รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์,
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจได้เลวร้ายลงเป็นลำดับ และปัจจุบัน กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็ว การสัประยุทธ์ครั้งใหญ่ระหว่างฝ่าย Conservative and Elitism กับฝ่าย Alternative and Liberal กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า การเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำนาจนิยมของกลุ่ม Conservative and Elitism ซึ่งผูกขาดครอบงำการใช้อำนาจรัฐผ่านแกนในของกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกเป็นการสลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของกลุ่ม Conservative and Elitism ส่วนในทางเศรษฐกิจ ก็เป็นระบบทุนนิยมขุนนางที่พวกจารีตนิยมและพันธมิตรทุนเก่าของพวกเขาผูกขาดครอบงำเศรษฐกิจ อยู่บนโภคทรัพย์จำนวนมหาศาลที่สร้างโดยหยาดเหงื่อแรงงานชีวิตของคนทำงาน และคนรากหญ้าในเมืองและชนบท
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐประหารของพวกกลุ่ม Conservative and Elitismในอดีต คือเป็นการฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งซึ่ง ไม่สะดวก ออกไป และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็น Conservative and Elitism ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีลักษณะที่แตกต่างไปจากอดีต เพราะรัฐประหารครั้งนี้มีเนื้อหาสาระพิเศษคือ เป็นการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งและเป็นนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนทำงาน และคนรากหญ้าทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีลักษณะแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีต เพราะเป็นเงื่อนไขให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถดำเนินนโยบายบริหารประเทศที่เป็นอิสระจากกลุ่ม Conservative and Elitism ได้ชั่วขณะ
ในสายตาของพวก Conservative and Elitism ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ เปิดเสรีการค้าการลงทุน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการผลิตและแข่งขันของไทย มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย แต่ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางที่ทำให้กลุ่ม Conservative and Elitism ต้องสูญเสียผลประโยชน์และอำนาจผูกขาดที่พวกเขาได้ครอบงำเศรษฐกิจไทยมานับร้อยปี
แต่ความผิดบาปขั้นมหันตโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเป็นการดำเนินมาตรการประชานิยมหลายสิบโครงการ โอนย้ายทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากส่วนกลางไปสู่ประชาชนชั้นล่างที่เป็นคนจนในเมืองและชนบททั่วประเทศ ให้ประชาชนชั้นล่าง โดยตรง เพื่อลดการหล่นหายของเม็ดเงินงบประมาณ ได้เข้าถึงโอกาส อาชีพ เงินทุน และสวัสดิการพยาบาลเป็นครั้งแรกในชั่วชีวิตของพวกเขา สร้างความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลอย่างกว้างขวางและไม่เคยปรากฏมาก่อน (แต่ก็เป็นการตัดช่องทางหากินของเหล่า Conservative and Elitism ซึ่งเคยหากินแบบ ทำนาบนหลังคน ออกไปด้วย และเป็นทัศนคติของประชาชนจากที่พึ่งพาโครงการหลวง และรอความช่วยเหลือจากหลวงมาพึ่งพาโครงการรัฐบาล และนโยบายต่างๆของรัฐบาลแทน)ชัยชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงเมื่อต้นปี 2548 และ 16 ล้านเสียงเมื่อเดือนเมษายน 2549 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างความตระหนกสุดขีดให้กับกลุ่ม Conservative and Elitism เพราะประชาชนชั้นล่างผู้ยากจนนับสิบล้านคนทั่วประเทศนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็คือฐานพลังการเมืองที่สำคัญที่สุดของกลุ่ม Conservative and Elitism ที่พวกเขาเพียรสร้างและรักษาเอาไว้ตลอดมา ความนิยมของประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างทั่วประเทศที่มีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นี้แหละที่ถูกมองว่า เป็นภัยอันตรายสำคัญต่อสถานะและอำนาจฝ่าย Conservative and Elitism
ัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 คือ เป็นรัฐประหารที่พวก Conservative and Elitism ได้ยอมลงทุนฉีกหน้ากาก นักบุญ ของตนเองทิ้งและเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์ที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ปิดบังอีกต่อไป แต่ในขณะที่รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เป็นเพียงการปราบปรามเข่นฆ่านิสิตนักศึกษาฝ่ายซ้ายจำนวนน้อยในเมือง และมิได้มีผลสะเทือนในแง่การเมืองของชนชั้นโดยตรงและชัดเจน รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับมีผลสะเทือนลึกซึ้งอย่างยิ่งเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางชนชั้นอันแหลมคมและกว้างขวางทั่วประเทศระหว่างกลุ่ม Conservative and Elitism (ศักดินา-อภิชน-ราชการ-ทุนเก่า-ปัญญาชนขวาจัด)ด้านหนึ่ง กับกลุ่ม Alternative and Liberal (ทุนใหม่-ปัญญาชนประชาธิปไตย-ชนชั้นล่างในเมืองและชนบท)ในอีกด้านหนึ่ง เป็นรัฐประหารท่ามกลางความขัดแย้งที่ประชาชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นล่างทั่วประเทศกำลังมีการตื่นตัวทางประชาธิปไตยและทางการเมืองในระดับสูง
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้เห็น โฉมหน้าที่แท้จริง ของพวก Conservative and Elitism เป็นครั้งแรก ผลก็คือ ผู้คนเกิดอาการ ตื่นจากฝันในเทพนิยาย เป็น โรคตาสว่าง และเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า อะไรคืออุปสรรคขัดขวางที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยและความเจริญของประเทศตลอด 60 ปีมานี้
แต่พวก Conservative and Elitism ไม่เข้าใจว่า ช่วง 15 ปีนับแต่รัฐประหารของ รสช.เป็นต้นมา สังคมไทยและประชาชนไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปผูกพันกับระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในสากลอย่างแยกไม่ออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ในด้านการเมือง ประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ได้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างสูงอันเป็นผลสะเทือนจากรัฐธรรมนูญ 2540
