
- พฤษภาทมิฬ 35
มีนาคม 29, 2009 ที่ 10:19 am
addy
28/03/52 “พล.อ.สุรยุทธ์” แถลงโต้ “ทักษิณ” รับไปบ้าน”ปีย์”ถกปัญหาชาติ ปัดหารือแผนปฏิวัติ
http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D2596%2Ewma&program_id=23052
เมษายน 12, 2009 ที่ 10:33 am
love K
Are u Thai?
เมษายน 12, 2009 ที่ 10:34 am
love K
ลองคิดดู