คัดลอกจาก http://www.thaksin.net
ชื่อ “ดร.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ในธุรกิจโทรคมนาคมจนได้รับสมญาว่า “อัศวินคลื่นลูกที่สาม” เท่าๆกับที่รู้กันทั่วไปว่า วันนี้เขาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประกาศตัวเข้ามาทำงานการเมืองอย่างเปิดเผย จนหลายคนตั้งคำถามว่าเขาจะสามารถเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้หรือไม่
เบ้าหลอมวัยเยาว์ เรียนรู้จากชีวิตจริง
“ผมเป็นคนไม่ลืมอดีตนะ แต่ไม่ย่ำอยู่กับอดีต มองข้างหน้าตลอดเวลาแต่ไม่ลืมอดีต การย่ำอยู่กับอดีตนี่ผมถือว่าเป็นการเสียเวลา แต่ลืมไม่ได้เพราะการลืมอดีตคือการลืมตัว”
ดร.ทักษิณ ชินวัตร เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 เป็นบุตรคนที่ 2 ของ คุณเลิศ-ยินดี ชินวัตร
ต้นตระกูล “ชินวัตร” คือ “คูซุ่นเส็ง” หรือ “ชุ่นเส็ง แซ่คู” พ่อค้าและอดีตนายอากรที่อพยพจากจันทบุรีมาตั้งรกรากเริ่มต้นธุรกิจหลายๆ ประเภทในเมืองเชียงใหม่
ลูกหลานของ “คูซุ่นเส็ง” ในรุ่นต่อๆมาแตกแขนงการทำธุรกิจออกไป บางส่วนขยับขยายมาทำการค้าใน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ “เลิศ ชินวัตร” ก็เป็นสายหนึ่งของตระกูลที่มาปักหลักที่สันกำแพง
“ผมเกิดที่ อ.สันกำแพง เชียงใหม่ ตอนผมเกิดบ้านผมยังอยู่ที่หน้าตลาดสันกำแพง เป็นเรือนไม้ห้องแถวสองชั้น . . . เรียนที่สันกำแพงอยู่จนถึงอายุประมาณ 15 ปี ถึงย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่”ดร.ทักษิณเล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก
ในวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจังนี่เอง เขาพบว่าตัวเองเป็นคนชอบคิด คิดเร็ว เรียนเร็ว ใฝ่รู้เรื่องต่างๆ คนหนึ่งเหมือนกัน
“ตอนเด็กจำได้ว่าไปเรียนกับครูผู้หญิงแก่ๆชื่อ ควาย ครูควายเลยละ……. ผมชอบเรื่องเลขแกก็สอนผมเพลินเลยนะ สอนวิธีหารยาวจนก่อนเข้าป. 1 ผมก็หารยาวเป็นแล้วนะ”
เมื่อย้ายจากโรงเรียนในสันกำแพงมาเรียนต่อชั้นประถม 3 ที่มงฟอร์ตเชียงใหม่ แม้จะเสียเปรียบเนื่องจากไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษมาก่อน (ที่โรงเรียนมงฟอร์ตจะสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถม 1) แต่ ด.ช.ทักษิณก็ทำข้อสอบได้ถึง 75%
ความเป็นคน “ชอบเรียน” และ “เรียนเก่ง” กลายเป็นข้อเด่น ของ ดร.ทักษิณ ที่ญาติพี่น้องรวมถึงคนใกล้ชิดต่างยอมรับ และไม่แปลกใจเลยเมื่อในเวลาต่อมาเขาสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารสำเร็จในปี พ.ศ. 2510 และจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 ในปีพ.ศ. 2516 โดยสอบได้คะแนนเป็นที่ 1 ของรุ่น
อย่างไรก็ตามดร.ทักษิณก็มิใช่ “เด็กเรียน” ที่จมอยู่กับกองตำราอย่างเดียว อีกด้านหนึ่งของชีวิตวัยเยาว์ในฐานะ “ลูกพ่อค้า” ทำให้ดร.ทักษิณผ่านประสบการณ์การทำงาน ค้าขาย เรียนรู้
การทำธุรกิจจากการติดตามผู้เป็นบิดาไปเกือบทุกที่ทุกแห่ง
หลังเวลาเรียน เขากลายเป็นเด็กเดินขายหวานเย็น ช่วยขายมอเตอร์ไซด์-ขายอะไหล่หน้าร้าน ออกไปติดตามทวงหนี้ ช่วยงานบัญชีที่ธนาคารเป็นพนักงานโรงหนัง แม้กระทั่งงานปล่อยรถ-ขับรถเมล์ก็เคยทำมาแล้ว
ประสบการณ์หลากหลายของ ดร.ทักษิณในวัยเยาว์นั้น ส่วนหนึ่งเนื่องเพราะ “คุณพ่อเลิศ” เป็น
คนที่สนใจทำธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่ลงทุนทำสวนส้ม ช่วงหนึ่งไปเป็นกัมปะโด(หัวหน้าแผนกสินเชื่อ)
ให้ธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่ ทำโรงภาพยนตร์ศรีวิศาลเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์รถยนต์ ฯลฯ
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “คุณพ่อเลิศ”
เป็นคนทันสมัย ใจกล้าที่จะลงทุนนำสินค้าใหม่ๆ มาขายหรือเลือกธุรกิจใหม่ๆ
มาทำอยู่ตลอดเวลา
“นายเลิศนั้นเป็นบุคคลที่มีความคิดก้าว