รัฐบาลทหารจึงได้กระทำการผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในนโยบายเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไม่มีความเข้าใจในความเกี่ยวเนื่องระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกและในพัฒนาการล่าสุดของระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป้าหมายของพวก Conservative and Elitism คือ กระชากให้ระบบเศรษฐกิจไทยกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆก่อนปี 2544 ปฏิเสธการแข่งขันและการเปิดเสรีการค้าการลงทุน ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แช่แข็งระบบเศรษฐกิจไทยให้หยุดนิ่งจมปลักอยู่กับระบบทุนนิยมขุนนางที่พวก Conservative and Elitism มีอำนาจผูกขาดครอบงำไปตลอดกาล สกัดและเบียดขับกลุ่มทุนใหม่ ให้ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทเป็นเพียงไพร่ฟ้าบริวารผู้ผลิตมูลค่า แรงงานและทรัพยากร ที่ถูกสูบขึ้นไปเป็นโภคทรัพย์อันมหาศาลของกลุ่ม Conservative and Elitism ปีแล้วปีเล่าต่อไปไม่สิ้นสุด
พวกเขาชูแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นนโยบายการบริหารประเทศอย่างทั่วด้าน แต่กลับไม่สามารถอรรถาธิบายความหมายได้อย่างชัดเจน สร้างความสับสนให้แก่ภาคธุรกิจไทยและต่างชาติที่สงสัยว่า นี่อาจเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ พวกเขาเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2550 จาก 8 หมื่นล้านบาทไปเป็นกว่าแสนล้านบาท เพิ่มถึงกว่า 30% ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ หว่านโปรยเม็ดเงินงบประมาณสารพัดรายการให้กับคณะรัฐประหารและแต่งตั้งนายทหารรวมทั้งสมุนที่เป็นพวกปัญญาชนขวาจัดเข้ามาเสวยผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจอย่างอิ่มหมีพีมัน สร้างความโกรธแค้นชิงชังทั่วไปในหมู่ประชาชน
พวกเขาประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% ต่อเงินทุนไหลเข้า สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดให้กับตลาดทุนและทำลายความเชื่อถือของนักลงทุนไทย-ต่างชาติที่มีต่อธนาคารแห่งประเทศจนหมดสิ้น อีกทั้งไม่สามารถแก้ปัญหาการเก็งกำไรที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าจนเป็นอันตรายต่อการส่งออกไทยตามที่อ้าง พวกเขาผลักดันการแก้ไข พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดนิยามใหม่ในการเป็น ธุรกิจไทย จงใจใช้กฎหมายย้อนหลังเล่นงานนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย บังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจบัญชีหนึ่งและบัญชีสองต้องขายหุ้นให้คนไทยภายในสองปี ในอีกด้านหนึ่ง ก็ประกาศ บังคับยึดสิทธิบัตร ยารักษาโรคเอดส์และโรคหัวใจของบริษัทยาต่างชาติในประเทศไทยโดยไม่เจรจาหรือเตือนล่วงหน้า อันเป็นการผิดขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายสากล อีกทั้งยังผลักดัน พรบ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก ซึ่งให้อำนาจหน่วยราชการแบบเบ็ดเสร็จที่จะเข้ามาแทรกแซงธุรกิจค้าปลีกได้ เจาะจงที่จะใช้อำนาจรัฐไปเล่นงานย้อนหลังทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ทั้งหมดนี้ก็คือ การกลั่นแกล้งยึดทรัพย์นักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยเพื่อสนองประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนเก่า สร้างความโกรธแค้นอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนต่างชาติ พวกเขาจึงพากันระงับแผนการลงทุนใหม่ทั้งหมดในขณะที่การลงทุนที่มีอยู่เดิมก็ไม่มีการขยายตัวหรือกระทั่งย้ายฐานออกไปยังประเทศอื่น
ในทางการเมือง พวกเขาดำเนินมาตรการ ล้างแค้น รัฐบาลไทยรักไทยด้วยการไล่รื้อนโยบายและมาตรการประชานิยม ตัดลดเงินงบประมาณ เปลี่ยนชื่อ บั่นทอน และทยอยยกเลิกบรรดาโครงการที่เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ทั้งหวยบนดิน โครงการสุขภาพถ้วนหน้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ บ้านเอื้ออาทร ทุนการศึกษาหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เป็นต้น ใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนความบกพร่องเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิ แต่งตั้งศัตรูทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นฝูง ตั้งหน้า “สอบสวนเอาผิดคดีทุจริต” เจาะจงเฉพาะผู้นำและนักการเมืองในรัฐบาลไทยรักไทย กดดันให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้บริหารพรรค 5 ปี ส่งกำลังทหารเข้าไปในชุมชนแออัดในเมืองและหมู่บ้านชนบท ควบคุมข่มขู่มวลชนมิให้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ตลอดจนยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกในอีกครึ่งประเทศ ในขณะที่การฆ่าฟันและความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ยิ่งแผ่ขยายรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ กระทั่งเกิดวินาศกรรมคืนวันสิ้นปีทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งหมดนี้ประกอบกับความขัดแย้งกันเองภายในรัฐบาลและในหมู่คณะรัฐประหาร เป็นผลทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ การลงทุนและการใช้จ่ายบริโภคของประชาชนหยุดชะงัก เศรษฐกิจตกต่ำ
แต่เป้าประสงค์ที่แท้จริงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ปกปิดเนื้อในอำนาจรัฐที่ยังคงเป็นระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม-ราชการ เปลือกหุ้มนี้ต้องเป็น ประชาธิปไตยแบบไทย ที่มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีรัฐบาลที่อ่อนแอไร้อำนาจ และมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดที่ไว้ใจได้ของพวก Conservative and Elitism ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้จะต้องไม่มี ข้อผิดพลาด ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ปล่อยให้มีพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้มแข็งและมีรัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถใช้อำนาจบริหารที่เป็นอิสระจากพวก Conservative and Elitism ได้ในระดับหนึ่งนั่นเอง