หน้าชอบความทันสมัย. . . คนทั้งสันกำแพงเห็นตู้ เย็นเครื่องแรกที่ร้านกาแฟนายเลิศ เครื่องปั่นมะพร้าวก็เหมือนกัน . . . ตอนทำสวนลงทุนสั่งรถแทร็กเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องจักรทุ่นแรงที่ทันสมัยมากมาใช้เป็นคนแรก”
นอกเหนือไปจากความขยัน-สู้งาน สู้ชีวิต ชอบเรียนรู้ทดลองทำด้วยตัวเองจนทำให้เขาเข้าใจถึงความเป็น “นักปฏิบัติ” แล้ว แบบอย่างจากบิดาซึ่งเป็นนักธุรกิจที่มองไกลสนใจความรู้วิทยากรใหม่อยู่เสมอ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งเขาได้รับการถ่ายทอดติดตัวมา
ชีวิตที่พลิกผัน จากราชการ-ธุรกิจ
แม้ตลอดช่วงวัยเด็ก ดร.ทักษิณ จะมีโอกาสใกล้ชิดสัมผัสกับธุรกิจของครอบครัวมาตลอด แต่เขาก็ยังมิได้ตกลงปลงใจว่าจะเดินตามสูตรสำเร็จของลูกพ่อค้าในยุคนั้น ที่มักจะรับช่วงสานต่อธุรกิจของครอบครัว หรือกิจการอื่นๆ ในตระกูล
ด้วยความที่เป็นคนเรียนเก่งและชอบเรียน เมื่อจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่แล้ว ดร.ทักษิณจึงมองโอกาสและแนวทางศึกษาต่อ กระทั่งในที่สุดก็เลือกสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารซึ่งเป็นที่นิยมมากสำหรับนักเรียนชายในยุคนั้น
ชีวิตการศึกษาวัยหนุ่มของ ดร.ทักษิณผ่านไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วหลังจากสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เขาเลือกเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสวนสามพรานจนสำเร็จการศึกษาในปี 2516 และสอบได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของรุ่น
ปีเดียวกันนั้นเองที่เขาเริ่ม
ชีวิตข้าราชการตำรวจเป็น
ครั้งแรก แต่ทำงานได้เพียงระยะหนึ่งในปี พ.ศ. 2517 ก็ได้ทุนจากรัฐบาลไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาจนจบปริญญาโท สาขา Criminal Justice จาก Eastern Kentucy University ในปี พ.ศ. 2518 หลังจากนั้นยังกลับไปเรียนที่สหรัฐอีกครั้งหนึ่งในสาขาเดิมจนกระทั่งจบปริญญาเอกจากSAM Houston State University ในปี พ.ศ. 2521
ในช่วงเวลาใกล้ๆกันนั้นเอง ชีวิตวัยหนุ่มของดร.ทักษิณได้พบพานกับสิ่งสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก ในปี พ.ศ.2517 ดร.ทักษิณได้เข้าพิธีวิวาห์กับคุณพจมาน ดามาพงศ์ ภริยาคู่ชีวิตที่ได้ร่วมฝ่าฟันธุรกิจ จนประสบความสำเร็จมาถึงปัจจุบัน
ประการที่สอง เขามีโอกาสเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในระหว่างเรียนปริญญาเอก ซึ่งเขานำความรู้ในเรื่องดังกล่าวกลับมาใช้กับหน่วยงานในกรมตำรวจและกับธุรกิจของเขาเองในช่วงเวลา ต่อมา
เขาผ่านงานหลายลักษณะในกรมตำรวจ อาทิ เป็นอาจารย์ที่
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นสารวัตรปราบปรามประจำสน.พระราชวังเป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรี (นายปรีดา
พัฒนถาบุตร) เป็นรองผู้กำกับศูนย์ประมวลข่าวสาร ฯลฯ
และที่ศูนย์ประมวลข่าวสารนี่เอง ดร.ทักษิณใช้เวลาอยู่ในหน่วยงานนี้นานมากกว่าหน่วยอื่นๆเขานำเอาความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาพัฒนาระบบฐานข้อมูของกรมตำรวจให้ก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น
จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐาสำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในกรมตำรวจยุคต่อๆมาไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูลสถิติอาชญากรรม ทะเบียนรถยนต์ ประวัติอาชญากร ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้สนับสนุนงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นครั้งแรกๆ
เส้นทางชีวิตราชการตำรวจของดร.ทักษิณ ดำเนินไปพร้อมกับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ทว่าขณะเดียวกับความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเริ่มดึงดูดความสนใจเขาได้มากขึ้นๆ
กระทั่งในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ ขณะครองยศพันตำรวจตรีในตำแหน่งรองผู้กำกับ
การนโยบายและแผนงาน กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาลเหตุผลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเส้นทาชีวิตตัวเองในคราวนั้น ดร.ทักษิณอธิบายว่าส่วนหนึ่งเป็นพราะอึดอัดกับระบบ ขั้นตอนหลายลำดับขั้นของราชการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาต้องการเข้ามาทำงานธุรกิจเต็มตัวหลังจากเริ่มต้นมาแล้วระยะหนึ่งโดยมี คุณพจมาน ชินวัตร ภรรยาดูแลรับผิดชอบอยู่
“ผมไม่ถึงกับเบื่อ แต่ระบบตำรวจมันเหมือนระบบราชการทั่วไป คือเสียเวลากับเรื่องที่ไม่โพรดักทีฟมากเกินไป ประชุมในเรื่องไร้สาระ ผมเป็นคนใจร้อน ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วต้องเทคแอคชั่นทันทีผมอึดอัด . . . พอดีที่ธุรกิจมันโตขึ้นมาด้วยเลยต้องลาออกมา”
วิธีคิดแบบนักธุรกิจที่เขาซึมซับจากบิดาในวัยเด็กเริ่มถูกนำออกมาใช้อย่างจริงจัง เป็นวิธีคิดแบบกล้าได้กล้าเสีย กล้าตัดสินใจทันที พร้อมที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลง “ตอนที่ผมลาออกจากตำรวจผมใช้เวลาตัดสินใจเพียงวันเดียว” พ.ศ. 2530 ในวัย 33 ปี ดร.ทักษิณก้าวเดินสู่ถนนธุรกิจ ด้วยความพร้อม ความเชื่อมั่นในความรู้ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์
วิสัยทัศน์สู่ความสำเร็จ จากธุรกิจ-ประเทศไทย
จากจุดเริ่มต้นทางธุรกิจที่ดร.ทักษิณและคุณพจมานร่วมกันก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดไอซีเอสไอ.
เมื่อปี 2525 ต่อมาขยับขยายเป็นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ ดร.ทักษิณ ใช้พื้นฐานความรู้ทาง
ด้านคอมพิวเตอร์ ประกอบกับความเข้าใจขั้นตอนในระบบราชการ ดำเนินธุรกิจขาย-บริการให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แก่หน่วยงานรัฐ จนประสบความสำเร็จมาเป็นลำดับ
เมื่อมีความรู้ความชำนาญในธุรกิจคอมพิวเตอร์ระดับหนึ่ง ดร.ทักษิณก็ขยายธุรกิจต่อไปอีกโดยเฉพาะธุรกิจใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้สนใจดำเนินการมาก่อน อาทิวางระบบ-ขายอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบไร้สาย (S.O.S), ธุรกิจวิทยุบนรถประจำทาง (บัสซาวด์), ธุรกิจวิทยุติดตามตัว(เพจเจอร์), ธุรกิจวางระบบให้บริการ-จำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่, ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี), ธุรกิจดาวเทียม ฯลฯ
กระทั่งถึงปัจจุบันสามารถพัฒนาบริษัทในเครือให้ครอบคลุมเกือบจะครบทุกด้านของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม และสารสนเทศ
สรกล อดุลยานนท์ ผู้เขียน “ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม” อธิบายปัจจัยอันทำให้ ดร.ทักษิณประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างรวดเร็วว่า
ประการที่ 1 เป็นเพราะความกล้าในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว กล้าทดลองลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็กล้าที่จะปรับทิศทางธุริกจในเครือจากการค้าคอมพิวเตอร์มาเป็นธุรกิจโทรคมนาคมได้ในจังหวะที่เหมาะสม
ประการที่ 2 เพราะความเป็นนักเจรจา ประกอบกับความกว้างขวางในการสร้างพันธมิตร บริหารสายสัมพันธ์ จนสามารถประสานได้กับทุกฝ่ายอย่างลงตัว
ประการที่ 3 วิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า
ประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องพร้อมกับ
กำหนดกลยุทธ์ได้ตรงกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีหลังลาออกจากกรมตำรวจดร.ทักษิณประสบความสำเร็จทาง
ธุรกิจได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกประเทศมากมาย
.