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่ม Conservative and Elitism (ศักดินา-อภิชน-ราชการ ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัด)ด้านหนึ่ง กับกลุ่ม Alternative and Liberal (ทุนใหม่ ปัญญาชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่างในเมืองและชนบท)ในอีกด้านหนึ่ง และก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบอำนาจนิยมและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวก Conservative and Elitism ด้านหนึ่ง กับพวก Alternative and Liberal ที่นิยมระบอบประชาธิปไตยมหาชนและแนวเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทางดังกล่าวยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ จากก่อน 19 กันยายน 2549 ที่กลุ่ม Conservative and Elitism เป็นฝ่ายรุก และฝ่าย Alternative and Liberal เป็นฝ่ายรับ มาสู่ปัจจุบัน ที่กลุ่ม Conservative and Elitism เป็นฝ่ายรับ และฝ่าย Alternative and Liberal กลับมาเป็นฝ่ายรุก การเคลื่อนไหวต่อสู้ของฝ่ายประชาชนมีลักษณะมวลชน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ การจัดตั้ง วิธีการและเครื่องมือ มีการเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นความขัดแย้งที่แหลมคมและไม่อาจประนีประนอมกันได้อีกต่อไป ที่จะนำไปสู่การแตกหักทางชนชั้นและทางแนวทางในที่สุด
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของฝ่าย Alternative and Liberal ในครั้งนี้มีความหมายแตกต่างสำคัญจากการต่อสู้เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 เพราะแม้ในครั้งนี้ เป้าหมายเฉพาะหน้าจะยังคงเป็นการขจัดอำนาจ เผด็จการทหาร ออกไป เอาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญกลับคืน แต่คราวนี้ แม้ภารกิจขจัดเผด็จการทหารจะเสร็จสิ้น การต่อสู้จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไปเป็นการขจัดรากเหง้าที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารและเผด็จการทหาร เป็นอิทธิพลบ่อนทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยและความเจริญก้าวหน้าของไทยมาทุกยุคสมัย เพื่อขจัดอำนาจฝ่าย Conservative and Elitism อันเป็นต้นตอของอำนาจนิยมและเผด็จการในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด ให้ดอกผลประชาธิปไตยที่ได้มามีความยั่งยืนสถาพร ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าที่รวดเร็ว ทั่วถึง และยั่งยืนของประเทศไทย




2 comments
Comments feed for this article
มีนาคม 28, 2009 ที่ 1:23 pm
addyut
ทักษิณโกงอย่างไร
1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน
และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- กองทุนหมู่บ้าน
- ธนาคารประชาชน
- แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
- หวยบนดิน
- ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool
- เปิดบ่อนเสรี
- เปิดเสรีสุรา
- เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
- กทม. เมืองแฟชั่น
- ครีมหน้าเด็ง
- บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด
- Complex Entertainment
- Mega Project
- ส่งเสริมเงิน+++้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank)
- ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)
2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
- พักหนี้เกษตรกร
- ปฏิรูปการศึกษา
- จัดระเบียบสังคม
- ผู้ว่า CEO
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
- ลงทะเบียนคนจน
- ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
- ไปนอนวัดที่นราธิวาส
- ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ทำกับข้าว
3. นโยบาย และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในรัฐบาล
- เปิดบ่อนเสรี
- ซื้อหุ้น Liverpool
- เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
- สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
- ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
- สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
- โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
- ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในอุโบสถวัดพระแก้ว (ประธานต้องเป็นกษัตริย์
เท่านั้น)
- ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
- ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง
- ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
- กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
- ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
- ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
- เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
- พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
- ปิดถนนแข่งรถซิ่ง
- โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
- นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
- เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
- คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
- ค่าโง่ทางด่วน
- ค่าโง่ ITV
- บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
- โครงการรับจำนำข้าว
- โครงการรับซื้อลำไย
- โครงการโคล้านตัว
- โครงการแจกต้นกล้ายาง
- เครื่องตรวจระเบิด CTX
- ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ
5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
- ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (เกี่ยวข้องธุรกิจอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคม)