นับจากช่วงปี 2535 เป็นต้นมาได้รับเกียรติได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆอย่างต่อเนื่องอาทิ
รางวัล “1992 Asean Business Man of the Year” จาก Asean Institute ประเทศอินโดนิเซีย
(พ.ศ.2535)
รางวัล “บุคคลดีเด่นผู้พัฒนาโทรคมนาคมเพื่อสังคมของประเทศไทยประจำปี 2536″
ได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ Singapore Business Times ให้เป็น 1 ใน 12
นักธุรกิจผู้นำของเอเชีย (พ.ศ.2537)
ดร.ทักษิณยังคงมองไปข้างหน้าหากว่าเป้าหมายของเขาขยับเปลี่ยนจากการผลักดันบริษัทใน
เครือไปสู่การผลักดันประเทศไทยซึ่งในความคิดของ ดร.ทักษิณ น่าจะก้าวไปในทิศทางที่ดีกว่า สามารถยืนหยัดแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างเข้มแข็ง
ระหว่างปี พ.ศ.2537-2540ดร.ทักษิณมีโอกาสได้เข้าไปทำงานการเมือง บริหารประเทศในต่างกรรม ต่างวาระ และในตำแหน่งที่แตกต่างกัน
2537 เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
พ.ค. 2538
เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม
ก.ค. 2538
เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา
2540
เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ประสบการณ์จากงานเพื่อสังคมและงานด้านการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ดูจะเป็นแรงผลักดันให้ ดร.ทักษิณ เกิดความคิด ความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาประเทศไทยไปสู่ทิศทางใหม่ด้วยระบบวิธีคิดแบบใหม่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
วิสัยทัศน์ของเขามองผ่านไปยังภาพการเมืองไทยปี 2000 ด้วยความเชื่อมั่นว่าหากจะปรับทิศประเทศไทยให้ถูกทางระบบการเมืองไทยและนักการเมืองไทยต้องมีความโปร่งใสมองไปข้างหน้าอย่างมีวิสัยทัศน์ พร้อมกับการคิดอย่างมีกลยุทธ์




4 comments
Comments feed for this article
มิถุนายน 6, 2007 ที่ 12:33 pm
amnuay.nida@gmail.com
คิดถึงนายกทักษิณจัง
กรกฎาคม 27, 2007 ที่ 10:40 am
amnat thanangset
ขอให้อดทนหน่อยคงไม่นานฟ้าก็สว่าง พวกเราชาวรากหญ่าคิดถึงท่าน อยากเห็นท่านกลับมาเมืองไทยไวๆ จาก คนกำแพงเพชร
มีนาคม 29, 2009 ที่ 10:27 am
addy
28/03/52 “พล.อ.สุรยุทธ์” แถลงโต้ “ทักษิณ” รับไปบ้าน”ปีย์”ถกปัญหาชาติ ปัดหารือแผนปฏิวัติ
http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D2596%2Ewma&program_id=23052
กรกฎาคม 23, 2009 ที่ 7:39 am
ben
ขอให้ท่านรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อกลับมาบริหารประเทศให้กล้าไกลทันประเทศเพื่อนบ้านและนําความเจริญมาสู่ประเทศเราเพื่ออนาคตของลูกหลานของเราและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิจงคุ้มครองท่านตลอดไป