- อุ้มทนายสมชายฯ
- กรือเซะ, ตากใบ
- ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2000 กว่าศพ
- ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
- จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง)
- ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
- นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
- รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
- รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
- ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอป์เข้าบริหาร)
- บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
- งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
เรื่องสถานะคุณหญิงจารุวรรณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืดเยื้อมาจนบัดนี้แล้ว
- สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
- ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น
- คลังฮุบหุ้น TPI (เป็นการปล้นอย่างหน้าด้านๆ ไม่มียางอาย ไม่มีหิริโอตัปปะ)
- หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติ
แต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท., อสมท.,
กฟผ., กสท., TOT
- รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช.
(เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
- GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด,
ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุสมผล
และฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)
8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ
เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเครือญาติ
- แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ
ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
- แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ,
ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
- แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
- ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง.
คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
- การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
- พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับ
- พระราชกฤษฎีกา บำเหน็จบำนาญ สส. และ สว.
- ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์
และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
- ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
- โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ
9. ปัญหา บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้
- ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต.,
รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่เปลี่ยน นายก จึงแก้ปัญหาไม่ได้)
- ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (แต่ ปตท. กำไรแสนล้าน)
- เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้ +++้เงิน ใช้เงิน
แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
- ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ
เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้
- รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือน
เมื่อก่อน
- ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน,
อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน, ขายตัว,
ส่วยตำรวจ
10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
- บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ,
นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย
ธุรกิจ เช่น
- สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
- ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
- อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
- สายการบิน (AIR ASIA)
- สถานีโทรทัศน์ (ITV)
- มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
- โรงพยาบาล (พญาไท)
- ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
- บริษัทโฆษณา
- ฯลฯ
11. คำพูด คำสัญญาของรัฐบาล ที่ไม่เป็นจริง
- ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
- จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สุริยะฯ)
- โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
- โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก
12. วีรกรรม และคำคม (ของทักษิณ)
- ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล
- ด่าวิชาชีพทนาย
- ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
- “UN ไม่ใช่พ่อ”
- “พวกนี้มันโจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
- “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
- “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
- “แมง…+++พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
- “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
13. คนดีมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
- ดร.เกษม วัฒนะชัย
- ดร.ปุระชัย เปรี่ยมสมบูรณ์
- นายวิโรจน์ นวลแข
ท้ายนี้หวังว่าผู้ที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นายกทักษิณ จะได้ตอบ
ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จต่อไป หากตอบไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือไม่ตอบ ไม่แก้ไข
และเมื่อคำถามมีมากขึ้น เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
- 14 ตุลา 16
- 6 ตุลา 19
- พฤษภาทมิฬ 35
มีนาคม 29, 2009 ที่ 10:30 am
addy
28/03/52 “พล.อ.สุรยุทธ์” แถลงโต้ “ทักษิณ” รับไปบ้าน”ปีย์”ถกปัญหาชาติ ปัดหารือแผนปฏิวัติ
http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D2596%2Ewma&program_id=23052